Today’s NEWS FEED

News Feed

ฟิทช์ คงอันดับเครดิตของ บมจ. ไทยเบฟเวอเรจ ที่ ‘BBB-’/‘AA(tha)’ แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ; และเพิกถอนอันดับเครดิต

19

 

สำนักข่าวหุ้นอินไซด์( 21 เมษายน 2569 )------------บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ จำกัด ประกาศคงอันดับเครดิตสากลระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ (International Long-Term Foreign-Currency Issuer Default Rating) ของ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ ThaiBev ที่ ‘BBB-’ และคงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long-Term Rating) ที่ ‘AA(tha)’ แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ ในขณะเดียวกัน ฟิทช์ได้คงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของหุ้นกู้ไม่มีประกันและไม่ด้อยสิทธิของบริษัทฯ ที่ ‘AA(tha)’ และได้ประกาศยกเลิกอันดับเครดิตทั้งหมดของ ThaiBev รวมถึงอันดับเครดิตของหุ้นกู้สกุลเงินบาทไม่มีประกันและไม่ด้อยสิทธิของบริษัทฯ ด้วย

ฟิทช์คงอันดับเครดิตของ ThaiBev โดยมีแนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ เนื่องจากฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA net leverage) จะยังคงอยู่ในระดับสูงในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า หลังที่จากการปรับลดอัตราส่วนหนี้สินในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีความล่าช้ากว่าที่ฟิทช์คาด จากการลงทุนที่สูงขึ้นและผลประกอบการที่อ่อนแอลง ฟิทช์คาดว่า EBITDA net leverage ของ ThaiBev จะอยู่ที่ประมาณ 3.5-4.0 เท่าในช่วงสองปีข้างหน้า โดยมีปัจจัยกดดันจากการเติบโตของรายได้ที่ต่ำท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาค ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มเติมร้อยละ 4.6 ใน Vietnam Dairy Products Joint Stock Company (Vinamilk)

ฟิทช์เชื่อว่า ThaiBev จะสามารถบริหารต้นทุนการดำเนินงานและรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ หากการหยุดชะงักของตลาดเชื้อเพลิงในตะวันออกกลางเกิดขึ้นในระยะสั้น ทั้งนี้ ความสามารถดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากธุรกิจหลักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงธุรกิจสุราที่มีสถานะผู้นำในประเทศไทย ธุรกิจเบียร์ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดที่แข็งแกร่งในประเทศไทยและเวียดนาม ตลอดจนการกระจายธุรกิจไปสู่เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และธุรกิจอาหาร

ฟิทช์ได้ประกาศยกเลิกอันดับเครดิตของ ThaiBev ตามแผนพัฒนาธุรกิจของฟิทช์

ปัจจัยที่มีผลต่ออันดับเครดิต
ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาค: รายได้ของ ThaiBev ในไตรมาสที่ 1 ของปีงบการเงิน 2569 สอดคล้องกับประมาณการทั้งปีของฟิทช์ ฟิทช์คาดว่ารายได้ของบริษัทฯ จะเติบโตในระดับต่ำในปีงบการเงินสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2569 และ 2570 (ปีงบการเงิน 2569-2570) เนื่องจากสภาวะในการดำเนินธุรกิจที่ท้าทายของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ล่าช้า หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง มีแนวโน้มจะยังคงกดดันอุปสงค์ของผู้บริโภคในภูมิภาคอาเซียนต่อไป ขณะเดียวกัน การแข่งขันยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในประเทศไทยและเวียดนาม
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางอาจเพิ่มแรงกดดันผ่านจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทยที่ลดลง การบริโภคในสถานที่จำหน่ายแบบนั่งดื่ม (on-premises consumption) ที่ลดลง และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในวงกว้างที่กระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค หากความขัดแย้งยืดเยื้อ จะเพิ่มแรงกดดันทางอ้อมต่อต้นทุนจากราคาพลังงาน แก้ว บรรจุภัณฑ์ และค่าขนส่งที่สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรอ่อนแอลงและทำให้การลดอัตราส่วนหนี้สินล่าช้าออกไป อย่างไรก็ตาม การที่ ThaiBev ประกาศปรับขึ้นราคาผลิตภัณฑ์เบียร์ในเดือนมีนาคม 2569 แสดงให้เห็นถึงความสามารถของบริษัทฯ ในการส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภค

การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร: ฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้สุทธิหลังหักภาษีสรรพสามิต (EBITDA margin) มีแนวโน้มทรงตัวที่ร้อยละ 22 - 23 ในปีงบการเงิน 2569-2570 (ปีงบการเงิน 2568: ร้อยละ 22.0) โดยได้รับการสนับสนุนจากราคาวัตถุดิบที่ลดลง ประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้น และการบริหารต้นทุน ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยชดเชยแรงกดดันบางส่วนจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาคในวงกว้าง ผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 1 ของปีงบการเงิน 2569 บ่งชี้ว่า ThaiBev ยังคงสามารถบริหารต้นทุนการดำเนินงานและรับมือกับอุปสงค์ที่อ่อนแอได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความเสี่ยงด้านการลดอัตราส่วนหนี้สิน: อัตราส่วน EBITDA net leverage ของ ThaiBev อยู่ที่ 4.1 เท่าในปีงบการเงิน 2568 จาก 3.8 เท่าในปีงบการเงิน 2567 เป็นผลจากยอดขายที่ต่ำกว่าคาด ค่าใช้จ่ายด้านการตลาดที่สูงกว่าคาด ค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนที่สูงขึ้นจากโรงงานผลิตนมในมาเลเซีย และการเข้าซื้อกิจการขนาดเล็กในประเทศเวียดนาม ฟิทช์คาดว่า EBITDA net leverage ของ ThaiBev จะยังอยู่ในระดับสูงที่ประมาณ 3.5 - 4.0 เท่า ในช่วงปีงบการเงิน 2569 - 2570 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอมีแนวโน้มจะยังคงกดดันผลประกอบการในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า นอกจากนี้ การเข้าซื้อหุ้นเพิ่มเติมร้อยละ 4.6 ใน Vinamilk มูลค่า 7.2 พันล้านบาท มีแนวโน้มจะทำให้การลดอัตราส่วนหนี้สินช้าลงและทำให้อัตราส่วนหนี้สินยังอยู่ในระดับสูงในปีงบการเงิน 2569

กระแสเงินสดสุทธิเป็นบวก: ฟิทช์คาดว่า ThaiBev จะมีกระแสเงินสดสุทธิเป็นบวกประมาณ 1หมื่นล้านบาทต่อปี ในช่วงปีงบการเงิน 2569 - 2570 โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตเล็กน้อยของกำไรและ ค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่ลดลง ThaiBev มีแนวโน้มที่จะใช้กระแสเงินสดเพื่อลดหนี้เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม การลดหนี้อาจล่าช้าเนื่องจากบริษัทฯ มีกลยุทธ์ในการเข้าซื้อกิจการ กระแสเงินสดสุทธิในปีงบการเงิน 2568 ต่ำกว่าที่ฟิทช์คาดไว้เนื่องจากยอดขายที่ลดลงท่ามกลางสภาวะตลาดที่ท้าทาย การเร่งใช้จ่ายเงินลงทุนจากปีงบการเงิน 2569 และเงินปันผลรับจาก Vinamilk ซึ่งเป็นบริษัทร่วมที่ลดลง

ค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่ลดลง: ฟิทช์คาดว่าค่าใช้จ่ายในการลงทุนและเงินลงทุนของบริษัทฯ จะลดลงในช่วง 2-3 ปี ข้างหน้า สู่ระดับ 1.1 หมื่นล้านบาทในปีงบการเงิน 2569 และ 9 พันล้านบาทในปีงบการเงิน 2570 จากระดับสูงสุดราว 1.4 หมื่นล้านบาทในปีงบการเงิน 2568 โดย ค่าใช้จ่ายในการลงทุนในปีงบการเงิน 2569 จะใช้เพื่อโครงการลงทุนสำคัญ 2 โครงการในประเทศกัมพูชาและมาเลเซียให้แล้วเสร็จ ค่าใช้จ่ายในการลงทุนตั้งแต่ปีงบการเงิน 2570 เป็นต้นไปจะถูกใช้สำหรับการซ่อมบำรุงและเพิ่มประสิทธิภาพเป็นหลัก

ผู้ผลิตเครื่องดื่มชั้นนำในภูมิภาค: สถานะทางธุรกิจของ ThaiBev ได้รับการสนับสนุนจากการเป็นผู้นำในตลาดเครื่องดื่มในภูมิภาค รวมถึงสถานะผู้นำในตลาดสุราในประเทศไทย ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่าร้อยละ 90 ของปริมาณการจำหน่ายสุรา บริษัทฯ ยังมีส่วนแบ่งทางการตลาดที่แข็งแกร่งในระดับร้อยละ 35 - 40 ของปริมาณการจำหน่ายเบียร์ในประเทศไทยและเวียดนาม การขยายธุรกิจเข้าไปในประเทศเวียดนามและเมียนมา ช่วยให้ ThaiBev มีขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และช่วยให้มีการกระจายความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์ที่ดีขึ้น โดยสัดส่วนรายได้จากประเทศไทยลดลงเหลือประมาณร้อยละ 65 จากเดิมที่สูงกว่าร้อยละ 90 ในปีงบการเงิน 2560 นอกจากนี้ Fraser and Neave, Limited ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ ยังเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ชั้นนำที่มีเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในประเทศไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย

การรวมงบการเงินตามสัดส่วนของ Sabeco: ฟิทช์ได้รวมงบการเงินของ Saigon Beer-Alcohol-Beverage Corporation (Sabeco) ตามสัดส่วนการถือหุ้น เพื่อสะท้อนสัดส่วนการถือหุ้นของ ThaiBev ที่ร้อยละ 53.6 แม้ว่า ThaiBev จะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ฟิทช์เห็นว่าการใช้วิธีดังกล่าวสอดคล้องกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจของการเข้าถึงกระแสเงินสดของกลุ่ม เนื่องจากมีส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยในระดับสูง

การกำหนดอันดับเครดิตโดยสรุป
Bacardi Limited (BBB-/แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ) มีการกระจายตัวทางภูมิศาสตร์มากกว่า ThaiBev เนื่องจากผลิตภัณฑ์จำหน่ายในมากกว่า 160 ตลาดทั่วโลก แม้มีขนาดการดำเนินงานเล็กกว่า ทั้งสองบริษัทมีสถานะทางการเงินคล้ายกัน เนื่องจากอยู่ในช่วงลดอัตราส่วนหนี้สินหลังการเข้าซื้อกิจการขนาดใหญ่ในปี 2560-2561 ส่งผลให้อันดับเครดิตอยู่ในระดับเดียวกัน

ThaiBev มีสถานะทางธุรกิจแข็งแกร่งกว่าผู้ผลิตเบียร์จากตุรกี Anadolu Efes Biracilik ve Malt Sanayii A.S. (Efes, BB/แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ) โดยมีขนาดการดำเนินงานใหญ่กว่าและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์มากกว่า แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบของ Efes สะท้อนถึงอัตราส่วนหนี้สินที่อยู่ในระดับตึงตัว อันเป็นผลจากแรงกดดันต่ออัตรากำไรจากการดำเนินงานที่ยืดเยื้อจากสภาพแวดล้อมการดำเนินงานที่อ่อนแอ ภาวะเงินเฟ้อในประเทศตุรกี และค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนที่อยู่ในระดับสูง ดังนั้น ThaiBev จึงมีอันดับเครดิตที่สูงกว่า Efes สะท้อนถึงสถานะทางธุรกิจและการเงินที่แข็งแกร่งกว่า

Becle, S.A.B. de C.V. (BBB/แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ) มีสถานะธุรกิจแข็งแกร่งในฐานะผู้ผลิตเตกีลาชั้นนำของโลก แม้ ThaiBev มีขนาดใหญ่กว่า Becle ด้านสถานะทางการเงิน Becle แข็งแกร่งกว่า โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิราว 2.0 เท่า ส่งผลให้อันดับเครดิตของ Becle สูงกว่า ThaiBev

อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของ ThaiBev อยู่ต่ำกว่าอันดับเครดิตของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. ซึ่งมีอันดับเครดิตสากล ’BBB+’ แนวโน้มเครดิตเป็นลบ อันดับเครดิตภายในประเทศ ‘AAA(tha)’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ThaiBev มีสถานะทางธุรกิจที่ใกล้เคียง ปตท. โดย ปตท. มีขนาดธุรกิจที่ใหญ่กว่า และมีการกระจายตัวของธุรกิจมากกว่า ซึ่งช่วยลดทอนความผันผวนที่เกิดจากธุรกิจสินค้าโภคภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม ปตท. มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งกว่า โดยมีอัตราส่วน EBITDA net leverage อยู่ที่ระดับประมาณ 2.0 เท่า

สมมติฐานที่สำคัญ
สมมติฐานที่สำคัญของฟิทช์ที่ใช้ในการประมาณการ
- รายได้สุทธิ (หลังหักภาษีสรรพสามิต) จากธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายใต้แบรนด์ของ ThaiBev เติบโตในระดับต่ำ ในปีงบการเงิน 2569 - 2570 จากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแอและการปรับขึ้นราคาที่จำกัดท่ามกลางความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจ
- รายได้สุทธิ (หลังหักภาษีสรรพสามิต) ของ Grand Royal Group (GRG) บริษัทย่อยในประเทศเมียนมา เติบโตในอัตราร้อยละ 6 - 7 ต่อปี ในปีงบการเงิน 2569 - 2570 จากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นและสถานะผู้นำตลาด
- รายได้สุทธิ (หลังหักภาษีสรรพสามิต) ของ Sabeco ค่อยๆ ฟื้นตัวในปีงบการเงิน 2569 จากการฟื้นตัวของความต้องการในเวียดนามหลังจากรายได้ลดลงในช่วงสามปีที่ผ่านมา
- รายได้สุทธิ (หลังหักภาษีสรรพสามิต) ของเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เติบโตในระดับปานกลางที่ร้อยละ 3 - 5 ในปีงบการเงิน 2569 – 2570 โดยได้รับแรงหนุนจากการสร้างโรงงานใหม่ในประเทศมาเลเซียและกัมพูชา
- รายได้ของธุรกิจอาหารจะเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปที่ร้อยละ 2-3 ในปีงบการเงิน 2569-2570
- EBITDA margin (โดยเป็นสัดส่วนต่อรายได้สุทธิหลังหักภาษีสรรพสามิต) อยู่ในระดับประมาณร้อยละ 22-23 ในปีงบการเงิน 2569-2570 (ในปีงบการเงิน 2568 อยู่ที่ร้อยละ 22.0) โดยการฟื้นตัวของปริมาณขาย ประสิทธิภาพด้านต้นทุน และต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง จะช่วยชดเชยแรงกดดันจากเงินเฟ้อและต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้น
- ค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุน 9 พันล้านบาท - 1.1 หมื่นล้านบาทต่อปี ในปีงบการเงิน 2569 - 2570
- อัตราการจ่ายเงินปันผลต่อกำไรสุทธิ (Dividend Payout) อยู่ที่ร้อยละ 50 -55 ในปีงบการเงิน 2569 - 2570

การจัดอันดับโดย Corporate Rating Tool (CRT) ของฟิทช์ดังนี้ โดยใช้ CRT เพื่อประเมินสถานะเครดิตโดยลำพัง:
- ปัจจัยด้านสถานะทางธุรกิจและสถานะทางการเงิน (การประเมิน, ความสำคัญสัมพัทธ์): การบริหารจัดการ (bbb-, ต่ำกว่า), ลักษณะอุตสาหกรรม (bbb+, ปานกลาง), สถานะทางการตลาดและการแข่งขัน (bbb+, ปานกลาง), การกระจายธุรกิจและคุณภาพสินทรัพย์ (bbb-, ปานกลาง), ลักษณะการดำเนินงานของบริษัท (bbb+, ปานกลาง), ความสามารถในการทำกำไร (bbb+, ปานกลาง), โครงสร้างทางการเงิน (bb+, สูงกว่า), และความยืดหยุ่นทางการเงิน (bbb-, ปานกลาง)
- ปัจจัยย่อยเชิงปริมาณด้านกำหนดเกณฑ์น้ำหนักตามมาตรฐาน: น้ำหนักร้อยละ 20 สำหรับปีงบการเงิน 2568 น้ำหนักร้อยละ 40 สำหรับปีคาดการณ์ 2569 และ 2570
- การประเมินปัจจัยเชิงปริมาณทางการเงินยังรวมถึงการคำนวณเฉพาะกรณีเพิ่มเติม
- การประเมินธรรมาภิบาลที่ ‘Good’ ไม่ส่งผลต่อสถานะเครดิตโดยลำพัง
- การประเมินสภาพแวดล้อมการดำเนินงานที่ ‘bbb’ ไม่ส่งผลต่อสถานะเครดิตโดยลำพัง
- สถานะเครดิตโดยลำพังอยู่ที่ ‘bbb-’
การกำหนดอันดับเครดิตสากลระยะยาว
ในการกำหนดอันดับเครดิตสากลของฟิทช์ไม่มีการปรับเพิ่มหรือลดจากสถานะเครดิตโดยลำพัง ส่งผลให้อันดับเครดิตสากลอยู่ที่ ‘BBB-’

ปัจจัยที่อาจมีผลกับอันดับเครดิตในอนาคต
ไม่มี เนื่องจากฟิทช์ประกาศยกเลิกอันดับเครดิต

สภาพคล่อง
ThaiBev มีหนี้สินที่จะครบกำหนดชำระในอีก 12 เดือน จากสิ้นปีงบการเงิน 2568 จำนวน 4.4 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วยเงินกู้ยืมระยะสั้นสำหรับใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเงินประมาณ 7.7 พันล้านบาทซึ่งมีแนวโน้มที่จะต่ออายุ ส่วนที่เหลือเป็นเงินกู้ธนาคาร 2.3 หมื่นล้านบาท และหุ้นกู้ที่ครบกำหนดไถ่ถอน 1.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะได้รับการสนับสนุนจากเงินสดคงเหลือ 3.7 หมื่นล้านบาท (ซึ่งไม่รวมเงินสดที่มีภาระผูกพันตามคำจำกัดความของฟิทช์) และวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนจากสถาบันการเงินประเภทไม่สามารถยกเลิกได้ (committed revolving facilities ) ที่ยังไม่ได้เบิกถอนประมาณ 5.3 พันล้านบาท สภาพคล่องของบริษัทฯ ยังได้รับการสนับสนุนจาก ความสามารถเข้าถึงตลาดทุนและเงินกู้ยืม จากสถานะทางเครดิตและการกระแสเงินสดสุทธิที่แข็งแกร่งของ ThaiBev

ข้อมูลบริษัท
ThaiBev เป็นผู้ผลิตเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและเป็นผู้นำในการผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มและอาหารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สรุปรายการปรับปรุงงบการเงินที่สำคัญ
การรวมงบการเงินตามสัดส่วนการถือหุ้นใน Sabeco

ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล (ESG)
ผลการประเมินจาก Climate.VS screener ของฟิทช์ไม่ได้บ่งชี้ว่า ThaiBev มีความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศในระดับสูง
เว้นแต่ที่ได้เปิดเผยเพิ่มเติมในส่วนนี้ ระดับคะแนนสูงสุดของ ESG Relevance Score อยู่ที่ระดับ 3 ซึ่งหมายถึงประเด็นเกี่ยวกับ ESG ไม่มีผลต่อสถานะทางเครดิตหรือมีผลกระทบที่เล็กน้อยมากต่อบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับ อันเนื่องมาจากลักษณะทางธุรกิจหรือวิธีการจัดการของบริษัท ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล ของฟิทช์ หาได้ที่ www.fitchratings.com/esg

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

เกือบชน.... By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เช้าวันนี้ หุ้นกลุ่มพลังงาน เป็นดาวเด่น ส่งผลให้ระหว่างชั่วโมงซื้อขาย ดัชนีเกือบสัมผัส...

PTG จับมือ ศิริราช สานต่อ "Social Innovation" ปีที่ 2 จัดหน่วยรับบริจาคโลหิต ณ กรมศิลปากร

PTG จับมือ ศิริราช สานต่อ "Social Innovation" ปีที่ 2 จัดหน่วยรับบริจาคโลหิต ณ กรมศิลปากร

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้