แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ ประเด็นสำคัญจากรายงาน Wealth Insight
อุตสาหกรรมรถยนต์ยุโรป: สัญญาณการฟื้นตัวเริ่มชัด แต่ยังอยู่ในช่วงต้นของวัฏจักร
แม้ในปัจจุบันอุตสาหกรรมรถยนต์ยุโรปจะยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นของวัฏจักร แต่สัญญาณการฟื้นตัวเริ่มปรากฏให้เห็นเด่นชัดขึ้นเป็นลำดับ รายงานฉบับนี้จึงมุ่งเน้นการวิเคราะห์ภาพรวมในระยะ 1 ถึง 2 ปีข้างหน้า เพื่อให้นักลงทุนสามารถประเมินความเชื่อมโยงภายในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อทิศทางผลประกอบการของหุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องในระยะถัดไป
ดัชนี EU Auto Cycle Index หรือ EACI ซึ่งเป็นแบบจำลองภายในของ BLS Wealth สำหรับติดตามวัฏจักรอุตสาหกรรมรถยนต์ยุโรป ฟื้นจาก -0.94 SD มาอยู่ที่ -0.15 SD ในเดือนมีนาคม 2026 สะท้อนว่าแรงกดดันเชิงวัฏจักรเริ่มลดลง อย่างไรก็ตาม การที่ดัชนียังไม่สามารถข้ามเหนือเส้นศูนย์ได้ สะท้อนว่าอุตสาหกรรมเพิ่งก้าวเข้าสู่ Early Recovery Phase ไม่ใช่การกลับสู่ภาวะปกติเต็มรูปแบบ
แรงหนุนสำคัญมาจาก Leading และ Coincident Indicators ที่เริ่มกลับมาเป็นบวก ขณะที่ Breadth Momentum สูงถึง 81.8% บ่งชี้ว่าการฟื้นตัวเริ่มกระจายตัวกว้างขึ้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากระดับความเข้มข้นของตัวแปรส่วนใหญ่ยังไม่แข็งแกร่งนัก ภาพรวมจึงเป็นการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าจะเป็นแบบ V-shape แม้จังหวะการผ่านจุดต่ำสุดจะคล้ายคลึงกับรอบปี 2012-2013 แต่ความเร็วในรอบนี้กลับล่าช้ากว่าอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากอุปสงค์เผชิญกับข้อจำกัดหลายด้านพร้อมกัน ทั้งต้นทุนทางการเงินที่สูง ความเปราะบางของรายได้ครัวเรือน และความลังเลในการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีรถยนต์
ในปี 2026-2027 แรงขับเคลื่อนหลักคาดว่าจะมาจาก Cyclical Recovery และ Replacement Cycle โดยเยอรมนีเป็นแรงหนุนระยะสั้นจากรถที่จดทะเบียนจำนวนมากในปี 2018-2019 ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงอายุการใช้งานที่เอื้อต่อการตัดสินใจเปลี่ยนรถ ขณะที่สเปนและอิตาลีอาจเป็นแรงส่งระลอกถัดไปจาก fleet aging ที่สูงกว่า อย่างไรก็ตาม ต้นทุนวัตถุดิบ ห่วงโซ่อุปทาน และการแข่งขันด้านราคายังเป็นแรงกดดันต่ออัตรากำไรทำให้การฟื้นตัวน่าจะดีต่อ volume มากกว่า profitability ในระยะแรก
(โปรดติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในรายงานฉบับเต็ม)
สรุปภาพตลาดวานนี้ SET บวกต่อวานนี้ โดยการรีบาวน์ของหุ้นโรงกลั่น ธนาคาร โรงพยาบาล และอาหาร เช่น KBANK KTB SCB TOP PTTGC BH TFG ขณะที่หุ้นกดดันหลักๆ AOT TISCO (XD) TRUE ADVANC เป็นต้น
แนวโน้มตลาดวันนี้ งบดี-หุ้นพร้อมเล่น
การตอบสนองของราคาหุ้น ช่วงงบ 1Q26 ออก ครั้งนี้บวกได้ดีกว่าที่คาด เช่น SCGP ITC ที่ราคาหุ้นถูกไล่ขึ้นทันทีเมื่อรายงานกำไรดีเกินคาด และยังส่งต่อความเชื่อมั่นไปยังหุ้นอื่นที่เชื่อมโยง หรือ อุตสาหกรรมใกล้เคียงกัน เช่น เมื่อวานกลุ่ม หมู ไก่ บวกขึ้นดีกว่าตลาด ตามหลังคาดการณ์กำไรที่ดีขึ้นกว่าคาด ของหุ้น TFG
นอกเหนือจาก การดักเก็บหุ้นตาม ธีมการลงทุน ที่เราแนะนำแล้ว การเล่นสั้นเก็งกำไรตามงบที่มีแนวโน้มดีเกินคาดจากการ Previews งบ ยังเป็นกระแสการเล่นรอบที่สามารถดักซื้อตามรายงาน BLS Research ได้จากการทำคาดการณ์กำไรรอบนี้
โดยหุ้นรายตัวที่จะรายงานงบ ระหว่างสัปดาห์หน้า เช่น TU (ลุ้นตาม ITC) GUNKUL TOP IVL MRDIYT เป็นตัวเต็งที่เราคาดมีโอกาสเห็น Earnings surprise เชิงบวกตามมุมมองคาดการณ์กำไร จาก BLS Research เทียบ Consensus
อาศัย ธีมการลงทุน บวกกับ คาดการณ์กำไรมีลุ้นดีเกินคาด รอบนี้เราจับ 2 กระแสลงทุนมาประกอบกัน และแนะนำ ถือหุ้นข้ามวันหยุดยาวอีกครั้ง ตามหุ้นแนะนำพอร์ตลงทุนของเรา เช่นหุ้น GUNKUL MRDIYT STECON CCET AMATA WHA WHAUP เป็นต้น
ส่วนการเล่นหุ้นดักงบ Earnings (pure) play เพียวๆ (Sell in to strength) แนะนำดูตามตารางคาดการณ์งบที่จะประกาศในแต่ละวัน จากการเทียบของเรา (BLS Research) กับตลาด สำหรับหุ้นเล่นดักงบสัปดาห์หน้า ที่มองมีโอกาสสร้าง Positive surprise ได้แก่ TRUE GPSC SPRC TOP IVL
กลยุทธ์การลงทุน
กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร
วิเคราะห์ทางเทคนิค Price Pattern: หาก SET Index ปิดเดือนเม.ย.ที่ 1,500 จุด หากทำได้จะเปลี่ยนจากภาพการ "แกว่งตัวออกข้าง (Sideways)" มาเป็น "แนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) อย่างเต็มตัว! ลุ้นขึ้นต่อเดือนพ.ค.
Elliott wave: อยู่ในคลื่น5 ทะลุ 1,500 เป้าหมายถัดไปจะอยู่ที่ 1,550 จุด
MACD: หากดัชนีขยับขึ้นมาปิดที่ 1,500 ได้ จะทำให้ MACD cross ตัดเส้น signal บ่งชี้สัญญาณกลับตัวเป็นการช่วยยืนยันการขึ้น
แนวรับ: 1,480 / 1,460 จุด (เส้น EMA 10&25 วัน) แนวต้าน: "Eye on 1,500 จุด / 1,510 จุด( Previous high)
แผนเทรด: เน้นหุ้นที่กราฟสวยและมี Catalyst เฉพาะตัว เช่น KTB โมเมนตัมฟื้นหลังงบออก / TOP รับอานิสงส์ Stock Gain / STECONลุ้นจุดเปลี่ยนโครงสร้าง “Symmetrical Triangle”
สรุป: "SET Index ส่งสัญญาณฟื้นตัว โมเมนตัมลุ้นบวก…Eye on 1,500 จุด กางแผนลุยต่อเดือนพ.ค. (Selective BUY in MAY)
What to watch
ครม.เห็นชอบลดค่าไฟ 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาท เริ่ม มิ.ย.นี้ / มาตรการนี้เป็นประโยชน์ประมาณ 20 ล้านครัวเรือน หรือ 90% ของครัวเรือนทั้งประเทศ
"ส่วนครัวเรือนที่ใช้ไฟมากกว่า 200 ยูนิต รัฐบาลอยากให้พิจารณาเรื่องการโซลาร์รูฟท็อป ถ้าเป็นไปได้ เพราะเรามีมาตรการส่งเสริมการติดโซลาร์รูฟท็อป ทั้งเงินก้อนดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนจ่ายถูกกว่าค่าไฟ และมีกระบวนการรับซื้อคืนด้วย และถ้าไม่ขายไฟก็ยังสามารถลดหย่อนภาษีได้"
นอกจากนี้ มีการส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป และต้องพิจารณาการปรับรูปแบบการรับซื้อไฟฟ้า จากระบบสัญญารับซื้อไฟจากโครงการพลังงานหมุนเวียนในอดีตที่ได้รับการสนับสนุนในรูปแบบส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) เปลี่ยนมาซื้อไฟแบบปัจจุบัน Feed-in Tariff คือ มาตรการส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยภาครัฐกำหนดราคารับซื้อคงที่ (Fixed Rate) ตลอดอายุสัญญา
"สิ่งที่เราจะทำปรับโครงสร้าง 200 หน่วยๆ ละ 3 บาท แต่หมายความว่า คุณจะใช้ 400 500 หรือ 1,000 คุณก็ได้ประโยชน์ 200 หน่วยแรกอยู่ดีที่ 3 บาท ก็ยืนยันว่า คิดค่าเฉลี่ยออกมา คนใช้ 200 หน่วยแรกได้เต็มๆ ใช้ไฟถูกลง 20% จากเดิม ถ้าใครใช้ 400 หน่วย ก็จะได้อานิสงส์จาก 200 หน่วยแรก และอีก 200 จริงๆเรทก็ไม่ปรับจากเดิมมากด้วยซ้ำ ก็ได้ถูกลงประมาณ 10%"
รมว.พลังงาน เอกณัฏ แต่งตั้ง “ปานเทพ-รสนา-หม่อมกร" พร้อมตัวแทนจากสภาองค์กรผู้บริโภค มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน คปพ. และกลุ่มผีเสื้อกระพือปีก เป็นคณะทำงานปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ตามข้อเสนอ 8 ข้อ กระทรวงพลังงานออกคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานร่วม พิจารณาข้อเสนอปรับโครงสร้างราคาพลังงานและลดราคาน้ำมัน จาก 4 เครือข่ายภาคประชาชน พร้อมเปิดทางดึงหน่วยงาน-ผู้เชี่ยวชาญร่วมให้ข้อมูล
นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มีข้อสั่งการเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ที่จะผลักดันให้เกิดได้จริง เพราะถือเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะนำเงินเข้าสู่ประเทศ สร้างรายได้ สร้างการจ้างงาน และนำมาสู่การพัฒนาประเทศในระยะยาว นายกฯเน้นย้ำ วันนี้บริบทในภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนไป การมองโครงการแลนด์บริดจ์ ควรมองให้ลึกซึ้งและรอบด้านมากขึ้น เพราะมีโอกาสทางเศรษฐกิจ และสิ่งที่ดีเข้ามาสู่พื้นที่ในจังหวัดภาคใต้ อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี เข้าใจถึงข้อกังวลของประชาชน โดยมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมลงพื้นที่ไปรับฟังความคิดเห็นความคิดเห็นและมติประชาชนในพื้นที่ โดยเริ่มที่จังหวัดชุมพรและจังหวัดระนอง โดยต้องให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่และรอบด้าน
เริ่มคาดการณ์ SET50 ชุดใหม่: ตลาดคาดหุ้นเข้า THAI BCP MRDIYT ITC หุ้นออก BTS CBG SAWAD OSP
ยังไม่มีการเจรจาใดๆเกิดขึ้น ระหว่าง สหรัฐฯ และอิหร่าน
หุ้นแนะนำวันนี้
STECON ติดตามพัฒนาการ งบลงทุนภาครัฐฯรอบใหม่ที่จะ เริ่มจัดสรรงบระหว่างเดือน พค. ทั้งดึงงบกลาง และร่างงบปี 70 ที่คาดว่าจะมีความชัดเจน เรื่องการเดินหน้าพัฒนา แลนด์บริดจ์ ซึ่งเราแนะนำคว้าหุ้นรับเหมาไว้ก่อน (ถ้ารอข่าวชัวร์ / ประมูลออก คาดช้าเกินไปที่จะเล่น)
แนวรับ 11.5 ต้าน 13 Stop loss 11
รายงานพื้นฐานวันนี้
Wealth Insight
สัญญาณฟื้นตัวอุตสาหกรรมรถยนต์ยุโรปเริ่มชัด แต่ยังอยู่ในช่วงต้นของวัฏจักร
อุตสาหกรรมรถยนต์ยุโรปเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน หลังผ่านจุดต่ำสุดของวัฏจักรไปแล้วในเดือนธันวาคม 2024 โดยดัชนี EU Auto Cycle Index หรือ EACI ซึ่งเป็นแบบจำลองภายในของ BLS Wealth สำหรับติดตามวัฏจักรอุตสาหกรรมรถยนต์ยุโรป ฟื้นจาก -0.94 SD มาอยู่ที่ -0.15 SD ในเดือนมีนาคม 2026 สะท้อนว่าแรงกดดันเชิงวัฏจักรเริ่มลดลง อย่างไรก็ตาม การที่ดัชนียังไม่สามารถข้ามเหนือเส้นศูนย์ได้ สะท้อนว่าอุตสาหกรรมเพิ่งก้าวเข้าสู่ Early Recovery Phase ไม่ใช่การกลับสู่ภาวะปกติเต็มรูปแบบ
แรงหนุนสำคัญมาจาก Leading และ Coincident Indicators ที่เริ่มกลับมาเป็นบวก ขณะที่ Breadth Momentum สูงถึง 81.8% บ่งชี้ว่าการฟื้นตัวเริ่มกระจายตัวกว้างขึ้น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากระดับความเข้มข้นของตัวแปรส่วนใหญ่ยังไม่แข็งแกร่งนัก ภาพรวมจึงเป็นการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าจะเป็นแบบ V-shape แม้จังหวะการผ่านจุดต่ำสุดจะคล้ายคลึงกับรอบปี 2012-2013 แต่ความเร็วในรอบนี้กลับล่าช้ากว่าอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากอุปสงค์เผชิญกับข้อจำกัดหลายด้านพร้อมกัน ทั้งต้นทุนทางการเงินที่สูง ความเปราะบางของรายได้ครัวเรือน และความลังเลในการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีรถยนต์
ในปี 2026-2027 แรงขับเคลื่อนหลักคาดว่าจะมาจาก Cyclical Recovery และ Replacement Cycle โดยเยอรมนีเป็นแรงหนุนระยะสั้นจากรถที่จดทะเบียนจำนวนมากในปี 2018-2019 ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงอายุการใช้งานที่เอื้อต่อการตัดสินใจเปลี่ยนรถ ขณะที่สเปนและอิตาลีอาจเป็นแรงส่งระลอกถัดไปจาก fleet aging ที่สูงกว่า อย่างไรก็ตาม ต้นทุนวัตถุดิบ ห่วงโซ่อุปทาน และการแข่งขันด้านราคายังเป็นแรงกดดันต่ออัตรากำไรทำให้การฟื้นตัวน่าจะดีต่อ volume มากกว่า profitability ในระยะแรก
BJC
เบอร์ลี่ ยุคเกอร์
กำไรผ่านจุดต่ำสุด ใน 2H26 มี MMVN หนุน
คาด BJC กำไร 1Q26 อ่อนตัว โดยคาดกำไรหลักราว 999 ล้านบาท (-21% YoY, -22% QoQ) จาก Big C (สัดส่วน ~65% ของรายได้) ที่ยังถูกกดดันจากกำลังซื้ออ่อนและไม่มีมาตรการภาษีช่วยเหมือนปีก่อน ทำให้ยอดขายสาขาเดิม (SSS) ลดลง ~3% YoY ขณะที่ SG&A/ยอดขายเพิ่มขึ้น +110bps YoY จากการตั้งด้อยค่า ~150 ล้านบาท ปิดสาขาที่ไม่ทำกำไร อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้น (GM) ยังดีขึ้นเล็กน้อยเป็น 18.3% (+20bps YoY) จาก product mix
ธุรกิจอื่นช่วยพยุงบางส่วน โดย Packaging (PSC ~15% ของรายได้) โต +15% YoY จากการรวมธุรกิจ และยอดขายกระป๋องเพิ่ม ขณะที่ Consumer (CSC ~14%) ยอดขายลดลง แต่ margin ดีขึ้น +100bps YoY และ Healthcare (HSC ~6%) ยังเติบโต +5% YoY และ margin เพิ่ม +200bps YoY รวมแล้วคาดกำไรสุทธิ ~1.07 พันล้านบาท (-2% YoY, -17% QoQ)
ขณะที่แนวโน้ม 2Q26 คาดฟื้นตัว QoQ ตามฤดูกาล แม้ยังลดลง YoY โดยได้แรงหนุนจากอากาศร้อนและ back-to-school ขณะที่ แรงกดดันต้นทุนบางส่วนถูกบริหารได้ผ่าน cost-plus และการปรับโครงสร้างต้นทุน
สำหรับปี 2026 คาดกำไรหลัก (ไม่รวมธุรกิจค้าส่งในเวียดนาม หรือ MMVN) อยู่ที่ 4.62 พันล้านบาท (+7% YoY) และมี upside เพิ่มอีก ~2–3% จากดีล MMVN ที่คาดปิดช่วงปลาย 2Q26 – ต้น 3Q26 ซึ่งจะช่วยชดเชยผลกระทบท่องเที่ยวที่อ่อนตัว
Fundamental view: ราคาหุ้นซื้อขายที่ PER ปี 2026 เพียง ~12 เท่า (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 3 ปี ~45%) สะท้อนความกังวลไปมากแล้ว มองกำไรผ่านจุดต่ำสุดใน 1Q26 และจะทยอยฟื้นใน 2H26 จาก margin ที่ดีขึ้นและ MMVN หนุน คงคำแนะนำ “เก็งกำไร”
รายงานผลประกอบการวันนี้
SCC
ปูนซิเมนต์ไทย
(+) SCC รายงานกำไรสุทธิ 1Q26 ที่ 6,223 ล้านบาท หักรายการพิเศษ (รายการหลักจากกำไรสต็อค) กำไรหลักจะอยู่ที่ 1,816 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53% YoY พลิกจากขาดทุน QoQ กำไรสุทธิออกมาสูงกว่าที่เรา และตลาดคาด 33% และ 23% ตามลำดับ เกิดจาก SG&A ต่ำกว่าคาด และรายการพิเศษมากกว่าคาด ทั้งนี้ กำไรที่ดีขึ้น YoY, QoQ มาจากทุกธุรกิจหลัก ทั้งเคมีภัณฑ์ (Spread ดีขึ้น) วัสดุก่อสร้าง (กำไรโต 48% YoY, 77% QoQ) และบรรจุภัณฑ์ (ตาม SCGP วันก่อน) ส่วนแนวโน้ม 2Q26 คาดกำไรดีขึ้นทั้ง YoY และ QoQ ต่อ จากธุรกิจเคมีภัณฑ์ที่ดีขึ้น แม้มีผลกระทบจากการหยุดซ่อมบางโรงงาน ขณะที่ธุรกิจซีเมนต์และบรรจุภัณฑ์ยังเติบโต YoY แต่ชะลอ QoQ ตามฤดูกาล เราคงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 260 บาท
ITC
ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น
(+) ITC รายงานกำไรสุทธิ 1Q26 ที่ 871 ล้านบาท หักรายการพิเศษ กำไรหลักจะอยู่ที่ 865 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% YoY และ 5% QoQ สูงกว่าที่เราและตลาดคาด 6% และกำไรที่เพิ่มขึ้นสะท้อนว่าแรงกดดันต้นทุนไม่ได้มากเท่าที่กังวล โดย GM อยู่ที่ 24.3% เพิ่มขึ้น YoY (แต่ย่อตัวลง QoQ ตาม product mix) ขณะที่สัดส่วนสินค้าพรีเมียมอยู่ที่ 51.5% และ SG&A/ยอดขายลดลงเหลือ 9.5% จากมาตรการลดต้นทุนแนวโน้ม 2Q26 คาดกำไรหลักเพิ่มขึ้น YoY แต่อ่อนตัวลง QoQ เราคงมองเป็น Top Pick ของกลุ่ม จากการเติบโตที่ชัดเจนและความสามารถในการบริหารต้นทุน แม้มีแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก คงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 19 บาท
สรุปประเด็นจาก Quick take
KTB
ธนาคารกรุงไทย
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
แนวโน้มสินเชื่อยังเติบโตได้ตามเป้าหมาย เช่นเดียวกับแนวรายได้ค่าธรรมเนียมที่ยังเห็นการเติบโตได้ต่อเนื่อง นำโดยรายได้จากธุรกิจ wealth management ภาพรวมคุณภาพสินทรัพย์ยังบริหารจัดการได้ โดยธนาคารได้ตั้งสำรองส่วนเพิ่มบางส่วน รองรับความเสี่ยงจากสงครามไว้ใน 1Q26 แล้ว
View from fundamental: เราประเมินว่าแรงกดดันในด้าน NIM จะผ่อนคลายลง ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในเกณฑ์ดี พร้อมคาด dividend yields ปี 2026 ได้ราว 6-7% ทำให้เรายังแนะนำซื้อ
SCC -PTTGC
ปูนซิเมนต์ไทย - พีทีที โกลบอล เคมิคอล
แจ้งการลงนาม MOU เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนในธุรกิจ Olefins & Polyolefins ในไทย
เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2026 SCC และ PTTGC ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงซึ่งไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย (MOU) เพื่อร่วมศึกษาความเป็นไปได้ทางกลยุทธ์ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในธุรกิจ Olefins & Polyolefins (Polyethylene & Polypropylene) ในไทย
View from fundamental: เรายังคงคำแนะนำ "ซื้อ" ต่อ SCC และ PTTGC จากแนวโน้มการฟื้นตัวของกำไรปี 2026 หนุนโดยส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากจากผลกระทบของสงคราม
CRC
เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น
ต้นทุนการเงินที่ลดลงจะช่วยพยุงกำไรหลัก 1Q26 ทรงตัว YoY
เราคาดกำไรหลัก 1Q26 ที่ 2.45 พันลบ. (ทรงตัว YoY แต่ลดลง 19% QoQ ตามฤดูกาล) ดูดีกว่าเดิม เพราะการฟื้นตัวของ SSS ในช่วงปลายมี.ค. หนุน SSS ใน 1Q26 จะปรับลงเหลือ 2% (vs 4Q25 ที่ -4%) และคาดยังไม่กระทบต้นทุนพลังงาน คาด SG&A/sales จะลง 100bps YoY
View from fundamental: การคุมค่าใช้จ่ายการดำเนินงานที่ทำได้ดี ประกอบกับการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของ SSS โดยเราคาดโมเมนตั้มช่วงพ.ค.ยังได้อานิสงส์ต่อเนื่องจากอากาศร้อนและราคาขายสินค้าบางรายการที่ปรับขึ้น ลุ้นกำไรหลักกลับมาโต YoY ใน 2Q26 ทั้งนี้ ราคาหุ้นซื้อขายบน PER ปี 26 เหลือ 14.1 เท่ามีส่วนลด 39% จากค่าเฉลี่ย 3 ปีที่ซื้อขาย 22.8 เท่า จึงแนะนำซื้อ
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน