
สำนักข่าวหุ้นอินไซด์( 5 มีนาคม 2569 )---ADVANC ออกหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐ มูลค่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 31,000 ล้านบาท) ให้ผู้ลงทุนในต่างประเทศ ยอดจองซื้อเข้ามากว่า 150,000 ล้านบาท เกินกว่าจำนวนที่เสนอขายมากกว่า 5 เท่า สอดคล้องกับแผนการลงทุนและทิศทางการดำเนินธุรกิจ เผยปี 69 มีแผนลงทุนรวมประมาณ 30,000 – 35,000 ล้านบาท พร้อมเล็งลงทุนธุรกิจใหม่ ทั้ง ดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ และบริการดิจิทัล เพื่อวางรากฐานการเติบโตในระยะยาว
นายธีร์ สีอัมพรโรจน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ADVANC เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 บริษัทฯ ได้ดำเนินการออกและเสนอขายหุ้นกู้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิ ซึ่งได้เสนอขายให้กับผู้ลงทุนในต่างประเทศ จำนวนรวม 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 31,000 ล้านบาท) เพื่อใช้สำหรับวัตถุประสงค์ทั่วไปของบริษัทฯ ซึ่ง รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง การชำระหนี้และการให้กู้ยืมแก่บริษัทในกลุ่ม โดยหุ้นกู้นี้จดทะเบียนที่ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX-ST) แบ่งออกเป็นสองรุ่นได้แก่
(1) หุ้นกู้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิ จำนวน 600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (US$600,000,000 4.260 per cent. Notes due 2031) (ประมาณ 18,600 ล้านบาท) ในอัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 4.260 ต่อปี โดยมีอายุ 5 ปี วันครบ กำหนดไถ่ถอนวันที่ 4 มีนาคม 2574 และ
(2) หุ้นกู้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิ จำนวน 400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (US$400,000,000 4.894 per cent. Notes due 2036) (ประมาณ 12,400 ล้านบาท) ในอัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 4.894 ต่อปี โดยมีอายุ 10 ปี วันครบ กำหนดไถ่ถอนวันที่ 4 มีนาคม 2579
"หุ้นกู้แบ่งเป็น 2 รุ่น ได้แก่ อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.26% และอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.894% จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ เพื่อใช้สำหรับวัตถุประสงค์ทั่วไปของบริษัทฯ ทั้งนี้ บริษัทจะเข้าทำสัญญา Cross Currency Swap เพื่อแปลงภาระผูกพันทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยตลอดอายุสัญญาของหุ้นกู้ทั้งจำนวนเป็นสกุลเงินบาทเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและดอกเบี้ยในอนาคต รวมทั้งรักษาอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับเดียวกันกับแหล่งกู้ยืมภายในประเทศ เพื่อรักษาต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยของบริษัทให้ใกล้เคียงปัจจุบันที่อัตราโดยประมาณ 2.7% ถึง 2.8% ทั้งนี้ หุ้นกู้ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจาก Standard & Poor’s Rating Services (S&P) ที่ระดับ BBB+ ซึ่งเป็นอันดับเครดิตในระดับ Investment Grade สะท้อนถึงสถานะทางการเงินและความสามารถในการชำระคืนหนี้ของบริษัทที่มีความมั่นคงสูง โดยภายหลังการออกหุ้นกู้ เอไอเอสยังคงมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ในระดับไม่เกิน 2.5 เท่า สะท้อนฐานะการเงินที่ยังคงแข็งแกร่ง และมีความสามารถในการชำระคืนหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรองรับโอกาสการเติบโตในอนาคต"
ทั้งนี้ บริษัทฯ จะเข้าทำสัญญา Cross Currency Swap เพื่อแปลงภาระผูกพันทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยตลอดอายุ สัญญาของหุ้นกู้ทั้งจำนวนเป็นสกุลเงินบาทเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและดอกเบี้ยในอนาคต รวมทั้ง รักษาอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับเดียวกันกับแหล่งกู้ยืมภายในประเทศ เพื่อรักษาต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยของบริษัทฯ ให้ ใกล้เคียงปัจจุบันที่อัตราโดยประมาณร้อยละ 2.7 ถึง 2.8 หุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจาก Standard & Poor’s Rating Services (S&P) ที่ระดับ BBB+ ซึ่งเป็นอันดับเครดิตในระดับ Investment Grade สะท้อนถึงสถานะทาง การเงินและความสามารถในการชำระคืนหนี้ของบริษัทฯ ที่มีความมั่นคง ทั้งนี้ หลังจากการออกขายหุ้นกู้ในครั้งนี้บริษัทฯ จะมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไร EBITDA (Net Debt to EBITDA) ในระดับไม่เกิน 2.5 เท่า ทำให้บริษัทฯ ยังคง ความสามารถบริหารการเงินได้อย่างยืดหยุ่นเพื่อรองรับโอกาสการเติบโตในอนาคต
โดย บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการออกและเสนอขายหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐ (USD Bond) มูลค่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมียอดจองซื้อเข้ามากว่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกินจำนวนเสนอขายกว่า 5 เท่า ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่มี Credit Spread ต่ำที่สุดสำหรับการขายหุ้นกู้สกุลดอลล่าร์สหรัฐฯ ที่ออกโดยบริษัทจากประเทศไทยและบริษัทโทรคมนาคมในเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) ที่มีอันดับเครดิตระดับเดียวกัน และต่ำที่สุดในรอบ 31 ปีสำหรับหุ้นกู้สกุลดอลล่าร์สหรัฐฯ อายุ 10 ปีในกลุ่มบริษัทโทรคมนาคมในเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) ที่มีอันดับเครดิตระดับเดียวกัน แสดงถึงความแข็งแกร่งด้านฐานะทางการเงินและกระแสเงินสดของเอไอเอส การออกขายหุ้นกู้ดังกล่าวยังเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงิน ด้วยการขยายฐานนักลงทุนสู่ตลาดทุนต่างประเทศ เปิดโอกาสให้นักลงทุนสถาบันในยุโรปและเอเชียเข้าร่วมลงทุน สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อการเป็นบริษัทโทรคมนาคมดิจิทัลชั้นนำ ด้วยศักยภาพการเติบโตและความแข็งแกร่งทางการเงินของเอไอเอสที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
นายธีร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การออกหุ้นกู้ครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการบริหารโครงสร้างเงินทุนให้สอดคล้องกับแผนการลงทุนและทิศทางธุรกิจ พร้อมรองรับการขยายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในระยะยาวได้อย่างมั่นคง
เอไอเอสในฐานะบริษัทโทรคมนาคมดิจิทัลชั้นนำ ได้ขยายตัวจากการเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคม เข้าสู่การให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล “Intelligent Digital Infrastructure” ครอบคลุมการขยายโครงข่าย 5G อินเทอร์เน็ตบ้าน รวมทั้งการลงทุนในธุรกิจใหม่อย่างดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ และบริการดิจิทัล ซึ่งมุ่งตอบโจทย์ทั้งลูกค้า B2C และ B2B ที่เร่งเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล
การเสนอขายหุ้นกู้สกุลดอลล่าร์สหรัฐฯ ในจำนวนเทียบเท่า 31,000 ล้านบาทในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างประเทศเป็นอย่างดี สะท้อนถึงความแข็งแกร่งทางการเงินของเอไอเอสที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
• ยอดจองซื้อเข้ามากว่า 150,000 ล้านบาท ซึ่งเกินกว่าจำนวนที่เสนอขายมากกว่า 5 เท่า
• มูลค่าการออกหุ้นกู้สกุลดอลล่าร์สหรัฐสูงที่สุดในบริษัทโทรคมนาคม (ไม่รวมญี่ปุ่น) ตั้งแต่ปี 2563
• อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับถือว่ามี Credit spread ที่ต่ำที่สุดสำหรับการออกหุ้นกู้สกุลดอลล่าร์สหรัฐที่ออกโดยบริษัทในประเทศไทย และบริษัทโทรคมนาคมในเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) ที่มีอันดับเครดิตระดับเดียวกัน
• อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับถือว่ามี Credit spread ต่ำที่สุดในรอบ 31 ปีสำหรับหุ้นกู้สกุลดอลล่าร์สหรัฐฯ อายุ 10 ปีในกลุ่มบริษัทโทรคมนาคมในเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) ที่มีอันดับเครดิตระดับเดียวกัน
ซึ่งเป็นผลจากฐานะทางการเงินและความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งของเอไอเอส อีกทั้งยังช่วยกระจายแหล่งเงินทุนสู่ตลาดต่างประเทศ เพิ่มความหลากหลายของฐานนักลงทุนตราสารหนี้ และเสริมความยืดหยุ่นในการบริหารกระแสเงินสด โดยบริษัทยังได้ให้ความสำคัญกับการบริหารด้านการเงินอย่างรอบคอบ เพื่อเสริมสร้างรากฐานทางการเงินที่มั่นคง พร้อมรองรับการเติบโตในอนาคต และสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศอย่างยั่งยืน”
อนึ่ง การออกและเสนอขายหุ้นกู้ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการบริหารโครงสร้างเงินทุนของบริษัทฯ ให้ สอดคล้องกับแผนการลงทุนและทิศทางการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนเป็นการกระจายแหล่งเงินทุนไปยังตลาดต่างประเทศ เพิ่มความหลากหลายของฐานนักลงทุนตราสารหนี้ และเสริมสร้างความยืดหยุ่นในการบริหารกระแสเงินสดของบริษัทฯ สำหรับปี 2569 บริษัทฯ มีแผนลงทุนรวมประมาณ 30,000 – 35,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังมุ่งพิจารณาการ ลงทุนเพิ่มเติมในธุรกิจใหม่ อาทิ ดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ และบริการดิจิทัล ซึ่งเป็นการวางรากฐานการเติบโตในระยะยาว
----จบ----