Today’s NEWS FEED

News Feed

ฟิทช์ คงอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินของบริษัท เมืองไทยประกันชีวิตที่ ‘A-’แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ

132


สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(12 กุมภาพันธ์ 2569)-----ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประกาศคงอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินสากล (Insurer Financial Strength Rating: IFS Rating) ของบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL ที่ ‘A-’ คงอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว (Long-Term Issuer Default Rating หรือ IDR) ของ MTL ที่ ‘BBB+’ และคงอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินภายในประเทศ (National IFS Rating) ของ MTL ที่ ‘AAA(tha)’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ พร้อมกันนี้ ฟิทช์ยังประกาศคงอันดับเครดิตของตราสารด้อยสิทธิที่นับเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ของบริษัทที่ ‘BBB’

การประกาศคงอันดับเครดิตของ MTL สะท้อนถึงระดับเงินกองทุนที่แข็งแกร่งมาก (‘Extremely Strong’ capitalisation) และผลการดำเนินงานที่อยู่ในเกณฑ์ที่ดี รวมไปถึงโครงสร้างการดำเนินงานของบริษัทในธุรกิจประกันภัยที่แข็งแรง (Favorable Company Profile) นอกจากนี้ ฟิทช์ประเมินว่าความเสี่ยงด้านการลงทุนของบริษัทอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยมีสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ในระดับปานกลางเมื่อเทียบกับเงินกองทุนรวม (total equity capital) ซึ่งรวมถึง กำไรจากการให้บริการตามสัญญา (contractual service margin) หลังหักภาษี ในการคำนวณของฟิทช์

ปัจจัยสนับสนุนอันดับเครดิต
ระดับเงินกองทุนที่แข็งแกร่งมาก (‘Extremely Strong’ Capitalisation): คะแนนจากแบบจำลอง Prism Model Global Model ของฟิทช์ ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ปี 2568 ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่งมากเป็นพิเศษ (‘Extremely Strong’) ตามเกณฑ์มาตรฐานบัญชี TFRS17 และ TFRS9 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการนำกำไรจากการให้บริการตามสัญญา (contractual service margin) หลังหักภาษี มารวมเป็นส่วนหนึ่งของเงินกองทุน (available capital) และผลประโยชน์จากการเปลี่ยนมาตรฐานบัญชี และฟิทช์คาดว่าระดับเงินกองทุนของบริษัทน่าจะยังคงมีเสถียรภาพต่อเนื่องในปี 2569

อัตราส่วนเงินกองทุนต่อเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฏหมาย (RBC) ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 499% ในไตรมาส 3 ปี 2568 (สิ้นปี 2567: 448%) ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำหนดไว้ที่ 140% อย่างมาก ในขณะที่อัตราส่วนหนี้สิน (financial leverage) ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 5.1% จาก 6% ณ สิ้นปี 2567 เนื่องจากฐานเงินกองทุนที่เพิ่มขึ้น

ผลการดำเนินงานอยู่ในเกณฑ์ดี: ฟิทช์คาดว่าผลการดำเนินงานด้านการบริการประกันภัย จะยังคงมีความเข้มแข็งแม้ภาวะเศรษฐกิจไทยจะอ่อนแอ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการทยอยปรับราคาผลิตภัณฑ์ (product repricing) อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ต้นทุนค่าสินไหมมีแนวโน้มที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในธุรกิจประกันภัยด้านสุขภาพ (health line) นอกจากนี้ ฟิทช์คาดว่าจะเห็นการปรับเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์ (product feature adjustments) รวมถึงการใช้การร่วมจ่าย (co-payment) ที่แพร่หลายมากขึ้นในอุตสาหกรรม และการปรับสัดส่วนธุรกิจของ MTL ไปสู่ผลิตภัณฑ์ด้านการคุ้มครอง (protection) และสุขภาพ (health) เพิ่มมากขึ้น ฟิทช์คาดว่ามูลค่ากำไรของธุรกิจใหม่ (value of new business) น่าจะทรงตัวได้อย่างมีเสถียรภาพ
อัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 8.7% ต่อปี (annualized) สำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 เพิ่มขึ้นจาก 7.4% ในปี 2567 และเฉลี่ยที่ 8.1% ในช่วงปี 2567–9 เดือนแรกของปี 2568 ซึ่งอยู่ในระดับที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับอันดับเครดิตของ MTL ในปัจจุบัน

โครงสร้างการดำเนินงานที่แข็งแรง (‘Favourable’ Company Profile): การประเมินโครงสร้างการดำเนินงานของฟิทช์สะท้อนถึงโครงสร้างธุรกิจ (business profile) ที่อยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง (‘Favourable’) และการมีบรรษัทภิบาล (corporate governance) ที่อยู่ในระดับเหมาะสม (‘Neutral’) ฟิทช์มองว่า MTL เป็นหนึ่งในบริษัทประกันชีวิตชั้นนำในประเทศไทย โดยบริษัทมีส่วนแบ่งทางการตลาดที่ประมาณ 11% ของเบี้ยประกันรวม อีกทั้งคาดว่าบริษัทจะยังคงได้รับการสนับสนุนด้านการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ซึ่งคือ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (BBB/แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ) และ Ageas Insurance International N.V. (A+/แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ) ทั้งนี้ การกระจายความเสี่ยงของธุรกิจ (business diversification) ของ MTL มีปัจจัยสนับสนุนจากการที่บริษัทมีผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ครอบคลุม ฐานลูกค้าที่หลากหลาย และการมีช่องทางการจัดจำหน่ายที่สมดุล

อัตราส่วนสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ในระดับปานกลาง (Moderate Risky-Asset Ratio): ฟิทช์ประเมินว่าสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงของ MTL อยู่ในระดับปานกลางเมื่อเทียบกับเงินกองทุนรวมของบริษัท ซึ่งรวมกำไรจากการให้บริการตามสัญญาหลังหักภาษี ตามเกณฑ์ IFRS17 ทั้งนี้จากการคำนวนของฟิทช์ อัตราส่วนดังกล่าวจะอยู่ที่ 123% ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ปี 2568 (ปี 2567: 135%) ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน (guideline) ของฟิทช์เล็กน้อย สำหรับบริษัทที่มีอันดับเครดิต IFS ในระดับ ‘A’ โดยอัตราส่วนดังกล่าวสะท้อนถึงการลงทุนในตราสารทุนและตราสารหนี้ที่มีอันดับต่ำกว่าระดับลงทุนในระดับสากล (below investment grade) รวมทั้งการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งกำหนดน้ำหนักเป็นสินทรัพย์เสี่ยงที่ 15% ตามเกณฑ์ของฟิทช์ นอกจากนี้บริษัทมีอัตราส่วนการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลต่อเงินกองทุน (sovereign investments/capital ratio) อยู่ที่ 210% ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ปี 2568 และสัดส่วนประเภทของเงินลงทุนโดยรวมยังคงทรงตัวในช่วงปี 2567 ถึงไตรมาส 3 ปี 2568

ปัจจัยที่อาจมีผลต่ออันดับเครดิตในอนาคต
ปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบเชิงลบหรือส่งผลให้เกิดการปรับลดอันดับเครดิต (ปัจจัยเดียวหรือหลายปัจจัยรวมกัน):
อันดับความแข็งแกร่งทางการเงินสากล(IFS Rating)/อันดับความแข็งแกร่งทางการเงินภายในประเทศ (National IFS Rating)
- การปรับตัวลดลงของอัตราส่วนเงินกองทุนต่อเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมาย (RBC) มาอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 280% และ การปรับตัวแย่ลงของระดับเงินกองทุนของบริษัทซึ่งวัดจากคะแนนของแบบจำลอง Prism ของฟิทช์ ลงมาต่ำกว่าระดับ 'แข็งแกร่ง' อย่างมั่นคง (below well into ‘strong’) เป็นระยะเวลาต่อเนื่อง
- การปรับตัวลดลงของความสามารถในการทำกำไรซึ่งสะท้อนจากอัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ต่ำกว่า 6% และการปรับตัวลดลงเป็นระยะเวลาต่อเนื่องของมูลค่ากำไรของธุรกิจใหม่ (value of new business)

ปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบเชิงบวกหรือส่งผลให้เกิดการปรับเพิ่มอันดับเครดิต (ปัจจัยเดียวหรือหลายปัจจัยรวมกัน):
อันดับความแข็งแกร่งทางการเงินสากล (IFS Rating)
- ความสามารถในการทำกำไรปรับตัวดีขึ้น โดยวัดจากระดับ ROE ที่สูงกว่า 9% เป็นระยะเวลาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ระดับเงินกองทุนของ MTL ซึ่งวัดจากคะแนนของแบบจำลอง Prism ของฟิทช์ ยังคงมีความแข็งแกร่ง
- บริษัทมีขนาดของธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นและมีการกระจายความเสี่ยงของธุรกิจ ที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมหลากหลายประเภทธุรกิจมากขึ้น ด้านการกระจายตัวเชิงภูมิศาสตร์ที่ดีขึ้น และช่องทางการขายมีความหลากหลายมากขึ้น

อัตราความแข็งแกร่งทางการเงินภายในประเทศ (National IFS Rating)
- อันดับความแข็งแกร่งทางการเงินภายในประเทศของ MTL ไม่สามารถปรับเพิ่มขึ้นได้อีก เนื่องจากอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินภายในประเทศที่อยู่ในอันดับเครดิตที่สูงที่สุดแล้ว

การพิจารณาปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)
ระดับคะแนนที่สูงที่สุดสำหรับความสัมพันธ์ของ ESG ต่ออันดับเครดิต (หากมีการเปิดเผย) แสดงว่าระดับคะแนนจะอยู่ที่ระดับ 3 ซึ่งหมายความว่าปัจจัยด้าน ESG จะไม่ส่งผลกระทบหรืออาจมีผลกระทบในระดับที่น้อยมากต่ออันดับเครดิตของบริษัท ไม่ว่าจะด้วยปัจจัยจากลักษณะของธุรกิจหรือจากการบริหารจัดการของบริษัทก็ตามสำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมหาได้จาก https://www.fitchratings.com/topics/esg/products#esg-relevance-scores

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทความล่าสุด

คลายกังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เช้าวันนี้ หุ้นไทย ปรับตัวขึ้น ตามตลาดต่างประเทศ บน นักลงทุน คลายความกังวล เฟด.....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้