ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นกับสงคราม เหมือนโลกคู่ขนาน
HORIZON MARKET VIEW
• ความเครียดในตะวันออกกลางที่เพิ่มขึ้น จากกรณีอิสราเอลโจมตีเลบานอน ทำให้อิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ยังคงสร้างความผันผวนให้กับราคาน้ำมันในช่วงนี้
• แต่ในขณะเดียวกัน ยังเห็นความพยายามเข้าสู่ “เฟสเจรจา” ทำให้ความคาดหวังว่าการโจมตีในตะวันออกกลางจะคลี่คลายลง กดดันราคาน้ำมันดิบ WTI ไม่ทำจุดสูงสูงใหม่ ปิดใกล้ระดับ 98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดหุ้นเริ่มไม่ค่อยตอบรับกับกระแสสงครามมากนัก โดยดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 7 ติดต่อกัน (+0.4%MTD) ส่วนดัชนี SET +2.9%MTD
• ประเด็นที่ต้องจับตา ได้แก่ 1) การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐและอิหร่านในวันเสาร์นี้(11 เม.ย.) ที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน และ 2) การเจรจาโดยตรงระหว่างอิสราเอลและเลบานอนมีกำหนดเริ่มขึ้นในสัปดาห์หน้า
REGION RADAR
• FAST RETAILING (9983 JT) ประกาศผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปีบัญชี 2026 ดีที่สุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมปรับเพิ่มประมาณการกำไรและเงินปันผลทั้งปีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แนะนำเก็งกำไร DR:UNIQLO80
• DELTA AIR LINES (DAL US) รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/26มีรายได้รวมอยู่ที่ $1.42 หมื่นล้าน +9% YOY (สูงกว่าคาด 0.9%)ขณะที่ EPS อยู่ที่ $0.64 +39% YOY (สูงกว่าคาด 12.4%)
THAI FOCUS
• เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น หากสงครามจบเร็ว GDP จะอยู่ที่ 1.7% และเงินเฟ้อชะลอตัวลงมาที่2.5% โดยจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวชัดเจนในไตรมาส 2
• เสริมแรงด้วยนโยบายการคลัง เพื่อพยุงเศรษฐกิจเร่งด่วน เตรียมประชุม ครม. นัดพิเศษ (11 เม.ย. 69) ทั้งรื้อโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่นและค่าการตลาดให้เป็นธรรม, เดินหน้าคนละครึ่ง พลัส และเพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็น 400 บาท, ปล่อย SOFT LOAN 1 หมื่นล้านบาท และทบทวนนโยบายฟรีวีซ่าเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว
SYNAPSE STRATEGY
• ช่วงที่ผ่านมา ข่าวสงครามกับตลาดหุ้น เหมือนอยู่กันคนละพหุภพ(MULTIVERSE) สังเกตได้จาก ดัชนี S&P500 บวกติดต่อกันมา 7วันทำการ รวมสูงถึง 7.58% และโลกจะเต็มไปด้วยข่าวสงคราม
• ขณะเดียวกันราคาน้ำมันเริ่มผันผวนน้อยลง และ SPREAD ราคาน้ำมันระยะสั้นกับยาวเริ่มแคบลงเรื่อยๆ กลับมาที่ในไทยช่วงสงครามมีแรงพยุงจากผู้บริหารเข้าสะสมหุ้นหนาแน่นขึ้น โดยหุ้นใหญ่ที่ผู้บริหารซื้อเด่นในปีนี้ คือ BDMS, GULF, CK, HANA, KCE, CBG,BEM, BCH, STA, BH
HORIZON MARKET VIEW
ลุ้นสงครามผ่อนคลายเพิ่มเติม หลังเข้าสู่เฟสเจรจาความเครียดในตะวันออกกลางที่เพิ่มขึ้น จากกรณีอิสราเอลโจมตีเลบานอน ทำให้อิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ยังคงสร้างความผันผวนให้กับราคาน้ำมันในช่วงนี้แต่ในขณะเดียวกัน ยังเห็นความพยายามเข้าสู่ “เฟสเจรจา” ทำให้ความคาดหวังว่าการโจมตีในตะวันออกกลางจะคลี่คลายลง กดดันราคาน้ำมันดิบ WTI ไม่ทำจุดสูงสูงใหม่ ปิดใกล้ระดับ 98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ตลาดหุ้นเริ่มไม่ค่อยตอบรับกับกระแสสงครามมากนัก โดยดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 7 ติดต่อกัน (+0.4%MTD) ส่วนดัชนี SET +2.9%MTD
สำหรับประเด็นที่ต้องจับตา ได้แก่ 1) การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐและอิหร่านในวันเสาร์นี้ (11 เม.ย.) ที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน และ 2) การเจรจาโดยตรงระหว่างอิสราเอลและเลบานอนมีกำหนดเริ่มขึ้นในสัปดาห์หน้า
REGION RADAR
FAST RETAILING ประกาศผลการดำเนินงานดีที่สุดเป็นประวัติการณ์พร้อมแนวโน้มที่สดใส
FAST RETAILING (9983 JT) ประกาศผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปีบัญชี 2026 ดีที่สุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมปรับเพิ่มประมาณการกำไรและเงินปันผลทั้งปีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลประกอบการไตรมาส 2 ปีบัญชี 2026 ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดในทุกมิติ ซึ่งรายได้รวมอยู่ที่ 1.03 ล้านล้านเยน +15% YOY (สูงกว่าตลาดคาด 4.4%) ด้าน EPS อยู่ที่ 429.7 เยน +30% YOY (สูงกว่าตลาดคาด 32%) หนุนจากยอดขายของ UNIQLO INTERNATIONAL มีกำไรจากการดำเนินงานพุ่งสูงถึง+39% YOY โดยเฉพาะในยุโรป (+37% YOY) และอเมริกาเหนือ (+29% YOY) ซึ่งยังคงรักษาMOMENTUM การเติบโตในระดับ DOUBLE-DIGIT ได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์ปีบัญชี 2026 โดยกำไรจากการดำเนินงานปรับเพิ่มเป็น 700,000 ล้านเยน (จากเดิม 650,000ล้านเยน) และสูงกว่าคาดการณ์ตลาดที่ 657,100 ล้านเยน ด้านกำไรสุทธิปรับเพิ่มเป็น 480,000 ล้านเยน(เดิม 450,000 ล้านเยน) ขณะที่เงินปันผลปรับเพิ่มเป็น 640 เยนต่อหุ้น (จากเดิม 540 เยน) สะท้อนกระแส
เงินสดที่แข็งแกร่ง แนะนำเก็งกำไร DR: UNIQLO80 หลังผลประกอบการไตรมาส 2 ปีบัญชี 2026 แข็งแกร่งมาก โดยภาพรวมบริษัทกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นจากการขยายอาณาจักรในฝั่งตะวันตกและฟื้นตัวในจีน การปรับเพิ่มปันผลและเป้ากำไรสะท้อนถึงความเชื่อมั่นว่าผลประกอบการครึ่งปีหลังจะยังคงแข็งแกร่ง
DELTA AIR LINES เผยผลประกอบการไตรมาส 1 แข็งแกร่ง
DELTA AIR LINES (DAL US) รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/26 สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ โดยรายได้รวมอยู่ที่ $1.42 หมื่นล้าน +9% YOY (สูงกว่าคาด 0.9%) ขณะที่ EPS อยู่ที่ $0.64 +39% YoY (สูงกว่าคาด12.4%) ตัวเลขภาพรวมถือว่าดี และสะท้อนว่า demand ยังแข็งแรงทั้งฝั่งลูกค้าองค์กร ลูกค้าท่องเที่ยว และลูกค้าที่ใช้บริการระดับสูง สำหรับแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 2/26 บริษัทคาดว่ารายได้จะโตระดับ low-teensบน capacity ที่ทรงตัว ด้าน Operating margin จะอยู่ที่ 6-8% และ EPS จะอยู่ที่ $1.00-1.50 โดยบริษัทยังคงกังวลกับต้นทุนที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากนี้เน้นการควบคุมต้นทุนเป็นหลักเพื่อให้EPS ทั้งปีอยู่ที่เป้าหมายเดิมราว$6.50-7.50
THAI FOCUS
ทิศทางเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างไร และมีนโยบายการคลังใดบ้างรับมือวิกฤตพลังงานเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยเสี่ยงภายนอกประเทศ โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานและอัตราเงินเฟ้อ ธปท. ได้ประเมินความเสี่ยงและเตรียมปรับลดคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจ โดยแบ่งฉากทัศน์ (SCENARIO)ออกเป็น 2 กรณีหลัก คือ 1. หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ จะเป็นแรงกดดันให้ GDP ไทยเติบโตได้เพียง1.3% และเงินเฟ้ออาจพุ่งสูงถึง 3.5% จากราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งจะกระทบต่อค่าครองชีพและกำลังซื้อของประชาชนอย่างยาวนาน 2. หากสงครามยุติได้เร็ว จะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ในไตรมาส2 โดยคาดว่า GDP จะอยู่ที่ 1.7% และเงินเฟ้อชะลอลงมาที่ 2.5% ซึ่งฝ่ายวิจัยฯคาดว่ากรณี 2 มีความเป็นไปได้ในปัจจุบันมากกว่าโดยท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่มาจากต้นทุนพลังงาน (COST-PUSH INFLATION) ทิศทางนโยบายการเงินของ ธปท. ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะไม่รีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อสกัดเงินเฟ้อในทันที(เนื่องจากเงินเฟ้อไทยยังติดลบ 12 เดือนติดต่อกันไม่เหมือนประเทศอื่นที) แต่จะให้น้ำหนักกับการพยุงเศรษฐกิจที่ยังคงฟื้นตัวแบบเปราะบาง เพื่อไม่ให้เป็นการเพิ่มภาระต้นทุนทางการเงินแก่ภาคธุรกิจและประชาชน
เมื่อนโยบายการเงินเน้นการประคองตัว บทบาทในการขับเคลื่อนและแก้ปัญหาช่วงสั้นจึงต้องใช้นโยบายการคลังหนุน ซึ่งรัฐบาลได้เตรียมจัดประชุม ครม. นัดพิเศษในวันที่ 11 เม.ย.69 เพื่อผลักดันมาตรการเร่งด่วน มุ่งเป้าไปที่การแก้วิกฤตน้ำมันแพง ผ่านการรื้อโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้งการปรับปรุงการคำนวณราคาหน้าโรงกลั่นและค่าการตลาดให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ควบคู่ไปกับการอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและเยียวยาผลกระทบจากค่าครองชีพ ได้แก่ การเดินหน้าโครงการคนละครึ่ง พลัส, การเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็น 400 บาท, การปล่อย SOFT LOAN วงเงิน 1 หมื่นล้านบาทเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กลุ่ม SME และทบทวนฟรี VISA สำหรับบางประเทศ หวังบรรเทาผลกระทบจากเงินเฟ้อและขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้
SYNAPSE STRATEGY
ปีแห่งสงคราม ผู้บริหารทยอยสะสมหุ้นตัวไหนช่วงที่ผ่านมา ข่าวสงครามกับตลาดหุ้น เหมือนอยู่กันคนละพหุภพ (MULTIVERSE) สังเกตได้จาก ดัชนีS&P500 บวกติดต่อกันมา 7 วันทำการ รวมสูงถึง 7.58% และโลกจะเต็มไปด้วยข่าวสงคราม
ขณะเดียวกันราคาน้ำมันเริ่มผันผวนน้อยลง และ SPREAD ราคาน้ำมันระยะสั้นกับยาวเริ่มแคบลงเรื่อยๆจากเคยห่างกันถึง 37 เหรียญ/บาร์เรล ช่วงท้ายเดือน มี.ค. แตปัจจุบันเหลือ 16.65 เหรียญ
กลับมาที่ในไทยช่วงสงครามมีแรงพยุงจากผู้บริหารเข้าสะสมหุ้นหนาแน่นขึ้น โดยปีนี้(YTD) ซื้อบริหารซื้อหุ้นบริษัทตัวเองรวมราว 4.35 พันล้านบาท ซึ่งกว่า 3 พันล้านบาท เป็นการซื้อในช่วงหลังเกิดสงคราม
หุ้นใหญ่พื้นฐานดี ที่ผู้บริหารซื้อเด่นในปีนี้ คือ BDMS 2.2 พันล้านบาท ต้นทุนเฉลี่ย 18.68 บาท ใกล้เคียงกับราคาปัจจุบัน ตามมาด้วย GULF, CK, HANA, KCE, CBG, BEM, BCH, STA, BH น่าจะมีโอกาสผันผวนต่ำและ OUTPERFORM กว่าตลาด
จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985
สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์
ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์