Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.เอเซีย พลัส : บทวิเคราะห์ภาวะตลาดหุ้นรายวัน

117

 

สงครามรีรอ จะจบก็ไม่จบ
HORIZON MARKET VIEW
• สงครามสหรัฐฯ – อิหร่านมีแนวโน้มยืดเยื้อมากกว่า 1 เดือน หลัง ปธน.ทรัมป์ เลื่อนเส้นตายในการสั่งโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านออกไปอีก 10 วัน เป็นวันที่ 6 เม.ย. 69 (ขยายเวลาครั้งที่ 2) พร้อมกับกล่าวว่าปฏิบัติการทางทหารจะใช้เวลาราว 4–6 สัปดาห์
• ในแง่มุมของตลาดหุ้นโลกยังคงผันผวน โดยวานนี้สหรัฐฯ และยุโรป -1.0% ถึง -2.4%ส่วนเช้านี้เกาหลีใต้ -3.2% และญี่ปุ่น -1.9% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ BRENT ยังยืนเหนือ100 ดอลลาร์ ซึ่ง BLOOMBERG ประเมินความยืดเยื้อของสงครามที่ยาวนานขึ้น อาจดันราคาน้ำมันดิบ BRENT ทะลุ 150 ดอลลาร์ภายในเดือน มิ.ย. 69 (จุดเดือดของราคาน้ำมันในช่วง 2Q69)
• กรณีสงครามซัดเศรษฐกิจโลกเต็มแรง: OECD คาดเงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่ง 4.2%


REGION RADAR
• APPLE INC.(FV : $298.00)รุกหนักด้าน APPLE INTELLIGENCEทั้งใน AIRPODS MAX 2 และ SIRI ในรูปแบบ AI AGENT เต็มตัวจับตาการเปิดตัวฟีเจอร์ AI ชุดใหญ่ในงาน WWDC 2026 (8-12 มิ.ย.69)
• NETFLIX(FV : $114.00) ประกาศปรับขึ้นราคาค่าสมาชิก ทุกระดับในสหรัฐฯ (เพิ่มขึ้น $1-$2) ตาม CONTENT ที่มีมากขึ้น ทั้งด้านLIVE EVENTS-SPORTS อีกทั้งรายได้โฆษณาในปีนี้ จ่อโตเท่าตัวสู่ระดับ $3 BILLION


THAI FOCUS
• ADB คาดว่าหากวิกฤตลากยาวเกิน 1 ปี GDP ของเอเชีย-แปซิฟิกอาจลดลง 1.3% ในปี 2569-70 อัตราเงินเฟ้ออาจสูงขึ้นถึง 3.2% ตามราคาน้ำมันอาเซียนที่วิกฤตพุ่งขึ้นกว่า30% ในแต่ละประเทศ
• มาตรการด่วนของรัฐบาลไทย คือ ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง เพื่อลดราคาหน้าปั๊มโดยตรง ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งทำให้รายได้รัฐลดลงอย่างมีนัยฯ เนื่องด้วยภาษีสรรพสามิตเป็นรายได้หลักอันดับ 2 ของรัฐบาล จึงทำให้เงินงบประมาณที่จะนำไปพัฒนาประเทศหรือทำสวัสดิการอื่นๆ ลดน้อยลงในอนาคต


SYNAPSE STRATEGY
• สงครามจะจบก็ไม่จบ ปธน. สหรัฐยืดเวลาโจมตีอิหร่านออกไปอีก 10วัน ยิ่งยืดนานต้นทุนพลังงานยิ่งไหลเข้าเงินเฟ้อ กดดันเศรษฐกิจ และอาจกระทบตลาดหุ้นเหมือนช่วง 2Q22 หลังเกิดสงครามรัสเซียยูเครน หุ้นโลกลง -16% VS หุ้นไทยลง -7.5%
• ช่วงเวลานั้น กลุ่ม COMMODITY แกร่งกว่าตลาด ส่วนกลุ่มCONSUMPTION ย่อแรง จึงแนะนำเก็งกำไรหุ้นมีโอกาสแกร่งกว่าตลาดในช่วงนั้น TFG, GFPT, SPRC, BANPU, PTTEP, BCP,CPF, OR, IVLเป็นต้น

HORIZON MARKET VIEW
สงครามยิ่งยืด (ถ้าไม่จบ) ยิ่งเจ็บ
สงครามสหรัฐฯ – อิหร่านมีแนวโน้มยืดเยื้อมากกว่า 1 เดือน หลัง ปธน.ทรัมป์ เลื่อนเส้นตายในการสั่งโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านออกไปอีก 10 วัน เป็นวันที่ 6 เม.ย. 69 (ขยายเวลาครั้งที่ 2) พร้อมกับกล่าวว่าปฏิบัติการทางทหารจะใช้เวลาราว4–6 สัปดาห์ในแง่มุมของตลาดหุ้นโลกยังคงผันผวน โดยวานนี้สหรัฐฯ และยุโรป -1.0% ถึง -2.4% ส่วนเช้านี้เกาหลีใต้ -3.2%และญี่ปุ่น -1.9% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ BRENT ยังยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ ซึ่ง BLOOMBERG ประเมินความยืดเยื้อของสงครามที่ยาวนานขึ้น อาจดันราคาน้ำมันดิบ BRENT ทะลุ 150 ดอลลาร์ภายในเดือน มิ.ย. 69 (จุดเดือดของราคาน้ำมันในช่วง 2Q69)


ด้านผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก กรณีสงครามซัดเต็มแรง OECD คาดเงินเฟ้อเฉลี่ยของกลุ่ม G-20 ในปีนี้จะพุ่งเป็น 4.0% (เดิม 2.8%) และคาดเงินเฟ้อสหรัฐฯ พุ่ง 4.2% (เดิม 3.0%) พร้อมกับมองว่าแนวโน้มทิศทางดอกเบี้ยของประเทศต่างๆ จะเข้มงวดมากขึ้น ขณะที่ FED อาจคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% ตลอดช่วงปี 2569-70


REGION RADAR
APPLE และ NETFLIX ยังน่าลงทุนอยู่หรือไม่ ในภาวะปัจจุบัน
ในสภาวะตลาดปี 2026 ที่มีความผันผวนจากปัจจัยสงครามตะวันออกกลางและการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AIอย่างเต็มตัว ทั้ง AAPL และ NFLX เป็นหุ้นกลุ่ม QUALITY GROWTH ที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง เหมาะสำหรับเป็นแกนหลักของพอร์ต แต่ควรเน้นซื้อลงทุนจังหวะ BUY ON DIP เมื่อราคาอ่อนตัวจากข่าวลบระยะสั้น เนื่องด้วย VALUATION อย่าง PE ที่อาจดูสูงกว่าอุตสาหกรรม(30-40 เท่า) เพื่อแสดงถึงจุดยืนในความ PREMIUM เหนือคู่แข่ง โดยมีรายละเอียดที่ควรทราบ ดังนี้APPLE (FV @ $298.00) ผลประกอบการไตรมาส 1/2026 (สิ้นสุด ธ.ค. 2025) ทำสถิติใหม่ด้วยรายได้$143.8 BILLION (+16% YOY) โดยได้แรงหนุนหลักจากยอดขาย IPHONE 17 และรายได้จากSERVICES ที่ทำ ALL-TIME HIGH โดยล่าสุด APPLE เริ่มรุกหนักในด้าน APPLE INTELLIGENCE มีการเปิดตัว AIRPODS MAX 2 ที่รองรับฟีเจอร์ AI และกำลังทดสอบแอป SIRI รูปแบบใหม่ที่เป็น AI AGENTอย่างเต็มตัว รวมถึงเพิ่งเปิดตัวแพลตฟอร์ม APPLE BUSINESS สำหรับบริหารจัดการอุปกรณ์ในองค์กร และประกาศจัดงาน WWDC 2026 ในวันที่ 8-12 มิ.ย.69 ซึ่งคาดว่าจะมีการเปิดตัวฟีเจอร์ AI ชุดใหญ่

NETFLIX (FV @ $114.00) เพิ่งประกาศปรับขึ้นราคาค่าสมาชิก ทุกระดับในสหรัฐฯ (เพิ่มขึ้น $1-$2) ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าสะท้อนถึง PRICING POWER ที่แข็งแกร่ง คาดรายได้จากโฆษณาในปี 2026 จะโตขึ้นเท่าตัวเป็น $3 BILLION กลายเป็น NEW S-CURVE หลักของบริษัท โดยตั้งเป้า CONTENT BUDGETสูงถึง $20 BILLION ในปีนี้ เน้นไปที่LIVE EVENTS และรายการกีฬามากขึ้นเพื่อดึงดูดฐานผู้ใช้เดิม 325ล้านราย อีกทั้งการออกจากดีลควบรวมบางอย่าง (เช่น WBD) ทำให้บริษัทมีงบในการซื้อหุ้นคืน (SHAREBUYBACK) มากขึ้นในอนาคต


THAI FOCUS
วิกฤตน้ำมันแพง รัฐบาลไทยงัด 7 มาตรการสู้ แต่ขยับได้ยากกว่าที่คิด
ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หากความปั่นป่วนในตลาดพลังงานยืดเยื้อนานกว่า 1 ปี ทาง ADBคาดการณ์ว่าอาจทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย-แปซิฟิกลดลงมากถึง1.3% ในช่วงปี 2569-70 และอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้น 3.2% ซึ่งจะเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ และFUND FLOW ในอนาคตอันใกล้ โดยราคาน้ำมันในแถบอาเซียนปรับขึ้นอย่างร้อยแรง เริ่มจากสิงคโปร์ ที่ราคาน้ำมันเบนซินอยู่ที่ 87 บาท/ลิตร ส่วนดีเซลทะลุ 100 บาท/ลิตร ตามด้วยสาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ไทยซึ่งล้วนแล้วแต่เพิ่มขึ้นจากฐานเดิมกว่า 30% ซึ่งกระทบค่าครองชีพภายในประเทศเต็มๆเมื่อน้ำมันแพง ข้าวของก็เตรียมขึ้นราคา รัฐบาล (โดยกระทรวงการคลัง, คมนาคม และพาณิชย์) จึงต้องรีบคลอด 7 มาตรการเร่งด่วนมาช่วยพยุงประชาชนและภาคธุรกิจ โดยสรุปเบื้องต้น ดังนี้


1. ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน : ยอมลดรายได้ของรัฐ เพื่อกดราคาน้ำมันหน้าปั๊มลง
2. เติมเงินบัตรคนจน : เพิ่มเงินให้ผู้มีรายได้น้อยเอาไปช่วยจ่ายค่าก๊าซหุงต้มหรือค่าเดินทาง
3. ชดเชยค่า K :ช่วยเหลือผู้รับเหมาก่อสร้างของรัฐ ไม่ให้ทิ้งงานเพราะต้นทุนพุ่ง
4. ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (SOFT LOAN) : ให้เงินหมุนเวียนกับธุรกิจที่กำลังแย่
5. โอนเงินช่วยค่าเดินทาง:จ่ายผ่านพร้อมเพย์ให้กลุ่มเป้าหมาย (เช่น แท็กซี่ หรือวินมอเตอร์ไซค์)
6. จัดหาปุ๋ยราคาถูก :ช่วยเกษตรกรที่โดนต้นทุนปุ๋ยแพง (เพราะปุ๋ยหลายชนิดมาจากปิโตรเคมี)
7. ดันน้ำมัน B20 : หนุนให้รถบรรทุกใช้น้ำมันดีเซล B20 ในราคาที่ถูกกว่าปกติ

การที่รัฐบาลใช้มาตรการข้อ 1 คือ การลดภาษีน้ำมัน เพื่อช่วยประชาชน แปลว่ารัฐบาลกำลังยอมเสียรายได้ของประเทศไปบางส่วน สังเกตได้จากรายได้รัฐบาลในช่วง 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค.- ม.ค.) อยู่ที่ 1.03 ล้านล้านบาท มาจากกรมสรรพากร (63.60%) ซึ่งก็มาจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาภาษีบริษัท และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามมาด้วยกรมสรรพสามิต (18.42%) จากสินค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น เหล้า บุหรี่ รถยนต์และน้ำมัน จึงทำให้รัฐบาลปัจจุบันตัดสินใจได้ยากลำบาก เพราะถ้าไม่ลดภาษี คนก็อยู่ไม่ได้ ข้าวของจะแพงขึ้น แต่พอลดภาษี รัฐก็จะมีเงินไปพัฒนาประเทศหรือทำสวัสดิการด้านอื่นๆ น้อยลงล่าสุดเองกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณามาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน โดยจะกำหนดทั้งอัตราการลด และ ระยะเวลาให้เหมาะสม ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) และให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบข้อกฎหมาย ทั้งนี้ หากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติ มาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มปรับลดลงทันที สอดคล้องกับภาษีที่ปรับลดลงจากระดับปัจจุบันที่จัดเก็บอยู่ราว 5–6 บาทต่อลิตร อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเชิงนโยบายยังมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะในประเด็นขนาดของการลดภาษีว่าจะปรับลดเต็มจำนวนทั้งก้อน หรือเป็นเพียงการลดบางส่วนเพื่อช่วยพยุงราคาจึงยังเป็นประเด็นที่ต้องรอข้อสรุปที่ชัดเจนของนโยบาย

ส่วนผลกระทบของราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นต่อบริษัทจดทะเบียนในมุมรายอุตสาหกรรม มีรายละเอียดดังนี้ (PART 2)

กลุ่มเครื่องดื่ม : ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบด้านลบในแง่ของ 1) ต้นทุนการผลิตและบรรจุภัณฑ์ที่สูงขึ้น ในส่วนของต้นทุนเม็ดพลาสติก (ICHI, COCOCO, SAPPE) และก๊าซธรรมชาติที่ใช้เป็นแหล่งพลังงานในการผลิตขวดแก้ว (CBG, OSP) ปัจจุบันบริษัทส่วนใหญ่มีการล๊อคราคาวัตถุดิบไปจนถึงช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย. ซึ่งต้องมีการหารือร่วมกับ SUPPLIER อีกทีหากราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงยาวนาน 2) ในด้านการขนส่งมีสัดส่วนไม่สูงเทียบกับต้นทุนรวมราว 2%-3% 3) ผลทางอ้อมจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่อ่อนแอลง โดยน่าจะส่งผลกับ CBG และ OSP มากกว่าหุ้นอื่น เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคหลักเป็นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อสภาพเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ยังคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ (คนละครึ่งพลัสเฟส 2) มาช่วยลดทอนผลกระทบ โดยเราคาด CBG จะได้รับผลบวกมากสุดตามสัดส่วนรายได้จากช่องทางร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมที่สูงเกือบ 80% ของยอดขายรวม

กลุ่มพัฒนาที่อยู่อาศัย : ราคาน้ำมันไม่กระทบโดยตรงต่อต้นทุนกลุ่มฯ เนื่องจากต้นทุนหลักเป็นค่าที่ดินแต่จะส่งผลทางอ้อมต่อราคาวัสดุก่อสร้าง (ต้นทุนก่อสร้างรวมกันคิดเป็น 25-30% ของต้นทุนโครงการ)ที่มีโอกาสปรับขึ้นตามราคาน้ำมัน โดยเฉพาะสำหรับการพัฒนาโครงการใหม่ ซึ่งจะถูกส่งผ่านไปยังราคาขายใหม่ตามต้นทุนใหม่ ขณะที่โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ปกติกลุ่มคอนโดฯ มีการกำหนดต้นทุนเรียบร้อยและบางบริษัททำสัญญาผู้รับเหมาแบบ TURNKEY โดยผู้รับเหมาเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองโดยมองผลกระทบที่น่ากังวลต่อกลุ่มฯ มากสุด คือเรื่องกำลังซื้อที่อ่อนแอ จะมีผลเชิงลบต่อยอดขายและโอนฯ


กลุ่มเกษตรอาหาร : ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ไม่กระทบตรงต่อต้นทุนกลุ่มฯ เนื่องจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่ง คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 5% ของต้นทุนรวม และการขนส่งส่วนใหญ่อยู่ในรูป FOB ขณะที่ผลกระทบทางอ้อมจะมาในรูปแบบต้นทุนผลิตที่สูงขึ้นตามราคาวัตถุดิบ แต่คาดผลักต้นทุนส่วนเพิ่มไปสู่ผู้บริโภคได้

กลุ่มโรงไฟฟ้า : ไม่ได้รับผลกระทบจากราคาขายปลีกน้ำมันที่ปรับขึ้น

กลุ่มพลังงาน : การปรับเพิ่มราคาขายน้ำมันด้วยการลดเงินอุดหนุนกองทุนน้ำมัน ในเชิงกลไกจะเป็นเพียงการส่งผ่านเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ซึ่งไม่ส่งผลโดยตรงต่อค่าการตลาดของผู้ประกอบการธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน (PTG, OR) อย่างไรก็ตาม คาดยังถือเป็น SENTIMENT บวกในมุมของทิศทางราคาน้ำมันขาขึ้น จะทำให้กลุ่มผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันจะมีกำไรสต็อกน้ำมัน รวมทั้งความคาดหวังว่าหากรัฐฯลดการตรึงราคาอาจช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้น, ส่วนธุรกิจโรงกลั่น(TOP, BCP) ไม่กระทบ เพราะกำไรมาจากค่าการกลั่น ซึ่งไม่ได้คำนวนมาจากราคาขายปลีกน้ำมัน

SYNAPSE STRATEGY
หาหุ้นแข็งแกร่ง ในยามสงครามยืด
สงครามจะจบก็ไม่จบ ปธน. สหรัฐยืดเวลาโจมตีอิหร่านออกไปอีก 10 วัน ยิ่งยืดนานต้นทุนพลังงานยิ่งไหลเข้าเงินเฟ้อ กดดันเศรษฐกิจ และอาจกระทบตลาดหุ้นเหมือนช่วง 2Q22 หลังเกิดสงครามรัสเซีย- ยูเครนหุ้นโลกลง -16% VS หุ้นไทยลง -7.5%


ช่วงเวลานั้นตลาดหุ้นไทยได้แรงหนุนจาก 2 ส่วน คือ FUND FLOW ที่การไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องพร้อมกับกำไรบริษัทจดทะเบียนช่วง 1H22 เติบโตดีท่ามกลางสงครามรัสเซีย – ยูเครน +26%HOH และ8.5%YOY แรงหนุนกำไรมาจากกลุ่ม ENERGY และ PETRO เป็นหลักในมุมผลตอบแทนตลาดหุ้น ช่วง 2Q22 พบว่า กลุ่ม COMMODITY แกร่งกว่าตลาด อาทิ FOOD,CONMAT, PETRO, ENERG ส่วนกลุ่ม CONSUMPTION ย่อแรง อาทิ MEDIA, FIN, COMM

 

ดังนั้นปัจจุบันจึงแนะนำถือเงินสดบางส่วน 30% -50% เพื่อลดความผันผวนแรงของพอร์ต แนะนำเก็งกำไรหุ้นมีโอกาสแกร่งกว่าตลาดในช่วงนั้น TFG 56%, GFPT 33%, SPRC 25%, BANPU 15%, PTTEP11%, BCP 5%, CPF 8%, OR 2%, IVL 1% สวนทางกับ SET ที่ -7.5%

 

จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์

ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985

สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้