แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ อัปเดตการลงทุนในภูมิภาคจาก Fund Flow
นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อหุ้นภูมิภาคต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สอง
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียฟื้นตัวดีขึ้น โดยกระแสเงินลงทุนต่างขาติไหลเข้าตลาดหุ้นภูมิภาคได้ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สอง โดยมียอดซื้อสุทธิรวม 4,064 ล้านดอลลาร์ ต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้าที่กระแสเงินพลิกกลับเป็นการซื้อสุทธิ ด้วยปริมาณการซื้อรายสัปดาห์สูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลในปี 2000 ที่ 9,570 ล้านดอลลาร์
แรงซื้อในสัปดาห์ล่าสุดยังคงกระจุกตัว โดยเกิดจากแรงซื้อในตลาดหุ้นไต้หวันเพียงตลาดเดียว ที่มียอดซื้อสุทธิ 5,095 ล้านดอลลาร์ ส่วนตลาดหุ้นอื่นยังคงมีแรงขาย โดยเกาหลีมียอดขายสุทธิ 565 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่ตลาดหุ้นกลุ่ม TIP นั้น แรงขายกระจายตัวในทั้ง 3 ตลาด ได้แก่ ตลาดหุ้นไทย (-229 ล้านดอลลาร์) อินโดนีเซีย (-158 ล้านดอลลาร์) และ ฟิลิปปินส์ (-79 ล้านดอลลาร์)
ภาพรวมรายอุตสาหกรรมและมุมมองการลงทุน
การประเมินพฤติกรรมการซื้อขายผ่าน Volume Flow Index ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พบสัญญาณการสะสมหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่น ได้แก่ กลุ่ม Chemical ในตลาดหุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้
สำหรับแนวโน้มในสัปดาห์นี้ของตลาดหุ้นไทย จากสัญญาณของ Volume Index เราประเมินว่ากลุ่ม Property และ Transportation จะเป็นกลุ่มที่ปรับตัวได้โดดเด่นกว่าเซคเตอร์อื่น
ตลาดเริ่มเข้าสู่ภาวะ Risk-on จากความคาดหวังว่าสงครามจะเข้าสู่ช่วง De-escalation
ปฏิกิริยาจากตลาดการลงทุนและทิศทางของ Fund Flow สะท้อนถึงภาวะ Risk-on ในตลาดมากขึ้น เห็นได้จากการที่เม็ดเงินไหลกลับเข้าตลาดหุ้นในปริมาณมาก หลังจากที่โดยเทขายไปมากราว 60,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์-ปลายมีนาคม แม้ว่าสถานการณ์สงครามจะยังมีความไม่แน่นอนอยู่ก็ตาม
เราคาดว่าในระยะสั้นแม้ว่ากระแสเงินอาจมีความผันผวนอยู่บ้าง จากสถานการณ์สงครามที่ยังคงเปราะบาง แต่โอกาสที่จะเห็นแรงเทขายในปริมาณมากดังที่เกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์-ปลายมีนาคม มีความเป็นไปได้ลดลง และแรงซื้อน่าจะมากขึ้นและกระจายตัวได้ดีขึ้นทั้งในมุมของตลาดหุ้นต่างๆและเซคเตอร์ต่างๆ หากพัฒนาการด้านสงครามเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นตามลำดับ
ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยจาก Market-Timing Indicator
สำหรับตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET ปรับตัวขึ้น 6.0% ในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา จากการกลับเขาซื้อหุ้นของนักลงทุน อย่างต่อเนื่อง หลังจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 ในระยะสั้นเราคาดว่าตลาดหุ้นไทยจะเข้าสู่ช่วงการสร้างฐานในกรอบ เพื่อสะสมพลังก่อนที่จะเข้าสู่ขาขึ้นรอบใหม่ เนื่องจากดัชนี Composite Medium-term ปัจจุบันอยู่ใกล้โซน Upper Bound โดยองค์ประกอบย่อยด้าน Medium-Term Bull-to-Bear ส่งสัญญาณอ่อนตัวลงจากโซนตึงตัว และ Volume Flow Index เริ่มเข้าใกล้ระดับ Overbought ส่งผลให้ SET Index มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงการเคลื่อนไหวของค่าความผันผวนของตลาดนั้น สะท้อนว่าช่วงที่ตลาดกดดันสูงสุดน่าจะผ่านไปแล้ว โดยค่าความผันผวนของตลาดหุ้นไทยได้ลดลงจากระดับ 37% ในช่วงต้นเดือน มี.ค. สู่ระดับ 16% โดยในปัจจุบันแม้ว่าค่าความผันผวนจะยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว แต่การฟื้นตัวของ Market Breadth ที่ปรับขึ้นจาก 37% เป็น 40% ในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา น่าจะส่งผลให้ความผันผวนของตลาดหุ้นน่าจะค่อยๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง
สำหรับแนวโน้มของดัชนี SET ในช่วงสองสัปดาห์ข้างหน้า (21 เม.ย. - 4 พ.ค.) เราประเมินกรอบการเคลื่อนไหวไว้ที่ระดับ 1,430–1,510 จุด
สรุปภาพตลาดวานนี้ SET แกว่งแบบเสมอตัว โดยมีแรงซื้อใน DELTA GULF OR TRUE KTC GPSC TTB MTC TIDLOR เป็นตัวช่วงดันกับแรงขายของ SCB (ขึ้น XD) PTTEP PTTGC PTT CPALL CPAXT IVL TOP
แนวโน้มตลาดวันนี้
ดึงเทคสหรัฐฯเข้าไทย-หุ้นไหนได้ประโยชน์
คาดปัจจัยภายในประเทศ จะกลับมามีอิทธิพลต่อราคาหุ้นรายตัวมากขึ้น ขณะที่ประเด็นสงครามตะวันออกกลาง สหรัฐฯ-อิหร่าน แม้ยังมีข่าว บวก/ลบ อยู่ตลอดเวลา ยิ่งช่วงเข้าใกล้ “เส้นตาย” ของทุกรอบ แต่รอบนี้อาจไม่ได้ส่งผลให้ราคาหุ้น สินค้าโภคภัณฑ์บวกดีกว่าตลาด เหมือนรอบก่อนๆ (คงคำแนะนำ ขายทำกำไร หุ้นสินค้าโภคภัณฑ์)
เช่นเดียวกับ หุ้นใหญ่ในกลุ่ม ธนาคาร สื่อสาร ที่เราคาดว่าจะเผชิญแรงขายทำกำไรระยะสั้น กดดันให้ SET index มี Upside ที่จำกัดในระยะสั้น
แต่หุ้น Local play รอบนี้อย่าง นิคมฯ อิเล็กทรอนิกส์ Renewable ฯลฯ มีแนวโน้มที่จะ Outperform ตลาดตามที่เราประเมิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ กระแสข่าวบวกเข้ามาสนับสนุน เช่น รองนายกฯเจรจาดึง เทคสหรัฐฯ อย่าง Phononic, GlobalFoundries, Teradyne เข้ามาขยายฐานการผลิตในไทยเพิ่ม และป้อนคำสั่งซื้อให้โรงงานในไทย
ด้านปัจจัยในประเทศ ที่น่าติดตาม เช่น แนวทางกู้เงิน ตาม พรก., การขยายเพดานหนี้, แนวทางการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เราคาดว่าจะไม่ได้ส่งผลลบต่อตลาดหุ้น อย่างน้อยการดำเนินการดังกล่าว จะช่วยลดความเสี่ยงด้านรายได้ประเทศ และประคองเศรษฐกิจ และเราเชื่อว่าจะไม่ได้กระทบต่ออันดับเครดิตประเทศ
กลยุทธ์การลงทุน
กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร
วิเคราะห์ทางเทคนิค โครงสร้างราคา: ดัชนีถูกกดลงมาสู้ที่เส้น EMA 10 วัน 1,480 จุด ทำให้แนวนี้เป็น "แนวรับเชิงโครงสร้างที่สำคัญ" หากหลุดจะส่งผลให้ภาพระยะสั้นเปลี่ยนเป็นลง
MACD: เส้น Signal เริ่มหักหัวลงสะท้อนถึงพลังแรงส่งที่แผ่วลง Warning phase (เสี่ยงตัดเส้น signal line ลง)
“Big Bank” ตบเท้าขึ้นเครื่องหมาย XD กันเพียบ! แนะระมัดระวังการปรับตัวลงของราคาที่มากกว่าปันผลที่ได้รับ (Dividend Trap)
แนวรับแรก 1,470 หากหลุดจะเสียทรงระยะสั้น แนวรับหลัก (Major Support) 1,450 ซึ่งเคยเป็นฐานแข็งแกร่งก่อนหน้านี้
แนวต้าน: 1,500 จุด เป็นแนวต้านจิตวิทยาและ Gap เดิม เป็นจุดที่มีแรงขายทำกำไร (Profit Taking)
Action Plan: ในสภาวะที่ตลาด "ขึ้นแรง-โดนขาย, ลงแรง-มีรีบาวด์" แนะนำใช้กลยุทธ์ ไม่ไล่ราคา หากดัชนีเข้าใกล้โซน 1,500 จุด ซึ่งมี Supply หนาแน่น ให้เน้นการตั้งรับเมื่อราคาย่อตัวหาแนวรับ (Support Zone)
สรุป: SET Index กำลังทดสอบแนวรับ หากหลุด 1,480 ให้ระวังการพักฐานเพื่อสะสมกำลังใหม่ครับ
What to watch
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวก่อนเดินทางลงพื้นที่ปฏิบัติราชการที่จังหวัดเชียงใหม่ ถึงความชัดเจนการปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะจากระดับ 70% เป็น 75% โดยนายกรัฐมนตรีไม่ได้ตอบรายละเอียด เพียงแต่พยักหน้ารับ
ปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทย ณ สิ้นเดือนก.พ. 69 อยู่ที่ 66.09% ของ GDP จากเพดานที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70%
รองนายกฯ เอกนิติ - เลขาธิการบีโอไอ ลุยสหรัฐฯ เจรจาความร่วมมือเศรษฐกิจ พร้อมเดินหน้าดึงดูดการลงทุนจากบริษัทระดับโลกในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และระบบอัตโนมัติ วางรากฐานเศรษฐกิจยุคใหม่ เสริมความแข็งแกร่งของระบบนิเวศเทคโนโลยีในประเทศ เผยสถิติ 5 ปี สหรัฐฯ ลงทุนไทยกว่า 2 แสนล้านบาท
รายแรกคือ บริษัท Phononic ผู้ผลิตชิปควบคุมอุณหภูมิ (Cooling Chip) โดยได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนสำหรับระบบประมวลผลของ NVIDIA อย่างเป็นทางการ ขณะนี้กำลังเตรียมย้ายฐานการผลิตวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ต้นน้ำจากสหรัฐฯ มายังไทยเพิ่มเติมภายในปี 2570
GlobalFoundries ชิปสำหรับระบบสื่อสารไร้สาย ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ระบบจัดการพลังงาน และการเชื่อมต่อข้อมูลด้วยแสงสำหรับ AI Data Center โดยบริษัทมองว่าประเทศไทยมีความพร้อมหลายด้าน รวมทั้งการเป็นฐานที่ตั้งของอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ชิปจำนวนมาก เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และ Data Center โดยรองนายกฯ ได้เชิญชวนให้บริษัทพิจารณาลงทุนสร้างโรงงานชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) แห่งต่อไปในไทย จากเดิมที่มีอยู่แล้วใน 3 ประเทศคือ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และสิงคโปร์
Teradyne ผู้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ทดสอบเซมิคอนดักเตอร์แบบอัตโนมัติ (ATE) มีลูกค้าหลัก เช่น Intel, Qualcomm, Texas Instruments, ADI, IBM และ Samsung ขณะนี้มีสำนักงานภูมิภาคและศูนย์บริการลูกค้าในประเทศไทย และมีแผนว่าจ้างผู้ผลิตและใช้ชิ้นส่วนในไทยเพิ่มเติม
คณะยังได้พบหารือกับ "สมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของโลก (SEMI)" ซึ่งเชื่อมโยงผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมชิป มีสมาชิกกว่า 4,000 บริษัททั่วโลก
เข้าหารือกับหอการค้าสหรัฐฯ (U.S. Chamber of Commerce: USCC) โดยแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำ อาทิ Dow Chemical, Chevron, Netflix, PepsiCo, Visa และ IBM ซึ่งต่างมีฐานการดำเนินงานในประเทศไทย
เริ่มคาดการณ์ SET50 ชุดใหม่: ตลาดคาดหุ้นเข้า THAI BCP MRDIYT ITC หุ้นออก BTS CBG SAWAD OSP
หุ้นแนะนำวันนี้
AMATA
คาดกลุ่มนิคมฯ จะเป็นกลุ่มที่รองรับกระแสเงินลงทุน เป็นกลุ่มถัดไปจาก Next Rotation: นโยบาย China+1, แกนที่เคยเป็นแหล่งลงทุน-ศูยน์กลางตะวันออกกลาง เปลี่ยนไปจากเหตุไม่สงบที่จะตามมาหลังเกิดสงคราม
แนวรับ 20.5 ต้าน 21.5 Stop loss 20
รายงานพื้นฐานวันนี้
Quantitative Strategy
SET มีแนวโน้มยังคงแกว่งตัวในกรอบเพื่อลดความร้อนแรง ก่อนจะปรับขึ้นรอบถัดไป
ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้น 6.0 % ในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนกลับเข้าซื้อหุ้นอย่างต่อเนื่อง จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 เราคาดว่าในระยะสั้นตลาดจะยังคงแกว่งตัวในกรอบ โดยดัชนี Composite Medium-Term โดยรวมยังแทบไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา และยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม อย่างไรก็ตามดัชนี Medium-Term Bull-to-Bear ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญ ยังคงส่งสัญญาณเป็นขาลง ขณะเดียวกัน Volume Flow Index เริ่มเข้าใกล้ระดับ Overbought ดังนั้น เราคาดว่า SET มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ ในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้า ในอีกด้านหนึ่ง การเคลื่อนไหวของค่าความผันผวนของตลาดชี้ว่าช่วงที่ตลาดกดดันสูงสุดน่าจะผ่านไปแล้ว โดยค่าความผันผวนของตลาดหุ้นไทยได้ลดลงจากระดับ 37% ในช่วงต้นเดือน มี.ค. สู่ระดับ 16% ในปัจจุบัน แม้ว่าค่าความผันผวนจะยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว แต่แรงกดดันจาก Market Breadth ที่เริ่มคลี่คลายชี้ว่าความผันผวนน่าจะค่อย ๆ ลดลงต่อเนื่อง สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านจากภาวะ Panic-driven ไปสู่ตลาดที่สมดุลมากขึ้น เราประเมินกรอบการแกว่งตัวของ SET ที่ระดับ 1430-1510 จุดในช่วงวันที่ 21 เม.ย.-4 พ.ค.
Thai Market Strategy
คาดการณ์กำไร 1Q26 หาหุ้นกำไรโต/ฟื้น แต่ละอุตสาหกรรม
รายงานนี้จะเป็นการคาดการณ์กำไร 1Q26 ในภาพรวมครั้งแรก โดยเราคาดกำไรสุทธิเติบโต 15% YoY และ 26% QoQ แรงหนุนหลักบริการมือถือ–อินเทอร์เน็ต อิเล็กทรอนิกส์ (AI/data center) ค่าการกลั่น-ส่วนต่างปิโตร กำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ และกำไรจากโรงไฟฟ้าต่างประเทศ แม้ยังโดนกดดันจากส่วนต่างดอกเบี้ยกลุ่มธนาคารหดตัว/ราคาเนื้อสัตว์ที่ลดลง YoY
หากไม่รวมรายการพิเศษ กำไรหลักคาดออกมาเพิ่มขึ้น 14% YoY และ 14% QoQ โดยในมุม YoY กลุ่มที่กำไรเติบโต นำโดยกลุ่มปิโตรฯ (PET West เด่นกว่า HDPE) กลุ่มพลังงาน (นำโดยโรงกลั่น GRM +115% YoY) โรงไฟฟ้า สื่อสาร อิเล็กทรอนิกส์ (โดยเฉพาะ AI/Data Center ยังเด่นกว่า Consumer Electronic ที่ทยอยฟื้นตัว) แพคเกจจิ้ง โรงแรม (RevPar 2M26 +10% YoY) ค้าปลีกสินค้า IT ห้างฯ อิงค่าเช่า
ขณะที่กลุ่มกำไรลดลง YoY นำโดยโดยกลุ่มอาหาร (ราคาเนื้อสัตว์ทั้งราคาหมู-ไก่หดตัว), กลุ่มธนาคาร (ส่วนต่างดอกเบี้ยกลุ่มธนาคารหดตัว), กลุ่มขนส่ง (ราคาตั๋วเครื่องบินหดตัว/รายได้ duty-free ลดลง YoY ยังกดดันธุรกิจสนามบิน)
หากเจาะแนวโน้มของรายหุ้นในแต่ละอุตสาหกรรม ที่กำไรจะดีขึ้น (ฟื้น/โต) ได้แก่ ปิโตรฯ (PTTGC-IVL-SCC) ค้าปลีก (CPALL จาก SSSG+GM) ห้างสรรพสินค้า (CPN จาก traffic และพื้นที่เช่า) สื่อสาร (ADVANC-TRUE ดีจาก ARPU) โรงไฟฟ้า (GULF คาดดีจากทั้งไทย-ตปท. Data center และ PDP ใหม่ในอนาคต, GUNKUL คาดมีงาน backlog เพิ่มจากโครงการขยายสายส่งไฟฟ้า transmission) กลุ่มส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง (ITC จากยอดขายกลุ่ม premium) โรงพยาบาล (BH คาดหวังการฟื้นตัวของ pent-up demand) โรงแรม MINT (ยุโรปกระทบสงครามน้อย ขณะที่ต้นทุนพลังงานล็อคไว้แล้ว)
Commodities Tracker
สเปรดปิโตรเคมีส่วนใหญ่ดูดี
ภาพรวมสัปดาห์ที่ผ่านมา สเปรดปิโตรเคมีเป็นกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นเด่นที่สุด ขณะที่ค่าระวางเรือ dry bulk ฟื้นตัวตามมา แต่ฝั่งพลังงานเริ่มอ่อนตัว โดยราคาน้ำมันและค่าการกลั่น (GRM) ปรับลดลงจากความคาดหวังการคลี่คลายความขัดแย้งตะวันออกกลาง
ราคาน้ำมันดิบ Dubai ลดลง $6.28 WoW มาอยู่ที่ $102.95/bbl ขณะที่ค่าการกลั่น Singapore GRM ลดลงแรง $8.43 WoW เหลือ $28.95/bbl จาก crack spread ที่อ่อนตัวเกือบทุก product โดย gasoline ลดลง $4.17 เหลือ $25.18/bbl, jet fuel ลดลง $1.42 เหลือ $105.80/bbl และ diesel ลดลงแรง $39.79 เหลือ $60.21/bbl สะท้อนความกังวล demand ชะลอจากราคาน้ำมันสูง อย่างไรก็ตามน้ำมันเตากลับปรับดีขึ้นเล็กน้อย +$2.27 มาอยู่ที่ -$0.34/bbl จากต้นทุนน้ำมันที่ลดลง
ฝั่งปิโตรเคมีเป็น highlight หลักของรอบนี้ โดยสเปรดปรับขึ้นจากต้นทุน Naphtha ที่ลดลงเร็ว ทำให้ margin ฟื้นชัดเจน Ethylene spread เพิ่ม $138 WoW เป็น $331/ตัน, Propylene +$98 เป็น $211/ตัน, HDPE +$58 เป็น $396/ตัน และ PP +$28 เป็น $286/ตัน สะท้อน supply ที่ยังตึงตัวและเป็นบวกต่อกำไรกลุ่ม
ด้านถ่านหินอ่อนตัวเล็กน้อย โดย Newcastle Index ลดลง $2.79 (-2% WoW) เหลือ $132.27/ตัน จาก demand ที่ชะลอ
ขณะที่ค่าระวางเรือ dry bulk ฟื้นแรง BDI +13% WoW อยู่ที่ 2,436 จุด (Capesize +19%, Panamax +5%, Supramax +8%) แต่ค่าระวาง container ลดลง -3% WoW มาอยู่ที่ 2,246 จุด
Fundamental view: ภาพรวมยังเป็น “selective play” โดยกลุ่มปิโตรเคมียังโดดเด่นสุดจากสเปรดที่ฟื้นตัวแรงและมีแนวโน้มยืนสูงต่อเนื่อง (IVL และ PTTGC เป็นหุ้นเด่น) ขณะที่กลุ่มพลังงานเริ่มเข้าสู่ช่วงผันผวนตามข่าวสงครามและ demand ส่วนกลุ่มเดินเรือยังเป็นเพียง trading ตามค่าระวางที่ผันผวนระยะสั้น และการปิดช่องแคบ Hormuz ยังจำกัด supply ของน้ำมันและ LNG อยู่ทำให้ยังมีการเก็งกำไรใน BANPU และ PTTEP เป็นระยะ ขณะที่กลุ่มโรงกลั่น upside จำกัดจากความเสี่ยงนโยบายรัฐ
PTTGC
พีทีที โกลบอล เคมิคอล
แนวโน้มกำไรฟื้นตัวต่อเนื่องถึง 2Q26
แนวโน้มผลประกอบการ PTTGC ฟื้นตัวชัดใน 1Q26 โดยคาดกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,825 ล้านบาท และกำไรหลัก 3,789 ล้านบาท พลิกกลับจากขาดทุนทั้ง YoY และ QoQ จากการฟื้นตัวของการดำเนินงานในทุกธุรกิจหลัก ทั้งโรงกลั่น อะโรเมติกส์ โอเลฟินส์ และ Allnex โดยได้แรงหนุนจาก GRM ที่ดีขึ้น ปริมาณขายเพิ่มขึ้น และต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดลง แม้ยังมีรายการพิเศษกดดันบางส่วน
แนวโน้ม 2Q26 ยังแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยได้แรงหนุนจากการขยายตัวของ GRM และสเปรดปิโตรเคมีจากภาวะ supply ตึงตัว หลังการปิดช่องแคบ Hormuz กระทบ supply น้ำมันและวัตถุดิบ รวมถึงการประกาศ force majeure ของผู้ผลิตในหลายประเทศ ขณะที่ปริมาณขายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้ง YoY และ QoQ จากการไม่มีปิดโรงกลั่นและแผนการซ่อมบำรุงที่ลดลง
Fundamental view: คงคำแนะนำ “ซื้อ” (ให้ Let-profit-run ต่อ แม้ราคาใกล้เคียงเป้าหมายปัจจุบัน) จากแนวโน้มกำไรที่ฟื้นตัวต่อเนื่องและมี upside จากสเปรดที่ยังอยู่ในระดับสูง โดย PTTGC เป็นหนึ่งในหุ้นที่ได้ประโยชน์เด่นจาก cycle ฟื้นตัวของปิโตรเคมี โดยการวิเคราะห์ในเชิง sensitivity หาก HDPE spread เฉลี่ยปี 2026 อยู่ที่ $380/ตัน (เทียบกับสมมติฐาน $350/ตัน) จะมี upside ต่อกำไรสุทธิปี 2026 ราว 36% และหนุนราคาเป้าหมายขึ้นสู่ระดับ 40 บาท สะท้อน leverage ต่อการฟื้นตัวของสเปรดที่สูง
MRDIYT
มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย)
สาขาใหม่ผลักดันการเติบโต
เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ MRDIYT ราคาเป้าหมาย 10.6 บาท และเลือกเป็น หุ้นเด่นกลุ่มค้าปลีก ด้วย 3 เหตุผลหลัก
1) ทิศทางกำไร 1Q26 ที่แข็งแกร่ง เราคาดกำไรหลักอยู่ที่ 680 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% YoY (ลดลง 20% QoQ ตามฤดูกาล) หนุนจากการเร่งเปิดสาขาจนสิ้น 1Q26 มีครบ 1,193 สาขา เพิ่มขึ้น 215 แห่ง YoY และ 66 แห่ง QoQ ขณะที่ภาระดอกเบี้ยจะลดลง หลังบริษัทคืนหนี้ 2.0 พันล้านบาท ไปแล้วใน 4Q25
2) แรงกดดันจากต้นทุนน้ำมันและราคาสินค้ายังบริหารได้ ทำให้ทิศทางกำไร 2Q26 ยังโตต่อ ทั้งนี้ บริษัทมีสต็อกและล็อกค่าขนส่งไว้ถึง 3Q26 ขณะที่สินค้าที่เริ่มขอปรับราคายังมีสัดส่วนต่ำน้อยกว่า 10% และยังมีทางเลือกทั้งเปลี่ยนซัพพลายเออร์ที่มีอำนาจต่อรงสูงกว่าและคุมโปรโมชั่น ทำให้คาดยังรักษา GM ที่ 51–52% ได้ โดย 1Q26 GM น่าจะขยับขึ้น 20bps YoY เป็น 51.9%
ส่วนทิศทางกำไร 2Q26 ก็น่าจะโตต่อทั้ง YoY และ QoQ จากสาขาใหม่และกิจกรรมการตลาดที่มีมากขึ้น ทั้งแคมเปญเปิดเทอม (ปีนี้จัดเร็วขึ้น) โปรฉลองครบ 10 ปี (ซื้อครบจำนวนได้ตั๋วคอนเสิร์ต) และสินค้าเกาะกระแสฟุตบอลโลก
3) Valuation ยังน่าสนใจเมื่อเทียบกับการเติบโต เราคาดกำไรปี 2026 โต 14% สูงสุดในกลุ่มค้าปลีกที่เราศึกษา ขณะที่หุ้นซื้อขายบน PER ปี 2026 ที่ 18.1 เท่า ยังต่ำกว่า MRDIY Malaysia ที่ 21.2 เท่า เรามองว่าระดับราคาปัจจุบันยังไม่แพง เมื่อเทียบกับโมเมนตัมกำไรที่ยังโดดเด่นต่อเนื่อง
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน