คุยกันเรื่องเมกะเทรนด์ Quantum Computing: จุดเปลี่ยนสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์
ปี 2025 นับเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรม Quantum Computing จากการเป็นเพียงเทคโนโลยีในห้องทดลอง สู่การเริ่มสร้างรายได้จริงในเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัท Pure-play ที่รายได้เริ่มเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าความต้องการใช้งานได้เริ่มขยับจากขั้นทดลองไปสู่การใช้งานจริงในภาคธุรกิจและภาครัฐ
ภาพของการเริ่มทำเงินได้จริง เห็นได้ชัดในบริษัท IonQ ซึ่งสร้างรายได้ประมาณ 130 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 เติบโตถึง 202% YoY และกลายเป็นบริษัทแรกที่ทะลุระดับ 100 ล้านดอลลาร์ต่อปี ขณะที่บริษัท D-Wave Quantum เห็นการเติบโตรองลงมาด้วยรายได้ 24.6 ล้านดอลลาร์ หรือ +179% YoY จากการนำเทคโนโลยีไปใช้ในงาน Optimization เช่น โลจิสติกส์และ Supply Chain ในทางกลับกัน ผู้เล่นอย่าง Rigetti และ Quantum Computing Inc. (QCI) ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการ Monetization โดยมีรายได้ 7.1 ล้านดอลลาร์ และ 682,000 ดอลลาร์ตามลำดับ สะท้อนภาพของอุตสาหกรรมที่อยู่ใน De-zero Stage ซึ่งรายได้เริ่มเกิดขึ้นจริง แต่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในผู้นำ โดย IonQ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 80% ของรายได้รวมของกลุ่ม
แม้รายได้จะเริ่มเติบโต แต่โครงสร้างต้นทุนยังคงกดดันความสามารถในการทำกำไร เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้าน R&D ที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้อุตสาหกรรมยังอยู่ในช่วง Early Adoption และยังไม่สามารถสร้าง Operating Leverage ได้อย่างเต็มที่
ในเชิงเทคโนโลยี อุตสาหกรรมกำลังอยู่ในช่วง Many Bets Phase ที่ยังไม่มีผู้ชนะที่ชัดเจน โดยแต่ละบริษัทเลือกพัฒนาเทคโนโลยีในแนวทางที่แตกต่างกัน เช่น IonQ ที่เน้น Quantum Networking ส่วน D-Wave เน้นต่อยอด Optimization ขณะที่ Rigetti ที่พัฒนา Hybrid Computing และ QCI ที่มุ่งสู่ Photonics ซึ่งแม้จะเพิ่มความไม่แน่นอนในระยะสั้น แต่ก็เป็นแรงผลักสำคัญของนวัตกรรมในระยะยาว
สำหรับศักยภาพของตลาด แม้ปัจจุบันจะยังมีขนาดเพียง 1.1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 แต่คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 35% ต่อปี สู่ระดับมากกว่า 12 พันล้านดอลลาร์ในปี 2032 โดยลักษณะการเติบโตมีแนวโน้มคล้าย Cloud Computing ในช่วงปี 2005–2015 ที่ต้องใช้เวลาในการสร้าง Ecosystem ก่อนเข้าสู่ช่วงเร่งตัว
ในเชิงพัฒนาการของอุตสาหกรรม ช่วงปี 2025–2027 จะเป็นเฟส Early Commercialization ที่รายได้เริ่มมาจากการใช้งานเฉพาะทาง ก่อนจะเข้าสู่ช่วง Enterprise Scaling ในปี 2028–2032 และมีโอกาสสร้าง Productivity Impact ในระดับเศรษฐกิจหลังปี 2032
สำหรับมุมมองการลงทุน Quantum Computing เป็นธีมเมกะเทรนด์ระยะยาวที่ยังอยู่ในช่วงต้นของ Adoption Cycle ทำให้เหมาะกับการลงทุนแบบ Satellite Allocation สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง โดยแม้อุตสาหกรรมยังเผชิญความไม่แน่นอนทั้งด้านเทคโนโลยีและโมเดลธุรกิจ แต่สถานะสภาพคล่องของบริษัทชั้นนำที่มี Cash Runway ระยะยาว รวมถึงการสนับสนุนจากภาครัฐ ช่วยเพิ่มโอกาสในการอยู่รอด โดยเมื่อเทคโนโลยีเหล่านี้เริ่มสร้างกระแสเงินสดที่ชัดเจนตลาดจะให้มูลค่าส่วนเพิ่ม (Premium Valuation) ส่งผลให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนสองต่อ ทั้งจากการเติบโตของกำไรและการขยับขึ้นของมูลค่าหุ้น โดยเราแนะนำลงทุนผ่านกองทุน US ETF คือ Defiance Quantum ETF (QTUM) หรือ กองทุนรวมในประเทศ LH QUANTUM TECHNOLOGY FUND (LHQTUM-A)
(โปรดติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ในรายงานฉบับเต็ม)
สรุปภาพตลาดวานนี้ SET 8 เมย. ปิดบวก 20 จุด จากแรงซื้อหุ้นคลายกังวลเหตุการณ์สงครามตะวันออกกลาง เช่น ท่องเที่ยว โรงแรม การท่าฯ ค้าปลีก รพ. โรงไฟฟ้า MINT ERW AOT CENTEL CPALL BH BDMS GPSC BGRIM ส่วนหุ้นลบ ได้แก่ พลังงาน น้ำมัน ปิโตร โรงกลั่น
แนวโน้มตลาดวันนี้ คลี่คลาย-ได้เวลาชุบชีพหุ้นจากวิกฤต
คาดตลาดหุ้นไทยจะคลายกังวลจากวิกฤตสงครามฯ และมีเวลาให้เดินหน้าเล่นหุ้นได้ต่อเนื่อง โดยเราขอตัดเรื่องปัจจัยรบกวนตลาดระยะสั้นออกไปก่อน...
“เรื่องรบกวน...ระหว่างทางเจรจาช่วงหยุดยิง 2 สัปดาห์ เช่น ข่าวโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของชาติพันธบิตรสหรัฐฯในอาหรับ, โดยกระแสข่าว ทั้งบวกและลบ/จริงหรือไม่จริง ต่างๆนานา คาดว่าจะลดอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยลงในระยะเวลา Grace period-ช่วงหยุดยิงที่เหลือของเดือน เม.ย.”
...(ภายใต้สมมุติฐานที่เราประเมิน คือ สหรัฐฯ และอิหร่าน ต่างคนต่างถอยตั้งหลัก โดยเฉพาะฝั่ง “ทรัมป์” ที่มีพฤติกรรม บลัฟ ก่อนแล้วถอยทีหลัง ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งหากจะมีการโจมตีที่รุนแรง ก็น่าจะดำเนินการไปแล้ว ไม่คิดว่าจะเลื่อน สำหรับการ บลัฟ ครั้งล่าสุด ทำให้เราประเมินว่าช่วงนี้ยังไม่น่าจะมีเหตุเหนือความคาดหมายที่ส่งผลลบรุนแรงต่อตลาดหุ้นไทย)
กลยุทธ์ แนะนำสะสมหุ้นกลุ่มถัดไปที่จะได้อานิสงส์ จากการฟื้นฟูโรงงานหลังสงคราม, พลังงานทดแทน, นิคมอุตสาหกรรมจากการต่อยอดธุรกิจที่เชื่อมโยงการดึงเม็ดเงินลงทุน เมื่อแกนโลกด้านความมั่นคงพลังงาน, อุตสาหกรรม AI ดาต้าเซ็นเตอร์ หมุนออกจากตะวันออกกลาง และหุ้นปัจจัย4
ส่วนการเล่นสั้นแนะนำหุ้นที่ลงแรงตรงๆ เพราะวิกฤตขณะที่ราคาหุ้นมีความหวังจะกลับขึ้นไปที่จุดเดิมก่อนวิกฤต ด้วยเหตุผล สถานการณ์ที่คลี่คลาย (เฉพาะในช่วงนี้)
กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร
วิเคราะห์ทางเทคนิค ภาพรวม: SET Index กำลังส่งสัญญาณการสิ้นสุดรอบขาลงและเข้าสู่จุดเริ่มต้นของรอบการฟื้นตัวที่แข็งแกร่ง!
โครงสร้างราคา: "Double Bottom" (รูปแบบ W-Shape) ย้อนหลังในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา SET Index ได้ลงไปทดสอบ low บริเวณ 1,330 - 1,340 จุด ถึงสองครั้งแล้วไม่หลุด เป็นหนึ่งในสัญญาณ Reversal ที่ทรงพลังที่สุด
MACD: กราฟสวย บ่งชี้เทรนด์ขาขึ้น แม่นยำ! เนื่องจาก 1) อยู่เหนือเส้น 0 และ 2) ตัดผ่านเส้น signal line
Target: ตามทฤษฎี ระยะการขึ้นของ Double Bottom จะเท่ากับความลึกของฐาน ดังนั้นเป้าฯแรกที่ 1,520 และถัดไป 1,550 จุด
แนวรับสำคัญ: 1,450 จุด (โซนที่ดัชนีพิสูจน์แล้วว่าเหนียวแน่น)
กลยุทธ์ทางเทคนิค: โดยเน้นหุ้นพื้นฐานดี กำไรดี และ ปันผลสูง เช่น GULF, WHA, TRUE (ถูกทางซื้อต่อ) เพิ่มเติม DELTA & KTC เมื่อ "ความแรง" มาเจอกับ "ความเก๋า"…แผน เทรดอยู่ในหน้าถัดไป
สรุป: SET Index: สัญญาณ "Double Bottom" มาตามนัด & แม่นยำ... จบฐานเตี้ย เตรียมเกียร์ว่างวิ่งยาว!
What to watch คลังเข็น พ.ร.ก. กู้ 1.5 แสนล้านพยุงกองทุนน้ำมัน-เพิ่มเงินบัตรคนจนเข้า ครม. 11 เม.ย.นี้
7 มาตรการเร่งด่วนบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันแพงและค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยเฉพาะมาตรการเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกเดือนละ 100 บาท เป็น 400 บาท ซึ่งในส่วนนี้จะใช้งบประมาณ 1.3 พันล้านบาท และมาตรการดูแลระบบขนส่ง โดยช่วยเหลือกลุ่มรถบรรทุก รถโดยสาร และมอเตอร์ไซด์รับจ้าง วงเงิน 1.6 พันล้านบาท ทั้งสองมาตรการมีระยะเวลาดำเนินการ 30 วัน
เสนอออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ วงเงิน 1.5 แสนล้านบาทให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ตอนนี้กองทุนน้ำมันฯ ติดลบแล้วราว 5 หมื่นล้านบาท ดังนั้น จะมีช่องว่างเหลืออีก 1 แสนล้านบาท
โครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 น่าจะเสนอให้ที่ประชุม ครม. พิจารณาได้เร็วสุดภายในวันที่ 21 เม.ย.69
ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพี (AFP) 7 เม.ย. โดยประกาศว่าสหรัฐฯ ได้รับชัยชนะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หลังบรรลุข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์กับอิหร่าน และระบุเพิ่มเติมว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ได้รับข้อเสนอ 10 ประการจากอิหร่าน ซึ่งเขามองว่าเป็นกรอบพื้นฐานที่พอจะนำมาเจรจากันได้
หุ้นแนะนำวันนี้
SCC
ความเสี่ยงขาดวัตถุดิบเพื่อการผลิตเริ่มลดลง เมื่อความเสี่ยงขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีแนวโน้มบรรเทา ขณะที่ราคาหุ้น SCC ร่วงแรงรับข่าวลบ คาดราคายังมีโอกาสกลับขึ้นไปที่จุดเดิมก่อนเกิดวิกฤตสงครามฯ
แนวรับ 206 ต้าน 220 Stop loss 200
รายงานพื้นฐานวันนี้
ICT
TRUE นำการเติบโตใน 1Q26
ธุรกิจมือถือ ARPU ยังแข็งแรงหนุนโดยอุปสงค์การท่องเที่ยวและการแข่งขันด้านราคาที่สมเหตุสมผลมากขึ้น เราประเมิน ARPU สำหรับ ADVANC ที่ 239 บาท (+5% YoY, ทรงตัว QoQ) ขณะที่ TRUE อยู่ที่ 224 บาท (+5% YoY, ทรงตัว QoQ) ด้านฐานลูกค้า TRUE เริ่มรักษาระดับได้ที่ราว 48.2 ล้านเลขหมาย หลังจากก่อนหน้าลดลงต่อเนื่อง ในธุรกิจ fixed broadband ADVANC ยังคงมีความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง โดย ARPU อยู่ที่ 532 บาท (+3% YoY) จากกลยุทธ์ bundle ระดับพรีเมียม เช่น EPL packages ขณะที่ TRUE อยู่ที่ราว 500 บาท (ทรงตัว YoY/QoQ) ขณะที่ฐานลูกค้า ADVANC อยู่ที่ 5.18 ล้านราย เทียบกับ TRUE ที่ 3.27 ล้านราย
สำหรับกำไร 1Q26 คาดว่า ADVANC จะยังเติบโตได้ดีที่ 1.3 หมื่นล้านบาท (+22% YoY แต่ -9% QoQ) ขณะที่ TRUE คาดกำไรหลักที่ 6.3 พันล้านบาท (+48% YoY และ +6% QoQ) จากการลดต้นทุนต่อเนื่อง ทั้ง network OPEX และค่าใช้จ่ายด้านคลื่นความถี่ สำหรับ THCOM ภาพระยะสั้นยังอ่อนตัวจากการเลื่อนรับรู้รายได้โครงการ โดยการฟื้นตัวยังขึ้นอยู่กับ USO Phase 3 และโอกาส ใน LEO satellite
ใน 2Q26 อุตสาหกรรมอาจเผชิญปัจจัยด้านฤดูกาลจากการท่องเที่ยวที่ชะลอ แต่แรงกดดันด้านต้นทุนยังจำกัด โดยค่าไฟปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยจาก 3.88 เป็น 3.95 บาท/หน่วย (+2% QoQ) และเนื่องจากค่าไฟคิดเป็นเพียง ~5% ของต้นทุนรวม จึงกระทบกำไรเพียงราว 0.5% เท่านั้น
Investment action: เราชอบ TRUE มากที่สุดในกลุ่ม
CPALL
ซีพี ออลล์
กำไรยังคาดเติบโตดี
เราคาดกำไรหลัก 1Q26 อยู่ที่ 8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% YoY และ 10% QoQ หนุนโดย 7-Eleven โดย SSSG กลับมาเป็นบวกที่ราว 1% (จาก -2.5% ใน 4Q25) และ GM ขยายตัว 20bps YoY จาก product mix ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอาหารพร้อมทาน (RTE) และเครื่องดื่ม คาดยอดขายรวมอยู่ที่ 2.58 แสนล้านบาท (+5% YoY, +2% QoQ) ได้แรงหนุนจาก SSSG ของทั้ง 7-Eleven และ makro ขณะที่ Lotus’s ยังทรงตัว อย่างไรก็ตาม GM อาจอ่อนตัวเล็กน้อยมาอยู่ที่ 22.7% (จาก 22.8% ในปีก่อน) เนื่องจาก margin ที่อ่อนลงของ CPAXT ซึ่งคาดกำไรจะลดลง 9% YoY ในไตรมาสนี้ หากตัด CPAXT ออก ธุรกิจร้านสะดวกซื้อจะเติบโตแข็งแรงถึง +10% YoY และ +15% QoQ โดย traffic เพิ่มขึ้นเป็น 975 คน/สาขา/วัน (จาก 963 ในปีก่อน) จากอากาศที่ร้อนขึ้น ขณะที่ ticket size ทรงตัวที่ 88 บาท
มองไปข้างหน้าใน 2Q26 แม้ CPALL จะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น โดยต้นทุนขนส่งคิดเป็น 1.5–2% ของรายได้ และทุกการเพิ่มขึ้นของราคาดีเซล 10 บาท/ลิตร อาจกระทบกำไรปี 2026 ราว 2.6% ในกรณีที่ไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนได้ แต่บริษัทมีแนวโน้มบริหารต้นทุนได้ดีผ่านมาตรการต่าง ๆ ขณะเดียวกันฝั่งรายได้ยังมีแรงหนุนจากอากาศร้อนและการทยอยปรับราคาสินค้า ทำให้ SSSG มีแนวโน้มเร่งตัวต่อจาก 1Q26 และช่วย offset แรงกดดันด้านต้นทุน ส่งผลให้กำไรยังเติบโต YoY
Investment action: CPALL ยังคงเป็นหนึ่งใน top pick ของกลุ่ม
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน