Company Note
Prima Marine
แนวโน้ม 2Q26 สดใส หนุนโดย FSU ฟื้นตัวเต็มที่
จากการประชุมนักวิเคราะห์วันนี้ บริษัทยืนยันว่าภาพรวมการดำเนินงานเป็นไปตามแผน และคาดว่ากำไร 2Q26F จะเติบโตทั้ง YoY และ QoQ โดยมีธุรกิจ FSU เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก จากอัตราการใช้เรือที่ฟื้นตัวจาก 76.7% ใน 1Q26 และ 93% ในเดือนมีนาคม สู่ระดับ 100% เต็มไตรมาสใน 2Q26 ความต้องการกักเก็บน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นจากความไม่แน่นอนของอุปทานพลังงานในตะวันออกกลาง และแม้ความขัดแย้งจะคลี่คลาย อุปสงค์ FSU คาดว่าจะยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง เนื่องจากโรงกลั่นทั่วโลกมีสต็อกน้ำมันเต็มความจุแต่ยังต้องรักษาระดับการผลิตท่ามกลางกำลังซื้อที่อ่อนแอและเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
FSU และ OSV คือแรงหนุนหลัก ขณะที่ COC และ PCT มีความเสี่ยงจำกัด
ความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซทำให้อุปสงค์เรือ FSU เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และแม้ความขัดแย้งจะคลี่คลาย อุปสงค์คาดว่าจะยังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากโรงกลั่นทั่วโลกมีสต็อกน้ำมันเต็มความจุแต่ยังต้องรักษาระดับการผลิตท่ามกลางกำลังซื้อที่อ่อนแอ ด้าน OSV มีแนวโน้มบวกระยะยาวจากราคาน้ำมันที่สูงหนุนกิจกรรม Offshore E&P ในอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ส่วน COC ไม่ได้รับผลกระทบเนื่องจาก VLCC ทั้ง 3 ลำทำสัญญา Time Charter ที่ลูกค้าเป็นผู้รับผิดชอบค่า Bunker ทั้งหมด สำหรับ PCT มีผลกระทบจำกัดเช่นกัน เนื่องจากเรือที่ให้บริการภายใต้สัญญา Time Charter ลูกค้าเป็นผู้รับผิดชอบค่า Bunker ขณะที่เรือภายใต้สัญญา COA มีการรับประกันปริมาณขั้นต่ำและสามารถผ่านต้นทุน Bunker ที่เพิ่มขึ้นให้แก่ลูกค้าได้ นอกจากนี้บริษัทยังสามารถนำเรือออกให้บริการเส้นทางต่างประเทศเพื่อรักษาอัตราการใช้เรือในกรณีที่ความต้องการในประเทศลดลง
กองเรือขยายตัว หนุนกำไรปี 2026 ทำระดับสูงสุดใหม่
ปี 2026 บริษัทรับเรือเคมีใหม่ 2 ลำ โดยลำแรกเข้ามาใน 1Q26 แต่จะเริ่มรับรู้รายได้อย่างมีนัยสำคัญใน 3Q26 (ช่วง 2Q26 เป็นการทดสอบระบบ) ส่วนลำที่ 2 จะเริ่มสร้างรายได้ในเดือนมิถุนายน นอกจากนี้บริษัทยังรับเรือ PCT ใหม่รวม 5 ลำ (ใหม่ 3 ลำ มือสอง 1 ลำ และ Charter-in 1 ลำ) เพื่อทดแทนเรือที่ปลดระวาง 5 ลำ แม้จำนวนเรือจะคงที่ แต่เรือใหม่มีขนาดใหญ่กว่าและใหม่กว่า ทำให้กำลังการขนส่งและประสิทธิภาพโดยรวมสูงขึ้น ประกอบกับเรือที่ทยอยรับมาตลอดปี 2025 เริ่มให้บริการเต็มปี และจำนวนเรือเข้าอู่ที่ลดลงมาก นอกจากนี้ บริษัทยังได้ก้าวเข้าสู่ธุรกิจใหม่โดยเป็นผู้ให้บริการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ทางทะเลรายแรกของไทย ภายใต้สัญญาระยะเวลา 1 ปีกับ BCP โดยมีปริมาณเป้าหมายมากกว่า 200 ล้านลิตรต่อปี ซึ่งช่วยเสริมความหลากหลายของรายได้และตอกย้ำบทบาทของบริษัทในห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาด ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นแรงหนุนให้กำไรปกติปี 2026 เดินหน้าทำระดับสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง โดยสิ้นปี 2026 คาดมีเรือรวม 72 ลำ เพิ่มจาก 70 ลำ ณ สิ้นปี 2025
คงประมาณการ คำแนะนำ ซื้อ TP 9.10 บาท
เราคงประมาณการกำไรปี 2026F ที่ 2,243 ล้านบาท (+3.7% YoY) EBITDA 4,738 ล้านบาท และ EPS 0.90 บาท คำแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 9.10 บาท อิง PER ปี 2026F ที่ 10.1 เท่า (ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี) ปัจจุบันหุ้นซื้อขายที่ PER 9.5 เท่า พร้อม Dividend yield 6.3% ความเสี่ยงหลัก ได้แก่ ความผันผวนของราคาพลังงาน สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ และค่าเงินบาทที่อาจแข็งค่าเกินคาด