Company Note
ICHI
สรุปประชุมนักวิเคราะห์ 1Q26: กลยุทธ์การเติบโตและแผนขยายธุรกิจ
ผู้บริหารเน้นย้ำกลยุทธ์การเติบโต ดังนี้:
การขยายกำลังการผลิตน้ำด่าง บริษัทได้สั่งนำเข้าเครื่องจักรใหม่จากญี่ปุ่นซึ่งจะเดินสายการผลิตเสร็จสมบูรณ์ในเดือนมิ.ย.26 คาดว่าจะเพิ่มกำลังผลิตน้ำด่าง (Alkaline Water) ได้อีกเท่าตัว และบรรเทาปัญหาคอขวดที่ต้องแชร์ไลน์กับน้ำมะพร้าว ส่งผลให้บริษัทปรับเป้าหมายรายได้น้ำด่างปีนี้ขึ้นจาก 1,000 ล้านบาท เป็น 1,200 ล้านบาท
กลยุทธ์ New Product Development (NPD) ผ่าน Brand Collaboration บริษัทมีแผนเปิดตัวสินค้าใหม่ในช่วงครึ่งปีหลัง ได้แก่ Thai Coco (เย็นเย็นน้ำจับเลี้ยงผสมน้ำมะพร้าว) และ Jian Cha (ชาเขียวพรีเมียม), Tan San Su กลิ่นองุ่นเคียวโฮ
การขยายตลาดส่งออก เน้นลาวเป็นฐานหลัก (70% ของส่งออก) พร้อมบุกน้ำด่างในมาเลเซีย ซึ่งได้รับการตอบรับดีและมีออเดอร์ซ้ำ รวมถึงแผนขยายสู่จีนและแคนาดาในไตรมาส 3
ความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์: ต้นทุน PET เพิ่ม กดดัน Margin ชั่วคราว ส่งผลต้นทุนเม็ดพลาสติก PET Resin ปรับตัวสูงขึ้นราว 30–40% ตั้งแต่เกิดสงคราม บริษัทล็อคราคาวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ไว้จนถึงสิ้นเดือนมิ.ย.26 คาดอาจกดดันอัตรากำไรขั้นต้นในช่วงครึ่งปีหลัง
บริษัทใช้ 3 กลยุทธ์รับมือแนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ การ Shift Portfolio สู่สินค้า High Margin อย่างน้ำด่าง (Margin สูงกว่าเฉลี่ย 5%), การเจรจากับซัพพลายเออร์รายที่ 3 เพื่อควบคุมต้นทุน และการลดโปรโมชั่นเพื่อเพิ่ม Average Selling Price โดยไม่กระทบราคาขายปลีก นอกจากนี้ยังมีโครงการ Nitrogen Injection เพื่อลดน้ำหนักขวด PET ช่วยลดต้นทุนระยะยาว ในด้านค่าขนส่ง ผลกระทบยังอยู่ในระดับที่จัดการได้มีสัดส่วนไม่ถึง 1% ของต้นทุนรวม ด้านต้นทุนน้ำตาลยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงยังคงซื้อได้ในราคาเดิม
ด้านค่าใช้จ่ายการตลาด ตั้งเป้าควบคุมให้ไม่เกิน 4.5% ของรายได้ (จาก 4.9% ใน 1Q26) ไม่มีแผนการควบรวมกิจการในระยะสั้น
แนวโน้ม 2Q26F และทั้งปี 2026E: ฤดูร้อนหนุน แต่ต้นทุนเป็นปัจจัยกดดัน
เราคาดว่ากำไรสุทธิ 2Q26F จะเติบโต QoQ จากปัจจัยฤดูกาล (High Season เครื่องดื่ม) และการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำด่างที่จะรับรู้รายได้เต็มไตรมาส อย่างไรก็ตาม ในเชิง YoY กำไรสุทธิอาจลดลง จากฐานสูง 2Q25 ที่มีรายการพิเศษขายที่ดินมูลค่า 120 ล้านบาท สำหรับทั้งปี 2026E เราคงประมาณการกำไรสุทธิที่ 1,358 ล้านบาท (+2% YoY) หรือคิดเป็น Core Profit ไม่รวมรายการพิเศษที่ +10% YoY รายได้คาดขยายตัว 7.3% สู่ 8,675 ล้านบาท ขับเคลื่อนจากยอดขายในประเทศและน้ำด่างเป็นหลัก ปัจจัยบวกเพิ่มเติม ได้แก่ สิทธิประโยชน์ BOI ที่รับรู้ 2 เท่า (BOI Double Deduction) ช่วยลดภาระภาษีชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล (60/40) และ Market Share ชาพร้อมดื่มที่เทียบคู่แข่งเหลือห่างเพียง 1.7% ถือเป็นปัจจัยหนุนเพิ่มเติมในช่วงครึ่งปีหลัง
Valuation และคำแนะนำ: BUY ราคาเป้าหมาย 14.60 บาท — Yield สูง 8.7% น่าถือระยะยาว
เราคงคำแนะนำ BUY ราคาเป้าหมาย 14.60 บาท อิงจาก Forward P/E เฉลี่ย 3 ปีที่ 14 เท่า สะท้อนพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งและแนวโน้มเงินปันผลที่สม่ำเสมอ ราคาหุ้นปัจจุบัน 12.90 บาท ซื้อขายที่ P/E 12.4 เท่า (2026E) และ EV/EBITDA 7.7 เท่า ซึ่งยังต่ำกว่า Historical Average ขณะที่ Dividend Yield ที่ 8.7% (2026E) สูงโดดเด่นเมื่อเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรม ปัจจัยหนุน ROE ของบริษัทอยู่ในแนวโน้มขยับขึ้นต่อเนื่องจาก 23.4% (2025) สู่ 24.2% (2026E) สะท้อนประสิทธิภาพการใช้เงินทุนที่ดีขึ้น รองรับการจ่ายเงินปันผลได้มั่นคงโดยไม่ต้องก่อหนี้ ความเสี่ยงหลักที่ต้องติดตาม ได้แก่ การแข่งขันที่รุนแรงในตลาดเครื่องดื่ม และความผันผวนของราคา PET Resin ที่อาจกดดัน Margin ในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ระดับ Valuation ปัจจุบันสะท้อนความเสี่ยงดังกล่าวไว้บางส่วนแล้ว