แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ Sentiment ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัว สวนทางตลาดหุ้นไทย
KEY FINDINGS:
สหรัฐฯ: ดัชนี S&P 500 เคลื่อนไหวในกรอบไซด์เวย์ ก่อนจะปรับตัวลงในปลายสัปดาห์ ตามพัฒนาการของข่าวสงคราม ขณะที่เครื่องมือวัดภาวะอารมณ์ตลาดเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวเล็กน้อย โดยดัชนี Fear & Greed Index ขยับขึ้นจาก 17 จุดสู่ 18 จุด แม้ยังคงอยู่ในโซน Extreme Fear ส่วนผลสำรวจ AAII ก็สะท้อนว่าช่องว่างระหว่างมุมมองฝั่งบวกและฝั่งลบปรับดีขึ้น
ไทย: ดัชนี SET เคลื่อนไหวผันผวน แต่ยังปรับขึ้น 1.8% WoW อย่างไรก็ตาม BLS Greed & Fear Barometer กลับลดลงเล็กน้อยจาก 45 จุดสู่ 43 จุด ส่งผลให้ดัชนีกลับเข้าสู่โซน Fear อีกครั้ง หลังยืนอยู่ในโซน Neutral ได้เพียงหนึ่งสัปดาห์
US MARKET SENTIMENT TRACKER:
ดัชนี S&P 500 ยังคงแกว่งตัวในกรอบไซด์เวย์ก่อนจะปรับตัวลงในปลายสัปดาห์ ตามพัฒนาการของสงคราม แต่สัญญาณจาก Sentiment Indicator เริ่มปรับดีขึ้นเล็กน้อย โดยดัชนี CNN Fear & Greed ขยับขึ้นจาก 17 จุดสู่ 18 จุด แม้ยังคงอยู่ในโซน Extreme Fear ก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนการฟื้นตัวมาจาก Put/Call Ratio ที่ลดลงอย่างรวดเร็วจาก 0.90 สู่ 0.74 สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มคลายการถือสถานะป้องกันความเสี่ยงฝั่งขาลงของตลาด
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวดังกล่าวยังถูกจำกัดจากองค์ประกอบด้าน Market Breadth ที่ยังอ่อนแอและปรับตัวลงต่อเนื่อง จึงทำให้มาตรวัด CNN Fear & Greed ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้แรงนัก
ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับผลสำรวจความเชื่อมั่นนักลงทุนของ AAII ซึ่งสะท้อนว่ามุมมองเชิงบวกต่อตลาดในช่วง 6 เดือนข้างหน้าเริ่มดีขึ้น โดยสัดส่วนผู้ตอบแบบสอบถามที่มีมุมมอง Bullish เพิ่มขึ้นจาก 30.4% เป็น 32.1% แม้ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 37.5% ขณะที่สัดส่วนฝั่ง Bearish ลดลงจาก 52.0% เหลือ 49.8% แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 31.0% ส่งผลให้ Bull-Bear Spread ปรับดีขึ้น 3.9% จาก -21.6% สู่ -17.7%
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังไม่ได้กลับเข้าสู่ภาวะเชื่อมั่นเชิงบวกอย่างเต็มรูปแบบ แต่เริ่มมีสัญญาณว่าความกลัวกำลังค่อย ๆ ลดระดับลง ซึ่งถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า
THAI MARKET SENTIMENT TRACKER:
สำหรับตลาดหุ้นไทย แม้ดัชนี SET จะยังปรับขึ้นได้ 1.8% WoW แต่บรรยากาศการลงทุนโดยรวมยังคงเปราะบาง โดย BLS Greed & Fear Barometer ปรับลดลงเล็กน้อยจาก 45 จุดสู่ 43 จุด ทำให้ดัชนีกลับเข้าสู่โซน Fear อีกครั้ง หลังจากเพิ่งยืนอยู่ในโซน Neutral ได้เพียงหนึ่งสัปดาห์
แรงกดดันสำคัญที่ฉุดให้มาตรวัดอ่อนแอลงมาจากความผันผวนของตลาดที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับ Market Breadth ที่เริ่มแผ่วลง จึงสะท้อนว่าแม้ดัชนีจะยังประคองตัวได้ในเชิงราคา แต่ภาวะอารมณ์ของตลาดยังไม่ได้แข็งแรงมากพอจะทำให้การปรับตัวขึ้นของตลาดเกิดความต่อเนื่อง
IMPLICATION:
ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเผชิญความผันผวนจากพัฒนาการของสงครามเป็นหลัก อย่างไรก็ดี การที่ดัชนี CNN Fear & Greed เริ่มฟื้นตัวได้เป็นครั้งแรกในรอบ 4 สัปดาห์ แม้ยังอยู่ในโซน Extreme Fear ก็ถือเป็นสัญญาณเชิงบวก นอกจากนี้ การที่ Market Breadth เริ่มมีสัญญาณกระเตื้องขึ้นระหว่างสัปดาห์ สะท้อนว่าแรงขายเริ่มแคบลง ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของรอบฟื้นตัวในตลาดหุ้นสหรัฐฯ
สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทย แม้ Sentiment Indicator จะอ่อนแรงลงบ้างตามความผันผวนที่เพิ่มขึ้น แต่ในภาพรวมยังไม่ปรากฏสัญญาณความอ่อนแออย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากดัชนียังคงรักษาระดับเหนือเส้นค่าเฉลี่ย EMA 20 วันได้ ประกอบกับดัชนี Momentum ที่เริ่มฟื้นตัวเหนือเส้น Zero Line ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ภาพรวมของ SET Index จึงมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในลักษณะ Cautious Optimistic หรือการฟื้นตัวอย่างระมัดระวังในระยะสั้น
สรุปภาพตลาดวานนี้ หุ้นไทยร่วงทิศทางเดียวกับภูมิภาค จากขายทำกำไรกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก และคอมเมิร์ช ไอซีที สนามบิน-สายการบิน ขณะทีแรงซื้อกลับมาที่พลังงาน PTTEP PTT PTTGC OR PTG IRPC และหุ้นบวกเด่นอื่นๆ TFG CFARM เป็นต้น
แนวโน้มตลาดวันนี้ มาตรการ “บรรเทา” น้ำมันแพง
สุดสัปดาห์นี้เรากลับมุมมอง ที่เคยกลัวภาพจำ “หุ้นตกวันจันทร์” เลยชิงขายก่อนวันศุกร์ค่อยมาช้อนหุ้นวันจันทร์ จากสภาวการณ์ที่ไม่แน่นอนจาก ภัยสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่รบกวนตลาดหุ้นมาตลอด 4 สัปดาห์
เพราะรอบนี้เราเริ่มเห็นจุดที่ต่างไปจาก 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา หากตรวจจับพัฒนาการตลอดเวลาที่ผ่านมา ที่เริ่มจากการโจมตีจุดยุทธศาสตร์สำคัญของสงครามจากทั้งสองฝ่าย และลุกลามไปยังโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในกลุ่มอาหรับ ซึ่งมีความรุนแรงขั้นสุด และกระทบต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่อุปทานพลังงาน แต่จากนี้ไปคาดว่าจะเริ่มบรรเทาความรุนแรงลง 1.การโจมตีจุดยุทธศาสตร์ทางสงครามของสองฝ่ายเริ่มลดลง เราเห็นว่า สหรัฐฯบรรลุเป้าหมายแรกในการกำจัดอดีตผู้นำอิหร่านแล้ว ส่วนการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มอาหรับหลังจากนี้ เรายังมองไม่เห็นประโยชน์ต่อการสร้างความได้เปรียบ ในแง่ยุทธศาสตร์ทางสงคราม
2. เราจับสัญญาณตลาดหุ้นไทยที่ตั้งหลักรับกับสถานการณ์ได้ดีขึ้นตามลำดับ
3. Keywords สำคัญ (เช่น เจรจา, ลดการโจมตี, หยุดยิงชั่วคราว) ที่ใช้ในการประเมินอารมณ์ตลาด เราเห็นกระแสที่เป็นบวกมากขึ้น
นอกจากปัจจัยต่างประเทศ เรามองเห็นโอกาสที่หุ้นไทยจะเล่นดักเม็ดเงินลงทุนที่จะไหลเข้ากลุ่มหุ้นที่ ได้รับประโยชน์มาตรการบรรเทาผลกระทบน้ำมันแพงต่อเศรษฐกิจ เช่น ชดเชยค่า K ตามจริงให้กลุ่มรับเหมา, การลดภาษีสรรพสามิตเพื่อ บรรเทาผลกระทบน้ำมันแพงในระยะสั้น เป็นต้น
แถมด้วยหุ้นที่เรามองเป็นบวกจาก การที่รัฐดำเนินมาตรการลักษณะไม่แทรกแซงกลไกราคา เช่น ค่าการกลั่น ค่าการตลาด และโอกาสที่จะเห็นการปรับขึ้นค่าไฟ เพื่อสะท้อนกลไกราคาที่แท้จริง เป็นต้น
กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร
วิเคราะห์ทางเทคนิค SET Index "ย่อเพื่อขึ้นต่อ" หรือ "จบรอบขาขึ้น" โดยเราจะใช้มุมมอง Elliott Wave และการวางกรอบแนวรับ-แนวต้านมาตัดสินกันครับ
จากการนับคลื่นในช่วงที่ผ่านมา ดัชนีอยู่ในโครงสร้าง Impulse Wave 5 ซึ่งเป็นคลื่นสุดท้ายของวัฏจักรขาขึ้น Condition: ล่าสุดดัชนีลงมาพักตัว แต่ไม่หลุดแนวรับบริเวณ 1,425 - 1,430 จุด (ซึ่งเป็นโซน Gap เดิมและเส้น EMA 10&25 วัน) แล้วสามารถประคองตัวได้ จับตา Signal: RSI ก็ไม่ทำจุดต่ำสุด ขณะที่ Volume ในช่วงพักตัวเบาบางลง บ่งบอกว่าเป็นเพียงการ Healthy Correction ย่อเพื่อไปต่อ // Key driver: Fund Flow เม็ดเงินยังคงไหลเข้าหุ้นกลุ่ม Big Cap (เช่นกลุ่มธนาคาร KTB ที่จ่อ New High, TOP & GULF บวกสวน, PTTGC & IVL ดูจะกดไม่ลง)
Breadth: ตลาดไม่ได้ลงทุกตัว แต่เป็นการสลับกลุ่มเล่น (Sector Rotation) เช่นหุ้น WHA, GUNKUL, BTG บวกปิดสวย)
สรุป: ใน Wave 5 ความกลัวมักจะมาพร้อมกับโอกาสเสมอ ตราบใดที่ดัชนีไม่หลุด 1,400 จุด (แนวรับย่อย 1,420) แผนหลักคือการเล่นเกาะเทรนด์ขึ้นต่อไป
What to watch
บอร์ด กกพ. ประชุม 25 มี.ค. เคาะค่าไฟงวดใหม่ 3.95-4.59 บาท มอง Downside จำกัด ต่อราคาหุ้นโรงไฟฟ้า
ครม.นัดพิเศษผ่าน 7 มาตรการบรรเทาผลกระทบน้ำมันแพง สั่งคลังเดินหน้าหั่นภาษีสรรพสามิต 1. ให้กระทรวงคลังไปพิจารณาการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตว่าจะมีแนวทางอย่างไร อัตราเท่าไหร่ 2. การดูแลกลุ่มเปราะบางผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วยการเติมเงินเพิ่มให้เบื้องต้น 100 บาท/คน/เดือน จากเดิมให้วงเงิน 300 บาท เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ 3. อุดหนุนกลุ่มขนส่ง รถโดยสารสาธารณะ รถบรรทุกสินค้า รถขนส่งขนาดเล็ก และ รถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง จะเน้นตามการใช้จ่ายจริงด้วยการติดตามผ่านระบบ GPS 4. ภาคเกษตร จะมีโครงการธงเขียวบัตรดินดี เพื่อลดต้นทุนให้เกษตรกร สนับสนุนการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เป็นทางเลือก 5. กลุ่มประมง สนับสนุนการใช้ B20 6. กลุ่มก่อสร้าง จะชดเชยค่า k รวมทั้งขยายเวลาตรวจรับงานเป็นรายกรณีให้สอดคล้องตามความเป็นจริง 7. การช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ผ่านธนาคารออกมสินที่จะออกสินเชื่อ Soft Loan วงเงิน 10,000 ล้านบาท
ต่างชาติเที่ยวไทยแล้ว 8.5 ล้านคน สัปดาห์ล่าสุด นทท.มาเลย์พุ่ง 74% หลังจบเทศกาลถือศีลอด สัปดาห์ที่ผ่านมา (16-22 มี.ค.) นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยเพิ่มขึ้นมากกว่า 15% จากการออกเดินทางท่องเที่ยวของชาวมุสลิมทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย และภูมิภาคตะวันออกกลาง อาทิ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หลังสิ้นสุดเทศกาลถือศีลอด (วันอีดิ้ลฟิตริ)
หุ้นแนะนำวันนี้
SCC ราคาหุ้นมีแนวโน้มจะกลับขึ้นไปสู่จุดเริ่มต้น ก่อนเกิดสงคราม เราคาดสถานการณ์ขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิต ค่อยๆกลับสู่ภาวะปกติ และเป็นหุ้นเล่นตรงข้ามกับต้นทุนน้ำมันดิบ
แนวรับ 190 ต้าน 200 Stop loss 185
รายงานพื้นฐานวันนี้
Energy Sector
ราคาพลังงานจะยังคงสูงยาว หากผลของสงครามยืดเยื้อ
ราคาพลังงานเข้าสู่ช่วงขาขึ้นจากปัญหา supply ในตะวันออกกลาง โดยการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและ LNG ราว 20% ของโลก ทำให้ปริมาณพลังงานในตลาดลดลงอย่างมีนัยสำคัญโดยราคาน้ำมันดิบ Dubai เพิ่มขึ้นราว 33% สู่ ~95 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่ LNG เพิ่มขึ้น ~96% สู่ 21 ดอลลาร์/MMBtu สะท้อนภาวะ supply ตึงตัวที่ชัดเจน
ฝั่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (crack spread) ปรับขึ้นแรง โดย diesel เพิ่มขึ้น 191% สู่ 63 ดอลลาร์/บาร์เรล และ jet fuel เพิ่มขึ้น 113% สู่ 48 ดอลลาร์/บาร์เรล จาก supply ที่ตึงตัว อย่างไรก็ตาม gasoline ถูกกดดันจากต้นทุนน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นเร็ว ทำให้ spread พลิกเป็น -11 ดอลลาร์/บาร์เรล จากเดิม +11 ดอลลาร์/บาร์เรล สะท้อนว่า margin ของโรงกลั่นจะขึ้นอยู่กับโครงสร้างผลิตภัณฑ์ แต่มีโอกาสขยายต่อหาก supply ขาด
ราคาพลังงานที่สูงขึ้นยังทำให้เกิดการเปลี่ยนไปใช้ถ่านหินมากขึ้น (demand migration) โดยราคาถ่านหิน Newcastle ปรับขึ้นแล้วราว 20% ในช่วง 3 สัปดาห์ ขณะที่ราคาก๊าซมีแนวโน้มปรับขึ้นตาม LNG จากความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน (capacity LNG บางส่วนหายไป ~17%) ทำให้ supply ฟื้นตัวช้าและราคามีแนวโน้มสูงต่อเนื่อง
หากสงครามยืดเยื้อมากกว่า 6 สัปดาห์ อาจเห็น upside ต่อกำไรปี 2026 จากกรณีฐาน ของหุ้นกลุ่มพลังงานตั้งแต่ +13% ถึง +711% และในกรณีรุนแรงอาจสูงถึง +56% ถึง +1,513% สะท้อน leverage ของกำไรต่อราคาพลังงานที่สูงมากในรอบนี้ ขณะที่ OR (รวมทั้งกลุ่มปั้มน้ำมัน) จะกลับมี downside โดยกำไรอาจลดลงราว -14% ถึง -25% จาก marketing margin ที่อาจถูกกดดัน
Fundamental view: ราคาพลังงานมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องอีกหลายเดือน แม้สถานการณ์คลี่คลาย เนื่องจาก supply ต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว ส่งผลให้กำไรปี 2026 ของกลุ่มพลังงานมี upside ชัดเจน จึงปรับคำแนะนำกลุ่มขึ้นเป็น “เท่ากับตลาด” โดยชอบกลุ่มโรงกลั่น (SPRC, TOP) จากส่วนต่างราคาที่ขยายตัว ขณะที่เชิง tactical แนะนำ BANPU และ PTTEP จากอานิสงส์ราคาพลังงาน แต่ในระยะยาวราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวลงเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย เนื่องจาก supply น้ำมันดิบมีแนวโน้มเติบโตเร็วกว่าการขยายตัวของอุปสงค์
Tourism Sector
สงครามกดดันกลุ่มท่องเที่ยว เริ่มส่งสัญญาณลบ
ภาพรวมการท่องเที่ยวยัง “ดูดี แต่เริ่มมีสัญญาณลบ” โดย 1Q26 นักท่องเที่ยวลดลงเพียง -2% YoY และเดือน มี.ค. ยังเติบโต +4% YoY ขณะที่ RevPar ทรงตัว YoY และจำนวนผู้โดยสารของ AOT ยังเพิ่ม +8.1% YoY สะท้อนว่าผลกระทบยังไม่เกิดทันที อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสัญญาณอ่อนตัวในตลาดระยะไกล โดย Maldives ลดลง ~20% YoY ในมี.ค. บ่งชี้ว่า demand กำลังชะลอใต้ผิว
ความเสี่ยงจะชัดขึ้นใน 2Q26 โดย booking โรงแรมอ่อนตัว และ RevPar เดือนเม.ย. เริ่มติดลบ YoY แม้ฐานต่ำ ปัจจัยหลักมาจากเที่ยวบินที่ถูกรบกวน ค่าโดยสารที่สูงขึ้น และความกังวลด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวระยะไกล ในกรณีเลวร้าย หากนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางหายไป ~1 ล้านคน และนักท่องเที่ยวยุโรป/สหรัฐ ลดลง 30% ใน 2Q–3Q จะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งปีเหลือ 30 ล้านคน (-8.5% YoY) จากกรณีฐาน 34 ล้านคน (+3% YoY)
ผลกระทบต่อกำไรของ AOT มีความเสี่ยงกำไรลด ~20% จากความอ่อนไหวต่อจำนวนผู้โดยสารและรายได้ดิวตี้ฟรี ขณะที่กลุ่มโรงแรมได้รับผลกระทบแตกต่างกัน โดย CENTEL คาดกำไรลด 20%, ERW ลด 12%, AWC ลด 10% ตามสัดส่วนของโรงแรมในไทยและเมืองท่องเที่ยวหลัก ขณะที่ MINT กระทบน้อยสุด (8%) จากฐานรายได้ยุโรปที่แข็งแรง (ลูกค้าภายในยุโรปมากกว่า 70%) และมีการล็อกต้นทุนพลังงานไว้แล้วมากกว่า 70% อีกทั้ง RevPar 1Q26 ยังเติบโต (ยุโรป +8%, ไทย +15%, Maldives +8%)
Fundamental view: กลุ่มท่องเที่ยวกำลังเข้าสู่ช่วง “ชะลอ” แม้ 1Q26 ยังแข็งแกร่ง แต่ downside จะเริ่มชัดใน 2Q–3Q26 โดยเฉพาะนักท่องเที่ยว long-haul ทำให้ MINT เด่นสุดจากการกระจายรายได้และความสามารถในการควบคุมต้นทุน ขณะที่หุ้นที่พึ่งพาตลาดในไทยเป็นหลักจะถูกกดดันมากกว่า
BTG (Idea)
เบทาโกร
ช่วงเวลาของหมู “เด้ง” แบบพรีเมี่ยม
เราแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” หุ้น BTG ราคาเป้าหมาย 24.50 บาท มองปัจัยบวก 4 ด้าน
1) โครงสร้างธุรกิจดีขึ้น: เดินหน้าขยายไปสู่สินค้า premium ซึ่งมี GM สูงกว่าเดิมเกือบ 2 เท่า โดยสัดส่วนรายได้ premium เพิ่มเป็น 57% ในปี 2025 และคาดแตะ ~60% ในปี 2026 หนุนโดยเนื้อ แปรรูป, อาหารสัตว์เลี้ยง และการส่งออก สะท้อนคุณภาพกำไรที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน เห็นได้จากกำไร 2H25 ที่ยังทรงตัว ~1.1 พันล้านบาท/ไตรมาส แม้ราคาหมูต่ำกว่าจุดคุ้มทุนบางช่วง
2) ราคาเนื้อสัตว์เป็นรอบขาขึ้น หนุนกำไรระยะสั้น: ราคาหมูปรับขึ้นแรงจาก 55 บาท/กก. ในก.พ. เป็น 67–70 บาท/กก. และมีราคาอ้างอิงที่ 72 บาท/กก. สะท้อน upside จาก supply ตึงตัว ฤดูร้อน และ demand ส่งออก โดยไทยเริ่มส่งออกหมูไปมาเลเซียใน 2Q26 ซึ่ง BTG เป็น 1 ใน 3 ผู้ได้รับอนุญาต ขณะที่ราคาสัตว์ปีกปรับขึ้นต่อเนื่องตาม demand และการส่งออก โดยเฉพาะยุโรปและเอเชีย ทำให้คาดกำไร 1Q26 จะฟื้น QoQ และต่อเนื่องไป 2Q26 แม้ YoY อาจยังอ่อนแต่สะท้อนไปในราคาแล้ว
3) แรงกดดันต้นทุน ยังบริหารได้: แม้มีแรงกดดันต้นทุนใน 2Q26 แต่ BTG ได้ล็อกวัตถุดิบถึง พ.ค. 2026 และกระจายแหล่งจัดซื้ออย่างต่อเนื่อง ขณะที่โครงสร้างอุตสาหกรรมเอื้อให้ราคาเนื้อสัตว์ทรงตัวสูง โดย BTG มีจุดคุ้มทุนหมูที่ ~60 บาท/กก. ต่ำกว่ารายย่อยที่ 65–70 บาท/กก. ทำให้ supply ในตลาดถูกจำกัดและช่วยพยุงราคา อีกทั้งสินค้าอาหารยังสามารถปรับราคาขายได้บางส่วน ช่วยลดผลกระทบต่อ GM
4) โอกาส Re-rate valuation: BTG เป็นหุ้นที่มีทั้ง defensive ระยะสั้นจากรอบราคาเนื้อสัตว์ขึ้น และ upside ระยะยาวจากโครงสร้างธุรกิจใหม่ แต่ปัจจุบันซื้อขายที่ PER เพียง 8x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอดีตที่ 12x และกลุ่มที่ ~10x จึงมีโอกาส re-rate ขึ้นสู่ PER 9x หนุนราคาเป้าหมายใหม่ที่ 24.5 บาท (เดิม 20.5 บาท)
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน