Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

24

 


Wealth Insight Special เหตุใดสงครามสหรัฐฯ–อิหร่านจึงมีแนวโน้มไม่ยืดเยื้อ
-Highlights
-การประเมินว่าสงครามสหรัฐฯ–อิหร่านอาจจบการรบหลักภายในประมาณ 6 สัปดาห์ ตั้งอยู่บนสมมติฐานของสงครามสมัยใหม่ที่เน้นใช้เทคโนโลยีขั้นสูง การครองความเหนือกว่าทางอากาศ และการทำลายระบบบัญชาการของฝ่ายตรงข้ามตั้งแต่ช่วงต้นของความขัดแย้ง แนวคิดนี้สอดคล้องกับบทเรียนจาก Operation Desert Storm ปี 1991 ซึ่งการโจมตีทางอากาศอย่างเข้มข้นสามารถทำลายศักยภาพการรบของฝ่ายตรงข้าม ก่อนปิดฉากสงครามได้อย่างรวดเร็ว
-ความแตกต่างด้านศักยภาพทางทหารระหว่างสองประเทศมีนัยสำคัญ สหรัฐฯ มีงบประมาณกลาโหมมากกว่าอิหร่านเกือบ 40 เท่า อีกทั้งยังมีความได้เปรียบด้านเทคโนโลยี พร้อมฝูงบินรบ Stealth รุ่นที่ 5 และกองทัพเรือที่สามารถปฏิบัติการทั่วโลก ทำให้สามารถโจมตีเป้าหมายยุทธศาสตร์ได้อย่างแม่นยำโดยไม่จำเป็นต้องยกพลขึ้นบก
-แม้อิหร่านจะมีข้อได้เปรียบในสงครามแบบอสมมาตรผ่านขีปนาวุธ โดรน และเครือข่าย proxy militia ในภูมิภาค แต่กลยุทธ์ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงเสียดทานและยืดเยื้อ มากกว่าจะพลิกผลลัพธ์ของสงครามตามแบบ
-การจำลองสถานการณ์แบบ Monte Carlo ชี้ว่า การรบที่มีความเข้มข้นสูงมีแนวโน้มอยู่ในช่วง 4–8 สัปดาห์ และมีโอกาส 96.1% ที่การรบหลักจะจบภายใน 6 สัปดาห์ ภายใต้เงื่อนไขว่าสหรัฐฯ สามารถรักษาความเหนือกว่าทางอากาศได้อย่างเด็ดขาด และเน้นเป้าหมายจำกัดที่การทำลายโครงสร้างทหารมากกว่าการเข้ายึดครองประเทศ
(โปรดติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในรายงานฉบับเต็ม คลิก)


สรุปภาพตลาดวานนี้ สุดสัปดาห์ที่แล้ว SET ย่อไม่แรง แม้จะมีการขาย DELTA GULF AOT ออกมา แต่แรงซื้อใน PTTGC HANA SPRC BCP แรงสู้ได้ และเด้งแรงอื่นๆ STA STGT THCOM จะสังเกตุว่า หุ้นหลายตัวที่ลงไปแรงก่อนหน้า เริ่มเดินทางกลับแล้ว


แนวโน้มตลาดวันนี้ หมุนเข้าหุ้น Local play
สัปดาห์ที่แล้วหุ้นไทยเผชิญแรงขายตะหนก จากภัยสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน จนต้องใช้มาตรการ Circuit break ก่อนจะตั้งหลักได้บ้างแต่ยังคงมีความเสี่ยงผันผวนจากสถานการณ์ต่อเนื่อง ที่อาจสร้างแรงกดดันระยะสั้น เช่น การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบทะลุ 90 เหรียญ-ผลต่อเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ, การเร่งไถ่ถอนเงินสด!?
นอกเหนือจากประเด็นสงครามที่เราต้อง ติดตามพัฒนาการต่างๆ เพื่อหาจุดสมดุลใหม่ของตลาดหุ้นไทยแล้ว ยังมีประเด็นปลีกย่อยอื่นๆ เพิ่มเติมความเสี่ยงระหว่างนี้ เช่น แรงขายหุ้นไทย และ TFEX จากฝั่งนักลงทุนต่างชาติ, กองทุน Private credit อาจสร้างความวิตก เมื่อ Blackrock, Blackstone, Blue Owl Capital เผชิญคำขอถอนเงินสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จน Blackrock ต้องจำกัดการถอนเงิน ขณะที่ Blue Owl หยุดให้ไถ่ถอน
และเหตุการณ์นี้ได้สร้างความกังวลต่อบริษัท Private Credit รายอื่นเช่น KKR, Apollo Global Mgt. Carlyle Group, Ares Mgt. ฯลฯ และเรายังไม่แน่ใจว่าสภาพคล่องเหล่านี้ที่ขาดมือ จะเป็นตัวแปรของสัญญาณอะไรบางอย่างหรือไม่ (หรือจะผ่านไปได้แบบไม่มีอะไร) ด้วยอุตสาหกรรมนี้มีมูลค่าประมาณ 1.8 ล้าน ล้าน เหรียญ หากเกิดภาวะ Bank Run อย่างคาดไม่ถึงด้วยสาเหตุอะไรบางอย่าง อาจกลายเป็น โศกนาฏกรรมทางการเงิน ที่เหนือความคาดหมาย... (หลายสื่อเริ่มเชื่อมโยงกับเหตุการณ์สงคราม เมื่อมหาเศรษฐีตะวันออกกลาง แห่ถอนเงินสดเงินลงทุน ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าไม่น่าเกี่ยว แต่เรายังไม่อาจจะตัดประเด็นนี้ออกจากความคิดเห็นส่วนตัว)
พอร์ตกลยุทธ์จึงต้องปรับหน้าหุ้นให้ สอดคล้องกับสถานการณ์ เช่น หันมาเก็บหุ้น Valued, หุ้น Local play ที่หลบจากแรงขาย นักลงทุนต่างชาติ และ กองทุนฯได้บ้าง, ถือหุ้นพลังงาน ปิโตรเคมี ไว้ก่อนเพื่อ Hedging กับราคาน้ำมันจากภัยสงคราม และยังกันเงินสดไว้ 20-30% เผื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน


กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร


วิเคราะห์ทางเทคนิค วิเคราะห์ SET Index:
1.Pattern ผันผวน & พยายามกลับมายืนเหนือ 1,400 จุด โดยมีแนวต้านระยะสั้นที่ EMA 25 วัน บริเวณ 1,420 จุด
2.Momentum RSI คลายตัวลงมาอยู่ที่ระดับ Neutral Zone หลังจากที่ก่อนหน้านี้อาจจะตึงตัว
3. Volume ตลาดหนาแน่น แรงขายสลับเป็นฝั่ง Foreign net sell สวนทางสถาบันในประเทศเริ่มกลับลำซื้อ
4. นับคลื่น (Elliott Wave) โครงสร้างหลัก "Impulse Wave 4" (คลื่นปรับฐานใหญ่) รอขึ้น “Wave 5” แต่โครงสร้างย่อย การรีบาวด์ระยะสั้น "Corrective Wave b" ซึ่งเป็นการเด้งเพื่อลงต่อในขา c ของคลื่น 4
สรุปภาพรวม: SET Index กำลังอยู่ในจุดตัดสินใจสำคัญ (Inflection Point) หากผ่านแนวต้าน 1,420 จุด ไปได้ จะเป็นการปลดล็อคภาพระยะสั้นและมีเป้าหมายถัดไปที่ 1,450 จุด
Stop Loss: หากดัชนีปิดหลุด 1,380 จุด ควรหยุดความเสี่ยงทันที เพราะภาพจะเปลี่ยนเป็นขาลงตามกรอบเดิม

 

What to watch
การเมืองในประเทศ: การจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลคู่ขนานไปกับการรับรองผลเลือกตั้ง สส.
อิหร่านประกาศไม่ยิงขีปนาวุธใส่ประเทศเพื่อนบ้าน หากไม่ถูกโจมตีก่อน มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน กล่าวว่า อิหร่านได้ตัดสินใจว่าจะไม่โจมตีหรือยิงขีปนาวุธใส่เป้าหมายในประเทศเพื่อนบ้านอีกต่อไป เว้นแต่จะถูกโจมตีจากประเทศเหล่านั้นก่อน
โดยย้ำว่า การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้น โดยสภาผู้นำชั่วคราวของอิหร่าน และได้แจ้งให้กองทัพอิหร่านรับทราบแล้ว
ซาอุฯ เดินเกมการทูตกับอิหร่าน หวังสกัดสงครามตะวันออกกลางลุกลาม ซาอุดีอาระเบียได้เพิ่มความพยายามติดต่อโดยตรงกับอิหร่าน เพื่อพยายามควบคุมสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่กำลังก่อให้เกิดความปั่นป่วนและสร้างแรงกดดันต่อตลาดการเงินโลก


หุ้นแนะนำวันนี้
TFG หุ้น Valued ที่ PE (Trailing) เพียง 4.7 เท่า Div. yield 11.47% กำไร 2025 7.4 พันล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ราคาหุ้นลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ (ปี 2022 Top form กำไร 5 พันลบ.)
แนวรับ 5.9 ต้าน 6.8 Stop loss 5.5

 

 

 

รายงานพื้นฐานวันนี้

PTTGC
พีทีที โกลบอล เคมิคอล
ทำไมถึงได้อานิสงส์บวก หากเกิดวิกฤตขาด Naphtha
การปิด ช่องแคบฮอร์มุซ จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและ LNG ราว 20% ของอุปทานโลก ทำให้ราคาน้ำมันและผลิตภัณฑ์พลังงานปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อ PTTGC ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากบริษัทนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเพียง 5–10% ของวัตถุดิบทั้งหมด โดยส่วนใหญ่มาจาก สหรัฐฯ แอฟริกา และเอเชีย และกลุ่ม PTT สามารถจัดหาน้ำมันจากภูมิภาคอื่นมาทดแทนได้ ขณะเดียวกันภาวะอุปทานตึงตัวจะหนุน crack spreads ของผลิตภัณฑ์ และ GRM ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งช่วยชดเชยต้นทุนน้ำมันและค่าระวางที่เพิ่มขึ้นได้
ในด้านธุรกิจปิโตรเคมี PTTGC อยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบ เนื่องจากมี โครงสร้างต้นทุนที่หลากหลายและเน้นแบบ gas-based เป็นหลัก โดยใน 4Q25 วัตถุดิบหลักราว 85% มาจากก๊าซ (Ethane และ LPG) ขณะที่ Naphtha สามารถผลิตได้จากโรงกลั่นและโรงงานอะโรเมติกส์ของบริษัทเอง ทำให้การขาดแคลน Naphtha ในตลาดมีผลกระทบจำกัด ในทางกลับกัน การหยุดเดินเครื่องของโรงงาน cracker หลายแห่งในเอเชียและตะวันออกกลางจากปัญหาวัตถุดิบ ทำให้อุปทานเคมีลดลงและช่วยดัน ราคาและสเปรดของผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น โดยเราประเมินว่า margin ของ gas-based cracker ของ PTTGC ปรับเพิ่มขึ้นราว 150 ดอลลาร์ต่อตัน ในภาวะที่ต้นทุน Naphtha สูง
ราคาหุ้น PTTGC ปรับขึ้นแล้วราว 19% ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา หลังจากคำแนะนำเชิงกลยุทธ์ไปก่อนหน้า (ตั้งแต่ 8 ม.ค.) อย่างไรก็ตาม เรามองว่าบริษัทมีความได้เปรียบจากโครงสร้างต้นทุนดังกล่าว เมื่อเทียบกับผู้ผลิตปิโตรเคมีรายอื่น จึงยังมีโอกาส re-rating valuation ต่อเนื่องไปได้อีก
Fundamental view: เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ PTTGC พร้อมปรับราคาเป้าหมายสิ้นปี 2026 ขึ้นเป็น 30 บาท อิง PBV 0.5 เท่า (จากเดิม 0.4 เท่า) ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 1.0 เท่า ราว -1.5SD สะท้อนโอกาสการฟื้นตัวของกำไรและความได้เปรียบดังกล่าว

 


SCC
ปูนซิเมนต์ไทย
ช่องแคบฮอร์มุซปิด กดดันต้นทุน
การปิด ช่องแคบฮอร์มุซ จากความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและ LNG ราว 20% ของอุปทานโลก ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันและวัตถุดิบปิโตรเคมีหยุดชะงัก และทำให้ราคา feedstock ปรับตัวสูงขึ้น โดยธุรกิจเคมีของ SCC ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากใช้ Naphtha เป็นวัตถุดิบหลัก และมีการนำเข้าจากตะวันออกกลางราว 50% (ส่วนใหญ่จากคูเวตและซาอุดีอาระเบีย) ซึ่งต้องผ่านช่องแคบดังกล่าว
ผลจากการขาดแคลน Naphtha ทำให้ SCC ประกาศ force majeure (หยุดจากเหตุสุดวิสัย) เมื่อวันที่ 6 มี.ค. ที่โรงงาน Rayong Olefins (ROC) กำลังการผลิต Ethylene 0.8 ล้านตันต่อปี และ Propylene 0.4 ล้านตันต่อปี โดยเราประเมินแบบ conservative ว่าหากช่องแคบฮอร์มุซยังปิดต่อเนื่องถึงสิ้นเดือน มี.ค. โรงงาน ROC จะหยุดเดินเครื่องราว 8 สัปดาห์ และอาจต้องขยายผลไปยังโรงงาน Map Ta Phut Olefins (MOC) และ Long Son Petrochemical (LSP) ตั้งแต่กลางเดือน เม.ย. ซึ่งจะทำให้สองโรงงานหลังหยุดราว 4 สัปดาห์
จากความเสี่ยงดังกล่าว เราปรับลดประมาณการ กำไรสุทธิปี 2026 ลง 21% เหลือ 8,747 ล้านบาท และจากการวิเคราะห์ความอ่อนไหว (Sensitivities Analysis) พบว่าหากการหยุดผลิตของ ROC, MOC และ LSP ยืดเยื้อ ทุก 1 สัปดาห์ จะกดกำไรสุทธิปี 2026 ให้ลดลงอีกประมาณ 6% เราจึงปรับคำแนะนำลงเป็น ขาย (จาก ซื้อ) และให้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2026 ที่ 170 บาท (อิง PBV 0.6 เท่า ใกล้ระดับที่ SCC เคยซื้อขายในช่วงสงครามการค้ารุนแรง)
ในด้านต้นทุน แม้สงครามทำให้ราคาถ่านหินและค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้น แต่ผลกระทบต่อ SCC คาดว่าจะ จำกัด เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกเกือบ 50% ของเชื้อเพลิงทั้งหมด และต้นทุนค่าระวางส่วนใหญ่สามารถ ผลักภาระไปยังลูกค้าได้
Fundamental view: เราแนะนำ ขาย SCC และสลับไปลงทุน (Switching) ใน PTTGC ซึ่งมีความเสี่ยงจากการขาดแคลน Naphtha ต่ำกว่า เนื่องจากใช้ ก๊าซ (Ethane/LPG) เป็นวัตถุดิบหลักในธุรกิจโอเลฟินส์

 

 

 

HANA
ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส
กลับเข้าวัฏจักรฟื้นตัว พร้อมโอกาสใหม่จากเทคโนโลยี AI Cooling
ธุรกิจหลักของ HANA เริ่มส่งสัญญาณผ่านจุดต่ำสุดของวัฏจักรเซมิคอนดักเตอร์ โดย 4Q25 เป็นจุดต่ำสุดของรอบนี้ และเริ่มมองเห็นการฟื้นตัวของคำสั่งซื้อของลูกค้าในหลายอุตสาหกรรม สะท้อนผ่านทั้งการกลับมาสั่งของเดิม และการเพิ่มขึ้นสินค้าใหม่ ในธุรกิจ EMS (รับจ้างผลิต) ขณะที่ธุรกิจ OSAT (รับจ้างประกอบ) เริ่มเห็นการฟื้นตัวของดีมานด์จากลูกค้าหลัก และคาดว่า utilization จะเพิ่มขึ้นใน 2H26 อีกทั้งยังได้รับประโยชน์จากการย้าย supply chain ของลูกค้าญี่ปุ่นและยุโรป ส่วนธุรกิจ RFID มีโอกาสกลับมามีกำไรได้ใน 3Q26
อีกหนึ่งปัจจัยใหม่คือโอกาสในธุรกิจ AI cooling โดย HANA ได้ลงนามความร่วมมือด้านการผลิตกับ Phononic บริษัทเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ ผู้พัฒนา solid-state thermoelectric cooling สำหรับการจัดการความร้อนระดับชิป ซึ่งจะติดตั้งระบบทำความเย็นโดยตรงบน HBM (High Bandwidth Memory) และอาจขยายไปยัง GPU ในอนาคต ปัจจุบัน HANA เป็นหนึ่งในผู้ผลิตหลักสองรายของ Phononic และกำลังสร้างสายการผลิตอัตโนมัติในประเทศไทย โดยคาดว่าจะผ่านกระบวนการตรวจสอบก่อนกลางปี 2026 และเริ่มผลิตในช่วง 3Q–4Q26 ธุรกิจนี้หนุน margin จากปริมาณการผลิตที่สูงและการใช้ระบบอัตโนมัติที่ออกแบบเอง ทั้งนี้ Phononic มีมูลค่าบริษัทประมาณ 750 ล้านดอลลาร์ฯ ณ เม.ย. 2025
ในส่วนธุรกิจ PMS แม้ยังขาดทุน แต่เริ่มเห็นสัญญาณดีขึ้น โดยคาดว่าความต้องการจากลูกค้าเกาหลี (Si) จะเพิ่มขึ้นใน 3Q26 ซึ่งจะทำให้สามารถเริ่มผลิตแบบ foundry ได้ ขณะที่พันธมิตร foundry ในจีนสำหรับ SiC จะผ่านกระบวนการตรวจสอบภายใน 3Q26 ส่งผลให้ผลขาดทุนของธุรกิจนี้มีแนวโน้มลดลงในช่วง 2H26 ทั้งนี้บริษัทเตรียมเพิ่ม CAPEX ปี 2026 เป็น 1.9 พันล้านบาท จากเดิมที่เน้นแค่ตั้งรับ
Fundamental view: เราปรับคำแนะนำขึ้นเป็น ซื้อเก็งกำไร ราคาเป้าหมาย 25 บาท (อิง PER ใกล้ค่าเฉลี่ยระยะยาวราว 22 เท่า) โดยมองว่าราคาหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวตามวัฏจักรเซมิคอนดักเตอร์ อย่างไรก็ตาม การ re-rating เพิ่มเติมจะขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของการฟื้นตัวในช่วง 2Q26–2H26

Alpha Pulse

Dividend Checkpoint | โอกาสสะสมหุ้นปันผลในช่วงตลาดปรับฐาน
ความกังวลภาวะสงคราม กดดันตลาดหุ้นปรับฐาน = โอกาสหุ้นปันผล: โดย SET ที่ปรับฐานแรงราว 8% จากปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สะท้อนภาวะลดความเสี่ยงของนักลงทุน (risk-off sentiment) ในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลงของราคาหุ้นกลับเปิด “Dividend Checkpoint” อีกครั้ง หลัง อัตราเงินปันผลคาดการณ์ (dividend yield) ปี 2026 ของ SET ยังอยู่ในระดับสูงที่ 3.9% ขณะที่ดัชนีหุ้นปันผลสูง SETHD อยู่ที่ 6.1% ซึ่งใกล้เคียงระดับในช่วงวิกฤตโควิด สะท้อนความน่าสนใจของหุ้นที่ให้กระแสเงินสดสม่ำเสมอ โดยอุตสาหกรรมที่มี อัตราเงินปันผลสูง (high dividend yield) ได้แก่ ธนาคาร 6.1%, อาหาร 5.8%, อสังหาริมทรัพย์ 5.0%, พลังงาน 4.7% และสื่อสาร 4.6%
โอกาสสะสมหุ้นปันผลสูง-มีปัจจัยหนุนการฟื้นตัว-ปรับฐานไม่รุนแรงเทียบ SET แม้เผชิญภาวะสงคราม: ทยอยสะสมหุ้นปันผลสูง ที่ราคาลงไม่รุนแรงเทียบดัชนี SET แม้ในช่วงที่ตลาดเผชิญแรงขายจากความกลัวสงคราม และกำลังเข้าสู่รอบการจ่ายเงินปันผลในช่วง 1–3 เดือนข้างหน้า (ก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD) คาดฟื้นตัวเร็วหลังสงครามคลี่คลาย โดยแบ่งตัวอย่างตามเดือนที่ XD ดังนี้
XD เดือน มี.ค. เช่น กลุ่มค้าปลีกสินค้า IT อย่าง COM7 (ปันผลต่อหุ้น 1.1 บาท/ อัตราผลตอบแทนเงินปันผล 5%), ADVICE (0.185 บาท/3.4%), กลุ่มเครื่องดื่ม ICHI (0.6 บาท/ 4%),
XD เดือน เม.ย. เช่น กลุ่มธนาคาร (ทิศทาง Dividend payout ratio ขาขึ้น) KTB (2.24 บาท, 6.8%), KBANK (12 บาท, 6.3%), BBL (8 บาท, 4.7%), SCB (9.28 บาท, 6.5%), กลุ่มค้าปลีกขอใช้จำเป็น CPALL (1.65 บาท, 3.4%),
XD เดือน พ.ค. เช่น กลุ่มนิคมฯ AMATA (0.75 บาท, 4.1%), WHA (0.1438 บาท, 3.6%) กลุ่มอสังหาฯ SPALI (0.7 บาท, 4.1%)

Wealth Insights

จุดเปลี่ยนเชิงนโยบาย... รัฐบาลใหม่กับภารกิจยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย
เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะ Statistical Growth มากกว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจริง: ในช่วงปี 2024–2025 การเติบโตของ GDP ไทยหลายไตรมาสสูงกว่าดัชนีกิจกรรมเศรษฐกิจจริง (Real Activity Index: RAI) ซึ่งสะท้อนการบริโภค การจ้างงาน รายได้ครัวเรือน และสินเชื่อในระบบเศรษฐกิจ ช่องว่างดังกล่าวบ่งชี้ว่าการเติบโตของ GDP บางส่วนเกิดจากปัจจัยทางบัญชี เช่น การสะสมสินค้าคงคลังหรือการปรับบันทึกข้อมูลการค้า มากกว่าการฟื้นตัวของกิจกรรมเศรษฐกิจจริงของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ
ข้อจำกัดด้านการคลังทำให้นโยบายกระตุ้นแบบเดิมใช้ได้ยากขึ้น: ระดับหนี้สาธารณะของไทยเพิ่มขึ้นสู่ประมาณ 66% ของ GDP ขณะที่รัฐบาลยังอยู่ในภาวะขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง ส่งผลให้ Fiscal Space ลดลง นอกจากนี้ในบริบทที่หนี้ครัวเรือนยังสูงและสินเชื่อที่ถูกจัดชั้นเป็นพิเศษ (SMLs) ยังเพิ่มขึ้น มาตรการกระตุ้นฯ ก็ให้ตัวคูณทางเศรษฐกิจต่ำลง และเพียงประคองกำลังซื้อในระยะสั้นมากกว่ายาว
เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านจาก Fiscal-led growth ไปสู่ Investment-led growth: ภายใต้ข้อจำกัดของนโยบายการคลัง การเติบโตของเศรษฐกิจในช่วง 1–3 ปีข้างหน้าจำเป็นต้องพึ่งพาการลงทุนภาคเอกชนมากขึ้น เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง อุตสาหกรรมดิจิทัล พลังงานสะอาด และการท่องเที่ยวคุณภาพสูง ในบริบทดังกล่าว การดึงดูด FDI และการใช้กลไก PPP จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาโมเมนตัมการลงทุนของประเทศ
รัฐบาลใหม่ต้องสร้าง Policy Turning Point จากการกระตุ้นสั้นสู่การยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ: นโยบายเศรษฐกิจในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มเปลี่ยนจากมาตรการกระตุ้นระยะสั้นไปสู่แนวทาง Selective และ Targeted policy ที่เน้นการลงทุนเพิ่มผลิตภาพของเศรษฐกิจ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด การพัฒนาทักษะแรงงาน และการดึงดูด FDI ที่ใช้ Local content สูง ควบคู่ไปกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เช่น การลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน การเปิดตลาดใหม่ผ่าน FTA และการดึงแรงงานทักษะสูงจากต่างประเทศ
ตัวแปรชี้ขาดเศรษฐกิจไทยคือ การการลงทุนต้องเกิดจริง: หากไทยสามารถเร่งการลงทุนใหม่ให้ได้ระดับ 6 แสนล้านบาทต่อปี โดยมีสัดส่วนการใช้ปัจจัยการผลิตในประเทศ (Local Content) ไม่น้อยกว่า 40% จะช่วยหนุนให้ GDP ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ถึง 1.2% การลงทุนที่เกิดขึ้นจริงนี้จะสร้างผลกระทบเชิงบวกระลอกคลื่น (Ripple Effect) ต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเชื่อมโยงไปสู่ภาคการก่อสร้าง การผลิต การจ้างงาน และการขยายตัวของสินเชื่อ ซึ่งท้ายที่สุดจะช่วยฟื้นภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) ได้อย่างยั่งยืน

 


Econ
เงินเฟ้อทั่วไป ก.พ. หดตัว ต่ำกว่าคาด จับตาสงครามตะวันออกกลาง
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเดือนกุมภาพันธ์ 2026 หดตัวลึกขึ้นที่ -0.88% YoY ต่ำกว่าที่ตลาดคาด (Bloomberg consensus: -0.6%) และนับเป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 โดยมีแรงกดดันหลักยังมาจากราคาพลังงานและอาหารสด ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานยังขยายตัว +0.56% YoY อย่างไรก็ดี โมเมนตัมราคาสินค้าโดยรวมยังถูกจำกัดจากกำลังซื้อในประเทศที่เปราะบางและการแข่งขันเชิงโครงสร้าง และยังต้องจับตาสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด
ราคาอาหารสดและสินค้าอุปโภคยังอ่อนตัว ราคากลุ่มอาหารสดหดตัว -1.2% YoY (-1.7% MoM) จากการปรับลดลงของเนื้อสัตว์ ไข่ และผักสด ขณะที่ราคาสินค้าอุปโภค เช่น เสื้อผ้า รองเท้า และของใช้ในบ้าน ยังคงลดลงต่อเนื่อง สะท้อนการแข่งขันกับสินค้านำเข้าราคาถูกจากจีน อย่างไรก็ดี ราคาภาคบริการหลายหมวดยังขยายตัว แม้โมเมนตัมบางหมวดเริ่มชะลอลงตามกำลังซื้อที่เปราะบาง
แนวโน้มเงินเฟ้อขึ้นอยู่กับราคาพลังงานโลก ทิศทางเงินเฟ้อในระยะถัดไปขึ้นอยู่กับ สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง หากคลี่คลายภายใน 6 สัปดาห์ ผลกระทบต่อเงินเฟ้อไทยในปี 2026 จะจำกัด และยังคงประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2026 ที่ 0.1%
อย่างไรก็ตาม หากเกิดการปิดช่องแคบฮอร์มุซและราคาน้ำมันพุ่งขึ้น อาจผลักดันเงินเฟ้อไทยเพิ่มขึ้นเป็น 1.0–3.1% ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่าจะมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซนานเพียงใด ซึ่งจะเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อจากต้นทุนพลังงานในช่วงถัดไป

 

 

 

สรุปประเด็นจาก Quick take
Tourism
Tomorrowland Thailand 2026 จองเต็มแล้ว
เทศกาลดนตรีระดับโลก Tomorrowland 2026 จะจัดขึ้นที่ประเทศไทย ณ Wisdom Valley พัทยา จ.ชลบุรี ในวันที่ 11-13 ธ.ค. 2026 ได้เปิดให้จองตั๋วพร้อมแพคเกจต่างๆ ในวันที่ 7 มี.ค. 2026 และขายตั๋วเต็มไปอย่างรวดเร็ว
View from fundamental: เรามองบวกต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว หนุนทั้ง occupancy, ADR ไม่เพียงแต่ในจังหวัดชลบุรี แต่รวมถึง กรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มเดินทางมาเที่ยวไทยก่อนและหลังเข้าร่วมงาน เรามองบวกต่อ AOT, AAV, THAI, CENTEL, ERW, AWC, CPN จากการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในช่วงเวลาดังกล่าว

COM7
คอมเซเว่น
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
ธุรกิจค้าปลีก IT ตั้งเป้าเปิดสาขาเพิ่มสุทธิ 100 แห่งในปี 26 จากสิ้นปี 25 มี 1,338 แห่ง Ufund มีแผนเพิ่มช่องให้บริการไปร้านเฟรนไซส์และนอกร้าน COM7 มากขึ้น ตั้งเป้า New loan ปี 26 ที่ 6-7 พันลบ.จากปี 25 ที่ 5.7 พันลบ. ไม่กังวลหากรัฐคุมอัตราดอกเบี้ยเช่าชื้อ เพราะคิด rate ต่ำอยู่แล้ว
View from fundamental: ยอดขายสินค้า IT และพอร์ตสินเชื่อ Ufund ที่ยังโตดีจะเป็นปัจจัยสนับสนุนหลักต่อการเติบโตของกำไรหลักใน 1Q26 เราคาด +7%YoY แถมระยะสั้นกำลังจะจ่ายปันผล 1.1 บ/หุ้น (xd 10 มี.ค.) ผลกระทบชิพขาดแคลนมีน้อย เราจึงมองเป็นโอกาสในการซื้อ

BJC
เบอร์ลี่ ยุคเกอร์
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
ปี 2026 ตั้งเป้ารายได้โต 4-6% และอัตรากำไรขั้นต้นขึ้น 20-40bps ธุรกิจ BigC (65%ยอดขาย) เน้นเพิ่มความสามารถทำกำไร (ปิดสาขาที่ไม่ทำกำไร, เพิ่มส่วนผสมสินค้ามาร์จิ้นสูง) ตั้งเป้ายอดขายโต 1-2% และ GM ขึ้น 30-50bps
View from fundamental: โมเมนตั้มกำไร 1Q26 ยังถูกกดดันจาก SSS ของ BigC ยังอ่อนตัว 3-4% เพราะไม่มีมาตรการ easy e-receipt ขณะที่ดีลซื้อกิจการค้าส่งในเวียดนาม (MM) และขายที่ดินลดหนี้คาดเสร็จภายในกลางปีนี้ หนุนกำไร 2H26 ฟื้นเด่น

 

 

 

วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

คลายกังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เช้าวันนี้ หุ้นไทย ปรับตัวขึ้น ตามตลาดต่างประเทศ บน นักลงทุน คลายความกังวล เฟด.....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้