Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.ทิสโก้ : ITC ปรับคำแนะนำเป็น “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 17 บาท

48

 

Company Note
i-Tail Corporation

Demand อาหารสัตว์เลี้ยงยังแข็งแกร่ง หนุนปรับคำแนะนำเป็น “ซื้อ

เราได้ปรับคำแนะนำเป็น “ซื้อ” จากเดิม “ถือ” ภายหลังราคาหุ้นปรับตัวลดลงประมาณ 17% ภายในระยะเวลา 1 เดือน ซึ่งเรามองว่าเป็นการปรับตัวลงที่มากเกินไปเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน โดยแรงกดดันหลักมาจากความกังวลของนักลงทุนต่อสถานการณ์สงครามที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออก ทั้งในด้านค่าระวางเรือ ต้นทุนพลังงาน และแรงกดดันเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม จากการประเมินเชิงลึก เราเห็นว่าผลกระทบดังกล่าวมีแนวโน้มจำกัด เนื่องจากอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงยังคงมี demand ที่แข็งแกร่งและมีลักษณะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความจำเป็น (non-discretionary)

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังมีการปรับกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่ม mid-price ซึ่งสามารถตอบสนองผู้บริโภคในภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนได้ดีขึ้น อีกทั้งเรามองว่าบริษัทมีศักยภาพในการบริหารจัดการต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ในระดับหนึ่ง ส่งผลให้แนวโน้มผลประกอบการยังคงแข็งแกร่ง โดยในช่วง 1Q26F ที่คาดว่าจะเห็นการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญจากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นของคู่ค้า

คาดกำไร 1Q26F เติบโตแข็งแกร่ง YoY และทรงตัว QoQ

เราประเมินว่ากำไรสุทธิใน 1Q26F จะอยู่ที่ประมาณ 813 ล้านบาท เติบโต 20% YoY และ 3% QoQ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการเติบโตของรายได้ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 18% YoY และ 5% QoQ การเติบโตดังกล่าวมาจากทั้งการเปิดตัวสินค้าใหม่ (New Product Launch) และการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายในกลุ่มสินค้าระดับ mid-price ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการของตลาดโลกในปัจจุบัน ส่งผลให้บริษัทสามารถขยายฐานลูกค้าได้ทั้งในกลุ่มลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ ขณะที่ในด้านความสามารถในการทำกำไร เราคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) อาจปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากผลของ product mix ที่เปลี่ยนไป รวมถึงแรงกดดันจากต้นทุนบางส่วน อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) มีแนวโน้มทรงตัวใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า ทำให้ภาพรวมกำไรยังคงเติบโต

ต้นทุนขนส่งมีแรงกดดันจำกัด มองผลกระทบเชิงตัวเลขยังอยู่ในกรอบบริหารได้

แม้ว่าสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะสร้างความกังวลต่อระบบโลจิสติกส์โลก แต่ข้อมูลเชิงปริมาณสะท้อนว่าผลกระทบต่ออุปทานตู้คอนเทนเนอร์ยังอยู่ในระดับจำกัด โดยปัจจุบันมีเรือที่ได้รับผลกระทบประมาณ 130 ลำ คิดเป็นราว 443,550 TEU หรือเพียง ~1% ของกองตู้โลก และแม้รวมผลกระทบทางอ้อมทั้งหมด จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2 ล้าน TEU หรือราว 6% ของอุปทานรวม เท่านั้น ขณะที่ก่อนเกิดเหตุการณ์ ตลาดตู้คอนเทนเนอร์อยู่ในภาวะ Overcapacity โดยคาดว่าอุปทานส่วนเกินในปี 2026 จะอยู่ที่ประมาณ 5% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 11–22% ในช่วงปี 2027–2028 สะท้อนว่าระบบยังมี buffer รองรับความผันผวนได้

ในด้านค่าระวางเรือ เส้นทางหลักไปสหรัฐฯ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 5–8% นับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับวิกฤตรอบก่อน ๆ และยังไม่รวมค่าใช้จ่ายพิเศษ (Surcharge) ที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน เช่น Emergency Bunker Surcharge (300–600 USD/ตู้) หรือ Emergency Fuel Surcharge (ประมาณ 45–210 USD/ตู้ ขึ้นอยู่กับขนาดและประเภทตู้) ซึ่งแม้จะเป็นแรงกดดันเพิ่มเติม แต่ยังอยู่ในกรอบที่บริหารจัดการได้


ผลกระทบต่อบริษัทประเมินว่าค่อนข้างจำกัด เนื่องจากโครงสร้างการขายกว่า 80% เป็นแบบ FOB (Free on Board) ซึ่งผู้ซื้อเป็นผู้รับภาระค่าขนส่ง ขณะที่อีก 20% เป็นแบบ CNF ที่บริษัทรับภาระค่าขนส่งเอง ทำให้ sensitivity ต่อการเปลี่ยนแปลงค่าระวางอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ สัดส่วนรายได้จากตลาดตะวันออกกลางซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเรียกเก็บ surcharge สูง ยังมีเพียง <1% ของรายได้รวม จึงไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาพรวม ดังนั้น แม้ต้นทุนพลังงานมีแนวโน้มเป็นปัจจัยหลักที่อาจผลักดันค่าระวางเรือในระยะสั้น แต่ด้วยโครงสร้างอุตสาหกรรมที่ยังมีอุปทานส่วนเกิน ประกอบกับโครงสร้างรายได้ของบริษัทที่สามารถส่งผ่านต้นทุนได้ส่วนใหญ่ ทำให้เรามองว่าแรงกดดันด้านต้นทุนขนส่งยังอยู่ในระดับจำกัดและบริหารจัดการได้” และไม่กระทบต่อแนวโน้มการเติบโตในภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญ

ปรับประมาณการสะท้อนต้นทุนบรรจุภัณฑ์ แต่ยังเห็นการเติบโตต่อเนื่อง

เราปรับลดประมาณการกำไรในปี 2026–2027 ลงเล็กน้อยที่ 7% และ 6% ตามลำดับ เพื่อสะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน โดยเฉพาะต้นทุนถุงฟอยล์ (Retort Pouch) และบรรจุภัณฑ์กระป๋อง ซึ่งรวมกันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของต้นทุนรวม อย่างไรก็ตาม แม้จะมีแรงกดดันด้านต้นทุน บริษัทได้มีการบริหารจัดการความเสี่ยงผ่านการล็อคราคาวัตถุดิบล่วงหน้าในบางส่วน และมีการทบทวนราคาเป็นระยะทุก 3 เดือน นอกจากนี้ บริษัทสามารถทยอยปรับราคาขายเพื่อสะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกับคู่ค้าได้บางส่วน ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่ออัตรากำไร ในด้านรายได้ เรายังคงประมาณการเดิม โดยได้รับแรงหนุนหลักจากตลาดสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 10% จากการปรับ product mix ที่มีประสิทธิภาพ แม้ราคาเฉลี่ยต่อหน่วย (ASP) จะลดลง ขณะที่ตลาดยุโรปและเอเชียคาดเติบโตในระดับ 5% ตามภาวะเศรษฐกิจ

โครงการ Tailwind หนุนประสิทธิภาพระยะยาว

โครงการ Tailwind ซึ่งเป็นโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงปลายไตรมาส 1 ถึงต้นไตรมาส 2 ของปี 2027 โดยในปี 2026F ผลกระทบสุทธิของโครงการจะอยู่ในระดับสมดุล เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับที่ปรึกษายังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับผลประโยชน์ที่ได้รับ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป คาดว่าบริษัทจะเริ่มรับรู้ประโยชน์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่ปรึกษาจะหมดลง ขณะที่การประหยัดต้นทุน (Cost Saving) จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการผลิต (Manufacturing Efficiency) และการจัดซื้อ (Procurement Optimization) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ในระยะยาว

คงมุมมองเชิงบวก มี Upside น่าสนใจ

เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการเติบโตของบริษัทในระยะกลางถึงระยะยาว และได้ปรับคำแนะนำเป็น “ซื้อ” โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 17 บาท อิงจาก Forward PER ที่ 17 เท่า ซึ่งสะท้อนศักยภาพการเติบโตในอนาคต ปัจจุบันหุ้นซื้อขายที่ระดับ PER26F เพียง 13 เท่า ซึ่งยังมีส่วนลดเมื่อเทียบกับมูลค่าที่เหมาะสม นอกจากนี้ คาดว่าจะให้ Dividend Yield ที่น่าสนใจราว 6.2% และมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งในรูปแบบ Net Cash อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามยังคงเป็นภาวะเศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัว และความผันผวนของค่าเงินบาท ซึ่งอาจส่งผลต่อผลประกอบการในระยะถัดไป

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

SCC-TOP ค้ำ SET By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เช้าวันนี้ ตลาดหุ้นไทย อยู่ในอาการพักตัว ปรับฐาน ตามตลาดต่างประเทศ....

NAM ปลื้ม "เซอร์วิโซฯ" ร่วมกับ "รพ.พริ้นซ์ มุกดาหาร" คว้า CSSA Gold Awards 2026 ตอกย้ำมาตรฐานงานปราศจากเชื้อ!

NAM ปลื้ม "เซอร์วิโซฯ" ร่วมกับ "รพ.พริ้นซ์ มุกดาหาร" คว้า CSSA Gold Awards 2026 ตอกย้ำมาตรฐานงานปราศจากเชื้อ!

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้