สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ (11 พฤษภาคม 2569) ------ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)TOP เปิดเผยว่า ใน Q1/69 ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสําคัญจาก Q4/68 จากประเด็นความขัดแย้งในตะวันออกกลางในช่วงปลายเดือน กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประกอบกับผลต่างด้านเวลาของต้นทุนน้ำมันเนื่องจากกระบวนการจัดหาน้ำมันดิบของไทยออยล์มีการสั่งซื้อล่วงหน้า ประมาณ 1-2 เดือน ซึ่งเป็นการดําเนินธุรกิจตามปกติ ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันที่ใช้ในการผลิตในเดือนมีนาคม ซึ่งยังเป็นบันทึกตามมาตรฐานการบัญชี เป็นต้นทุนน้ำมันดิบก่อนเกิดเหตุการณ์ ในขณะที่ราคาน้ำมันสําเร็จรูปในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นทันทีตามกลไกตลาด จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผล ให้กลุ่มไทยออยล์รับรู้กําไรจากสต๊อกน้ำมัน 22,557 ล้านบาท หรือเทียบเท่า 25.3 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยกลุ่มไทยออยล์มีการบริหารจัดการ ระดับสต๊อกน้ำมันดิบให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเพียงพอสําหรับการดําเนินการกลั่นตามปกติ และไม่ได้มีการกักตุนน้ำมันแต่อย่างใด อย่างไรก็ ตาม กําไรจากสต๊อกน้ำมันเป็นผลจากการปรับเพิ่มสูงขึ้นของราคาน้ำมันในระยะสั้น และอาจขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันได้ หากราคาน้ำมันดิบปรับตัว ลดลงอย่างมาก ภายหลังจากสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวคลี่คลายกลับสู่ภาวะปกติ กําไรจากสต๊อกน้ำมันจึงไม่ใช่ผลการดําเนินงานปกติที่ เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจากปัจจัยข้างต้น กลุ่มไทยออยล์รายงาน EBITDA ใน Q1/69 จํานวน 31,641 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25,660 ล้านบาทจาก Q4/68 อย่างไรก็ตามใน Q1/69 กลุ่มไทยออยล์ได้รับรู้ขาดทุนจากการวัดมูลค่ายุติธรรมเครื่องมือทางการเงิน 8,582 ล้านบาท ขณะที่รับรู้กําไรจาก อัตราแลกเปลี่ยน 1,978 ล้านบาท และกําไรพิเศษจากการซื้อคืนหุ้นกู้ 2,436 ล้านบาท เมื่อรวมค่าเสื่อมราคา ต้นทุนทางการเงิน และค่าใช้จ่ายภาษี เงินได้ ส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์มีกําไรสุทธิ 19,481 ล้านบาท หรือเทียบเท่า 8.72 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 17,257 ล้านบาทจาก Q4/68
ในสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าว ไทยออยล์มีบทบาทสําคัญในการสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงาน เพื่อให้ประเทศมีน้ำมันใช้อย่างต่อเนื่อง ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง โดยไทยออยล์จําเป็นต้องดําเนินการจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบอยู่ในระดับสูง และต้นทุนดังกล่าวจะทยอยสะท้อนในผลการดําเนินงานในไตรมาสถัดไปตามรอบการจัดหา ตามรายละเอียดผลกระทบที่มีระบุไว้ใน ส่วนที่ 2: ผลกระทบภายหลัง Q1/69 จากความตึงเครียดของเหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ใน Q1/69 เทียบกับ Q1/68 กลุ่มไทยออยล์มีปริมาณวัตถุดิบที่ป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตของกลุ่มเพิ่มขึ้น และมีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 8,539 ล้านบาท ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น
ค่าการกลั่นปรับเพิ่มขึ้น จากส่วนต่างราคาน้ำมัน ท่าอากาศยาน/น้ำมันก๊าด ตึงตัว อันเป็นผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง น้ำมันก๊าด และน้ำมันดีเซลกับน้ำมันดิบดูไบที่ปรับสูงขึ้น จากภาวะอุปทาน
กําไรขั้นต้นของธุรกิจอะโรเมติกส์ปรับเพิ่มขึ้น จากส่วนต่างราคาสารพาราไซลีนกับน้ำมันเบนซิน 95 ที่ปรับสูงขึ้น ตามการปรับตัวดีขึ้น ของอุปสงค์ในประเทศอินเดียและจีน
กําไรขั้นต้นจากธุรกิจผลิตสาร Linear Alkyl Benzene (LAB) ปรับเพิ่มขึ้น จากภาวะอุปทานที่ตึงตัว อันเป็นผลจากความขัดแย้งใน ตะวันออกกลาง
กําไรขั้นต้นของธุรกิจผลิตน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากอัตรากําไรของผลิตภัณฑ์พลอยได้ (By Products) และกลุ่ม ผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง (Specialty Products) ท่ปรับตัวดีขึ้น
“สะท้อนว่ากําไรที่โรงกลั่นได้รับใน Q1/69 เป็นกําไรทางบัญชีที่มาจากความผันผวนของราคาน้ำมันในระยะสั้น อันเกิดจากต้นทุน นํ้ามันดิบที่นําเข้ากลั่นซึ่งได้จัดซื้อไว้ก่อนเกิดสงคราม มิใช่กําไรจากการดําเนินงานที่เกิดขึ้นอย่างสมํ่าเสมอ”