Today’s NEWS FEED

News Feed

ปี 2026 ASP คาดกำไรสุทธิ บจ.ไทยที่ 1.2 แสนล้านบาท หรือ EPS ที่ 95 บาทต่อหุ้น เติบโต 7.2% YoY และกำหนดเป้าหมายดัชนี SET Index ปลายปีไว้ที่ 1,580 จุด อิงระดับ Market Earning Yield Gap ที่ 5%

66


สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(22 เมษายน 2569)--------------สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส ASP เปิดเผยว่า สงครามสหรัฐฯ – อิหร่าน เริ่มปะทุรุนแรงในช่วงปลายเดือน ก.พ. 2569 ส่งผลกระทบต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ดังนั้น ASP จึงวิเคราะห์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างอิหร่าน กับ สหรัฐฯ-อิสราเอล จากการแกะรอยวิกฤตการณ์ในอดีตทั้ง 4 ครั้ง (ปี 1973, 1979, 1990 และ 2022) พบว่าสงครามมักเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้อุปทานพลังงานตึงตัว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเร่งตัวขึ้นสูงถึง 64% – 300% ซึ่งนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นทำจุดสูงสุดในระยะเวลา 1 – 2 ไตรมาสถัดมา และกดดันให้เศรษฐกิจโลกเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลงต่อเนื่องอีก 1 – 3 ปี

แต่ ASP ให้ข้อสังเกตว่าความเสี่ยงในรอบปี 2026 นี้อาจรุนแรงกว่าอดีต เนื่องจากการโจมตีมุ่งเป้าไปที่แหล่งผลิตพลังงานโดยตรง ซึ่งจะกระทบต่อกำลังการผลิตเป็นระยะเวลานานกว่าปกติ ส่งผลให้ IMF มีการปรับลดคาดการณ์ GDP โลกปี 2026 ลงเหลือ 3.1% โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจหลักอย่างสหรัฐฯ และยูโรโซนที่เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

สำหรับเศรษฐกิจไทย IMF ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2026 ลงเหลือ 1.5% ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยปัจจัยกดดันมาจากระดับหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง และสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 66% (ณ ม.ค.69) อีกทั้งประเทศไทยยังมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางสูงถึง 52% ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการขาดดุลการค้าหากราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง

ในส่วนของตลาดหุ้นไทย แม้สถิติในอดีตจะบ่งชี้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักจะติดลบเฉลี่ย -18.3% ในปีที่เกิดวิกฤตน้ำมัน แต่กำไรบริษัทจดทะเบียนไทยในปี 2022 กลับสามารถเติบโตได้ดีจากการหนุนของหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ สำหรับปี 2026 ASP คาดกำไรสุทธิที่ 1.2 แสนล้านบาท หรือ EPS ที่ 95 บาทต่อหุ้น เติบโต 7.2% YoY และกำหนดเป้าหมายดัชนี SET Index ปลายปีไว้ที่ 1,580 จุด อิงระดับ Market Earning Yield Gap ที่ 5%

กลยุทธ์การลงทุน ภายใต้สภาวะตลาดที่เข้าสู่ช่วงการลดความตึงเครียด (De-Escalation) หลังมีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ช่วยหนุนให้ตลาดกลับเข้าสู่โหมดเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) ในช่วงสั้น ส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี, ปัญญาประดิษฐ์, ชิปเซมิคอนดักเตอร์, การบริโภค, การท่องเที่ยว รวมถึงช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงาน อย่างไรก็ตามนักลงทุนยังต้องเตรียมรับมือความผันผวน จากผลกระทบของสงครามที่จะส่งผ่านมายังเงินเฟ้อ, เศรษฐกิจ, ทิศทางนโยบายการเงิน และกำไรบริษัทจดทะเบียน


ในระยะต่อมา กลยุทธ์จึงแนะนำการจัดสรรสินทรัพย์ในรูปแบบพอร์ตการลงทุนที่มีความสมดุล (Balanced Portfolio) โดยเน้นกระจายสัดส่วนการลงทุนในกองทุนหรือตราสารประเภทหุ้น (Equity) 55% อาทิ 8306 JP, 9984 JP, AAPL US, NVDA US, 2020 HK, EWY US, PTT, TRUE, GULF, CBG ASP-NGF, A-GRID, ASP-VIET-A, ASP-AIEQ, A-JEDI, ASP-POWER, ASP-DEFENSE, ASP-AAA-A ในกองทุนหรือตราสาร ประเภทตราสารหนี้ (Fixed Income) 30% อาทิ ASP-AAA-A, ES-GAINCOME-A และสินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Investment) 15% อาทิ ASP-PHF-UI, ASP-POINTAI-UI, MGALL-UH, TGSMART, SCBGEARA, WISDOM-FUND OF FUNDS อีกทั้งทางเอเซีย พลัส ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ อย่าง Equity Linked Note (ELN), Fixed Coupon Note (FCN) ช่วยจัดการเสริมพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละคน

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทความล่าสุด

ส่งออก By : นายกล้วยหอม

นายกล้วยหอม เห็นเงินบาท ยังคงอ่อนค่า บริษัทไหน ส่งออก บริษัทใด มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศ มาก ก็ชวนให้ลุ้นระทึก....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้