สรุปภาพตลาดวานนี้
SET รีบาวด์วานนี้ จาก DELTA เป็นหลักดันตลาด +10 จาก +12 จุด ที่เหลือไขว้กันเอง แต่หุ้นกลุ่มเด้งแรงพบรูปแบบชัดอย่างอิเล็กทรอนิกส์ HANA CCET KCE รับเหมาฯ STECON CIVIL ITD STPI ขายน้ำนิคม EASTW WHAUP ส่วนแรงขายอยู่ในกลุ่ม Defensive เช่น ADVANC TRUE BH BDMS BEM GULF AOT แต่ไม่แรง
แนวโน้มตลาดวันนี้
TISA ใกล้คลอด
ตลาดหุ้นไทย-ราคาหุ้นแข็งแกร่งขึ้นกว่าที่ผ่านมา เรื่องราวขาขึ้นดำเนินมาตั้งแต่นโยบายกำกับของตลาดหลักทรัพย์ และ นโยบายส่งเสริม เช่น นโยบายระดับมหภาค BOI fast pass, นโยบายยกระดับการออมการลงทุน (TISA) ฯลฯ จนนำมาสู่การทยอยอัพเกรดหุ้นไทยในสายตาต่างชาติ ทั้ง MSCI กลับมาทยอยเพิ่มหุ้น, โบรกต่างชาติอัพเกรดหุ้นรายตัว (เมื่อวาน JPM อัพเกรด HANA, เครดิตเรตติ้ง (มูดี้ส) ปรับเพิ่มมุมมองเศรษฐกิจไทย ขึ้นสู่ระดับมีเสถียรภาพ
เมื่อมองไปข้างหน้าเรายังคงกลยุทธ์ Sector rotation ท่ามกลางภาวะตลาดอาจ ผันผวนบ้างในระหว่างทาง แต่นโยบายส่งเสริมการออมและการลงทุนยังเดินหน้า และคาดว่าจะเข้ามาช่วยเพิ่มสภาพคล่อง และรองรับความเสี่ยงผันผวนขาลงให้กับตลาดหุ้นไทยในอนาคตได้ โดยเฉพาะ TISA ที่น่าจะเข้าสู่ช่วงสรุปโครงการ เดือน มิ.ย.ก่อนจะประกาศใช้
และรอบนี้เราเพิ่ม นน. กลุ่ม “ค้าปลีก” (เราเริ่มเก็บ CPALL MRDIYT) ซึ่งควรจะได้ประโยชน์จาก เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ คาดเมื่อ Virtual Bank เริ่มใช้งานจริง ปชช. SMEs ควรจะเข้าถึงแหล่งเงินได้สะดวกรวดเร็วขึ้น (อาจจะหนุนราคาหุ้นแบงก์ที่ลงทุนทำ Virtual bank สามารถเพิ่มยอดการเติบโตของสินเชื่อทางอ้อม) ซึ่งนับรวมมาตรการเพิ่มกำลังซื้อจากรัฐบาล ทั้ง คนละครึ่ง ไทยช่วยไทย จากงบประมาณเบื้องต้น 1.75 แสนล้านบาท
กลยุทธ์การลงทุน
กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร
วิเคราะห์ทางเทคนิค
Price Pattern: โครงสร้างหลักของ SET Index เคลื่อนไหวในทิศทาง Sideways Up โดยแกว่งตัวประคองตัวอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น EMA 10 & 25 วัน ได้อย่างแข็งแกร่ง
Candlestick: กราฟแท่งเทียนปิดสวย ปิดใกล้ high ขณะที่โมเมนตัมหลักยังสนับสนุนภาวะกระทิง ตราบใดที่ดัชนีไม่หลุดโซนรับ 1,500 จุด ภาพขาขึ้นระยะสั้น-กลางยังไม่เสียหาย
แนวต้าน: ด่านสำคัญของการรันเทรนด์ในรอบนี้จะอยู่ที่ 1,545 จุด (previous high)
สรุป: ตลาดกำลังสะสมพลังเพื่อลุ้นไปต่อ เกาะติดหุ้นแนะนำที่มีแนวโน้มกราฟสวย เกิดสัญญาณกลับตัว ( Golden Cross หรือการสร้างฐานเสร็จ) ควบคู่ไปกับวินัยในการควบคุมความเสี่ยง (Risk Control) ไม่ให้พอร์ตเสียหายเกินกว่าแผนที่วางไว้
What to watch
MSCI Review (ใช้ราคาปิด 29 พ.ค.) ไม่มีการปรับหุ้นใน MSCI Thailand (Standard Index) แต่ปรับใน MSCI Small cap index โดยเพิ่ม MRDIYT TFG และถอด TOA ทั้งนี้ ทั้ง MRDIYT และ TFG อยู่ในกลุ่มที่เราคาดว่ามีโอกาสเข้า SET50 ใหม่ด้วย (BCP MRDIYT TFG THAI และอาจมี ITC ที่ต้องพิจารณาเกณฑ์ Free Float)
สภาพัฒน์เผย ศก.ไทย ไตรมาสแรกปีนี้ขยายตัว 2.8% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 2.5% ในไตรมาสที่สี่ของปี68/ทั้งปีนี้ คาดศก.ไทย ขยายตัว1.5-2.5%
แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 1.5 - 2.5 (ค่ากลางร้อยละ 2.0) โดยการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ2.4 และร้อยละ 3.7 ตามลำดับ
แบงก์ชาติอินโดนีเซีย ขึ้นดอกเบี้ย 0.5% จาก 4.75% เป็น 5.25% เซอร์ไพร์สตลาด
หุ้นแนะนำวันนี้
GLOBAL กลุ่ม Rotated in ที่ราคาอยู่ด้านล่าง ด้านงบค่า K ที่ช่วยให้รับเหมาช่วง รายย่อย มีกระแสเงินสดเพิ่ม คาดช่วยหนุนหุ้นค้าวัสดุฯ
แนวรับ 7 ต้าน 7.6 Stop loss 6
Tactical port เพิ่ม GLOBAL
รายงานพื้นฐานวันนี้
Commerce Sector
กลุ่มค้าปลีก กลับสู่สังเวียน
เราปรับมุมมองกลุ่มค้าปลีกเป็น “มากกว่าตลาด” หลังงบ 1Q26 ออกมาดีกว่าความกังวล โดยกำไรหลักรวม (ไม่รวม IT) อยู่ที่ 2.4 หมื่นล้านบาท (+11% YoY, +7% QoQ) กลับมาโต YoY ครั้งแรกตั้งแต่ 3Q25 ทั้งที่รายได้โตเพียง +4% และ SSS ยังติดลบ -2% สะท้อนว่าการฟื้นรอบนี้ขับเคลื่อนโดย margin ที่ดีขึ้นและการคุมต้นทุน มากกว่ายอดขาย
รายตัวที่โดดเด่น ได้แก่ CRC (ดีกว่าคาด +28% จาก GM กลุ่ม Food และ Fashion), GLOBAL (ดีกว่าคาด +24% จากประสิทธิภาพต้นทุนและ logistics) และ CPALL (ดีกว่าคาด +11% จากรายได้อื่นที่เพิ่มขึ้น) โดยในเชิงกลุ่ม Lifestyle โตเด่นสุด (+23% YoY) รองลงมา Mall (+17%) ขณะที่ HD&C ยังอ่อน (-5% YoY) ถูกกดดันจาก HMPRO
แนวโน้ม 2Q26 เริ่มเห็น SSS ฟื้น จากช่วง เม.ย.–กลาง พ.ค. ที่กลับมาทรงตัวถึงบวกเล็กน้อย โดย HD&C ฟื้นเด่น แต่ยังมองเป็น แรงหนุนระยะสั้น จากอากาศร้อนและการเร่งซื้อก่อนขึ้นราคา ไม่ใช่การฟื้นตัวเชิงโครงสร้าง ทำให้ยังต้องเลือกหุ้นที่คุม margin ได้ดี โดยยังชอบ GLOBAL มากสุดในกลุ่มนี้
ปัจจัยหนุนถัดไปคือ เงินเฟ้อและมาตรการรัฐ เนื่องจาก SSS ของหลายบริษัทมีความสัมพันธ์สูงกับ CPI (เช่น CRC, CPALL, CPN) สะท้อนความสามารถในการผลักต้นทุนไปยังราคาขาย ขณะที่มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” แม้ไม่หนุนตรง แต่ช่วยบรรยากาศการบริโภค
Fundamental view: กลุ่มค้าปลีกกำลังเข้าสู่ช่วงฟื้นจาก margin และ SSS ตาม โดยเลือก MRDIYT, CPALL และ MOSHI เป็น Top picks จากการฟื้นของการใช้จ่ายสินค้าราคาต่ำและ margin ที่ยังแข็งแรง ขณะที่ CPN พื้นฐานดีแต่ upside เริ่มจำกัด
Energy Sector (Tactical)
ปลดล็อคส่งออกน้ำมันเครื่องบิน เปิดโอกาสเก็งกำไรโรงกลั่นระยะสั้น
สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) อนุมัติส่งออกน้ำมันเครื่องบินไปเวียดนามและฟิลิปปินส์ เป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มโรงกลั่น (TOP, SPRC, BCP, IRPC) และ PTTGC โดยช่วยระบายสต็อกส่วนเกินที่เริ่มตึง และทำให้โรงกลั่นสามารถเดินเครื่องในระดับสูงต่อเนื่อง เปิดโอกาส “เก็งกำไรระยะสั้น” ในกลุ่มนี้
ในเชิงพื้นฐาน การส่งออกจะช่วยลดแรงกดดันจากสต็อคสินค้าที่สูง (ก่อนหน้านี้ในกลุ่ม PTT ลด utilization ลงมาเหลือราว 100% จาก 105% ในเดือน เม.ย.) และหนุนรายได้/กำไรเพิ่ม โดย TOP ได้ประโยชน์มากสุด (yield ของ jet fuel สูงราว 17%) ตามด้วย SPRC (10%), BCP (9%), IRPC (7%) และ PTTGC (7%) ซึ่งจากการประเมิน หากส่งออกได้เต็ม จะเพิ่มกำไรต่อวันราว 88 ลบ. (สำหรับ TOP), 40 ลบ. (BCP), 27 ลบ. (SPRC), 24 ลบ. (IRPC) และ 22 ลบ. (PTTGC)
Risk: ยังต้องติดตามความต่อเนื่องของนโยบาย (เช่น รัฐสามารถสั่งระงับได้หากขาดแคลนอีกรอบ)
BA
(Visit Note)
การบินกรุงเทพ
แนวโน้ม 2Q26 ชะลอตัว ช่วง high season ของ สมุยจะหนุนการฟื้นตัวใน 3Q26
BA รายงานกำไรจากการดำเนินงาน 1Q26 ที่ 2,587 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% YoY และ 214% QoQ หนุนโดยจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น (QoQ), อัตรากำไรที่สูงขึ้น (YoY & QoQ), และดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง (YoY & QoQ) ผลการดำเนินงาน 2Q26 จากการประเมินเบื้องต้น มีแนวโน้มชะลอตัวตามปัจจัยฤดูกาลและต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น การปรับขึ้นค่าโดยสารช่วยบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน และช่วง high season ของการท่องเที่ยวเกาะสมุยน่าจะหนุนผลการดำเนินงาน 3Q26 ให้เติบโต QoQ
สำหรับปี 2026 บริษัทยังคงเป้าหมายจำนวนผู้โดยสารจะทรงตัว YoY ที่ระดับ 4.3 ล้านคน ณ ปัจจุบัน ยังไม่เห็นผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อยอดการจองที่นั่ง (BA มีสัดส่วนรายได้ผู้โดยสารจากจุดขายยุโรป 53% และตะวันออกกลาง 5% ใน 1Q26) โดยยอดจองตั๋วล่วงหน้าช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ย. 2026 เติบโต 1% YoY ในขณะที่เส้นทางบินในประเทศและต่างประเทศอื่นๆ หดตัวลง จากต้นทุนน้ำมัน บริษัทได้ปรับลดเที่ยวบินเพื่อให้สอดคล้องกับอุปสงค์และทยอยปรับราค่าบัตรโดยสารขึ้น 2-11% รวมทั้งมีการทำ fuel hedging ไปแล้ว ~25% อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาผลกระทบจากสงครามใกล้ชิด
Our view: ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา Consensus ปรับประมาณการกำไรสุทธิของ BA ปี 2026 ลงแล้ว 20% ปัจจุบัน BA จะซื้อขายที่ PER ปี 2026 ที่ 9.6 เท่า (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของสายการบินในภูมิภาคเอเชียที่ 11.0 เท่า แต่ความน่าสนใจของหุ้น น่าจะรอผ่าน 2Q26 ค่อยกลับมาเล่นดักผลการดำเนินงาน 3Q26 ที่จะฟื้น
TTW
(Visit Note)
ทีทีดับบลิว
ถือรับปันผลต่อไป ถ้าอยากซื้อใหม่รอพักฐาน
TTW รายงานกำไรสุทธิ 1Q26 ที่ 673 ล้านบาท ทรงตัว YoY แต่ลดลง 18% QoQ ตามฤดูกาล เนื่องจากส่วนแบ่งกำไร (หลักๆ จาก CKP) ลดลง (แม้เพิ่มขึ้น 155% YoY แต่ลดลง 78% QoQ) ตามปริมาณน้ำในเขื่อนที่ใช้ผลิตไฟฟ้าลดลง จากฝนที่ลดลง ขณะที่ปริมาณการขายน้ำปะปาลดลงตามฤดูกาลโรงงานมีการผลิตที่สูงใน 4Q25 สำหรับแรงกดดัน YoY รอบนี้มาจากราคาขายเฉลี่ยลดลง เนื่องจากอิงปรับราคาตาม CPI ซึ่งติดลบ แต่ก็มีบางส่วนถูกชดเชยด้วยการบริหารประสิทธิภาพต้นทุน ทำให้อัตรากำไรขั้นต้น แม้ลดลง YoY แต่ก็ยังเพิ่ม QoQ
เบื้องต้นแนวโน้มกำไร 2Q26 คาดลดลง YoY (ฐาน CKP สูงกว่าปกติปีก่อน) แต่เพิ่ม QoQ (ตามฤดูกาลกำไรของ CKP ที่เริ่มเร่งตัว) แต่หากมองเฉพาะธุรกิจการจำหน่ายน้ำปะปา คาดจะเห็นแนวโน้มดีขึ้นทั้ง YoY และ QoQ แรงหนุนจากอากาศที่ร้อนกว่าปกติ โดยเดือน เม.ย. เราเห็นแนวโน้มการขายน้ำเฉลี่ยรวมเพิ่มขึ้นราว 6% YoY และ 2% QoQ นอกจากนี้ ตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) กลับมาเป็นบวก และดูสูงขึ้นอีกครั้ง จะช่วยจำกัด Downside ของราคาขาย ตรงข้ามอาจเปิด Upside กำไรเพิ่มเติมปีหน้า (รอรอบรีวิว)
Our view: นักลงทุนที่ถือมาอยู่แล้ว รับปันผลต่อไปราว 6-7% ต่อปี แต่หากรอสะสม จุดเข้าซื้อใหม่มองบริเวณ 9.1 ลงไป ซึ่งจะทำให้ Div. yields ทั้งปีมากกว่า 6.5% เป็นโซนที่ปลอดภัยในการเก็บรับปันผล
TVO
(Visit Note)
น้ำมันพืชไทย
ต้นทุนถั่วเหลืองยังหนุน TVO และกลุ่มอาหารสัตว์
TVO รายงานกำไรสุทธิ 1Q26 ที่ 709 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% YoY และ 36% QoQ หนุนจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น 13% YoY และอัตรากำไรสุทธิที่ฟื้น ได้แรงหนุนจากธุรกิจน้ำมันถั่วเหลืองที่ยังเติบโตต่อเนื่อง และ spread ของน้ำมันถั่วเหลืองกับน้ำมันปาล์มที่ยังอยู่ในระดับแคบ หนุนความต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมันถั่วเหลืองของบริษัท
แนวโน้มถั่วเหลืองโลกปี 2025/26 อยู่ในโหมด Supply ยังอยู่ระดับสูง โดย USDA รายงานในเดือนพ.ค. 2026 คาดผลผลิตถั่วเหลืองโลก ปี 2026/27 เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากผลผลิตบราซิลและสหรัฐฯ ด้านความต้องการยังได้แรงหนุนจากการบริโภคน้ำมันถั่วเหลืองที่เติบโตต่อเนื่องในสหรัฐฯ จาก renewable diesel และ biofuel industry ส่งผลให้ ความต้องการน้ำมันถั่วเหลืองแข็งแกร่งกว่าฝั่งกากถั่วเหลือง ส่วนจีน ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดโลก หลังการประชุมระหว่าง Donald Trump และ Xi Jinping ล่าสุด ซึ่งสหรัฐฯ คาดว่าจีนจะเพิ่มการนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ จึงช่วยลด downside risk
ในด้านธุรกิจน้ำมันถั่วเหลืองยังได้รับอานิสงส์ต่อเนื่องจาก pread ระหว่างน้ำมันถั่วเหลืองและน้ำมันปาล์มที่ยังอยู่ในระดับแคบเพียง 1.58 บาท/ลิตร ณ เม.ย. 2026 เทียบกับ -4.33 บาท/ลิตรในปีก่อน ช่วยสนับสนุนความต้องการของน้ำมันถั่วเหลืองในประเทศ
Our view: มอง TVO เป็นหุ้นที่โดดเด่นด้านปันผล โดย Consensus คาด Dividend yield 7.5% ต่อปี ทั้งนี้ ในส่วนผู้ผลิตเนื้อสัตว์รายใหญ่ เช่น CPF, BTG, TFG และ GFPT ยังมีสต๊อกกากถั่วเหลืองต้นทุนต่ำถึงช่วง 2Q26 ทำให้ต้นทุนอาหารสัตว์ยังไม่ถูกกดดันในระยะสั้นถึงกลาง
ICHI
(Visit Note)
อิชิตัน กรุ๊ป
ต้นทุนเริ่มกดดันมาร์จิ้นใน 2Q26
ICHI มียอดขาย 1Q26 เติบโตดีจากกลุ่มน้ำด่างและชาพร้อมดื่ม แม้อุตสาหกรรมเครื่องดื่มยังอ่อนแอ ขณะที่บริษัทคงเป้ารายได้ปี 2026 แต่ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่สูงขึ้นและเศรษฐกิจชะลอ จะกดดันกำไรใน 2Q26 อย่างไรก็ตาม บริษัทเตรียมใช้กลยุทธ์บริหารต้นทุนและ product mix เพื่อลดผลกระทบ
ข้อมูล Nielsen ชี้ว่ามูลค่าตลาดเครื่องดื่มรวมใน 1Q26 โต +1.5% YoY และมูลค่าตลาดชาพร้อมดื่ม (RTD Tea) หดตัวราว -6% YoY ขณะที่กลุ่มน้ำดื่ม (รวมน้ำด่าง) เติบโต 8% YoY ทั้งนี้ ยอดขายของ ICHI 1Q26 โต 11% YoY มาจากการเติบโตกลุ่มชาพร้อมดื่ม +8% YoY, Yen Yen +7% YoY และกลุ่มไม่ใช่ชา (หลักๆ คือ น้ำด่าง) +79% YoY ซึ่งเติบโตก้าวกระโดดมากสุดในกลุ่มธุรกิจของ ICHI
ICHI คงเป้าการเติบโตของยอดขาย 12% YoY ในปี 2026 ขณะเดียวกัน บริษัทคงเป้าอัตรากำไรขั้นต้น (Gross margin) ที่ประมาณ 24% และ สัดส่วนค่าใช้จ่าย SG&A ต่อรายได้ จะยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม
บริษัทมีต้นทุนพลังงานคิดเป็น 5% ของต้นทุนรวม และมีต้นทุนจากบรรจุภัณฑ์ที่ทำมาจากพลาสติก (oil-related cost) ประมาณ 30% ของต้นทุนรวม ซึ่งได้มีการล๊อคราคาถึงกลางเดือนพ.ค. โดยคาดว่าหลังจากนี้ ต้นทุนบรรจุภัณฑ์จะสูงขึ้น 30% ซึ่งบริษัทจะใช้กลยุทธ์การบริหารพอร์ตโฟลิโอสินค้า การมุ่งขายสินค้าที่มีอัตรากำไรสูงกว่า การประหยัดและปรับปรุงการผลิต และการลดการให้ส่วนลดแก่ผู้ค้าส่ง เป็นต้น เพื่อให้ผลกระทบน้อยสุดต่ออัตรากำไร
Our view: เราคาด consensus จะยังคงประมาณการกำไรปี 2026 ที่เติบโต YoY ระดับต่ำ 4-5% ไว้ก่อน เพื่อดูผลกระทบด้านต้นทุน โดย ICHI เป็นหุ้นที่มีอัตราเงินปันผลสูงที่ 7%
สรุปประเด็นจาก Quick take
HD&C
มีมุมมองบวกเล็กน้อยต่อประเด็นรัฐออกมาตรการช่วยเหลือผ่อนผันค่า K
ครม. อนุมัติมาตรการบรรเทาผลกระทบคู่สัญญาภาครัฐจากวิกฤตตะวันออกกลาง ช่วยเหลือคู่สัญญาภาครัฐในช่วงต้นทุนผันผวนรุนแรง ให้การชดเชยต้นทุนสะท้อนภาวะราคาที่เปลี่ยนแปลงได้เหมาะสมขึ้น
View from fundamental : การปรับเกณฑ์การคิดค่า K ใหม่จะทำให้งานก่อสร้างของภาครัฐมีความต่อเนื่องมากขึ้น ทั้งนี้ หากอิงตามสัดส่วนรายได้ เราคาด DOHOME และ GLOBAL จะได้ประโยชน์สูงสุด สอดคล้องโมเมนตั้มการฟื้นตัวของกำไร 2Q26 ดังนั้น เรายังคงชอบ GLOBAL (TP7.8) มากสุดใน HD&C ตามด้วย DOHOME (TP4.2) และแนะนำเพียง ถือสำหรับ HMPRO(TP6.30) และ ILM(TP15)
Construction
ครม. อนุมัติผ่อนผัน "ค่า K" อุ้มคู่สัญญารัฐ พยุงสภาพคล่อง ฝ่าวิกฤติตะวันออกกลาง
ปรับเกณฑ์การชดเชยจากเดิมที่บวกลบ 4% เป็นบวกลบ 2% รอบต้นทุนขาขึ้น เป็นเสมือนการลดเพดานของจุดที่จะเริ่มต้นชดเชยลง (จากเดิมต้องพุ่งเกิน 4% เหลือ 2%)
View from fundamental : เป็น Sentiment บวกกับกลุ่มรับเหมาฯ โดยเฉพาะที่รับงานภาครัฐโดยตรงมาก เช่น CIVIL ที่หุ้นพุ่งมาแล้ว ส่วนงานรัฐฯ ”โดยตรง“ ใน Backlog ของ STECON และ CK ลดลงน้อยกว่า 50% แล้ว (เพราะงานหลักมาจากเอกชน เช่น BEM,CKP, GULF เป็นต้น) แต่ก็ยังได้เชิงบวก และส่วนงานเอกชน หากต้นทุนส่วนไหนพุ่ง ก็จะสามารถเจรจากับผู้ว่าจ้างได้ตามสถานการณ์จริง หรือ ลักษณะสอดคล้องกับที่รัฐให้กรอบได้ เรายังคงชอบ CK STECON
PTT
ปตท
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
ธุรกิจก๊าซ: ผลการดำเนินงานปี 2026 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น หนุนโดยต้นทุนก๊าซที่ลดลง (จากโครงสร้างราคาก๊าซใหม่ แต่ราคา LNG ที่สูงขึ้นอาจจำกัดการลดลงของต้นทุนก๊าซบางส่วน) และปริมาณขายก๊าซที่เพิ่มขึ้น กลุ่ม PTT ดำเนินโครงการปรับลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนิน และคงเป้าหมายการสร้าง EBITDA ส่วนเพิ่มได้ราว 2.6 หมื่นล้านบาทในปี 2026
View from fundamental : ฐานกำไรที่มั่นคงจากธุรกิจก๊าซของ PTT จะช่วยลดความผันผวนจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และช่วยรักษาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลและหนุนอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลให้อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง เราจึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” (ราคาเป้าหมาย 40 บาท)
TIDLOR
เงินติดล้อ
TIDLOR ประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนวงเงินไม่เกิน 2.4 พันล้านบาท พร้อมจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.69 บาท/หุ้น
TIDLOR ประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนวงเงินไม่เกิน 2.4 พันล้านบาท โดยจำนวนหุ้นที่จะซื้อคืนไม่เกิน 122.824 ล้านหุ้น (ไม่เกิน 4.24% ของหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมด) หรือคิดเป็น 19.54 บาท/หุ้น ด้วยวิธีการซื้อบนระบบของ SET ตั้งแต่ 28 พ.ค.-27 พ.ย. 2026
View from fundamental : เรามีมุมมองเป็นบวกต่อการจ่ายปันผลที่สูงกว่าคาด และโครงการซื้อหุ้นคืนจะช่วยจำกัด downside ของราคาหุ้น นอกจากนี้ ยังคาดกำไรสุทธิปี 2026 จะเติบโต 17% YoY สูงสุดในกลุ่ม Retail Finance แนะนำ ซื้อ
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน