สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(11 กุมภาพันธ์ 2569)----------บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) GPSC เปิดเผยว่า ผลประกอบการของบริษัทฯ สำหรับงวด 12 เดือน ปี 2568 กำไรสุทธิของบริษัทฯ จำนวน 6,399 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,337ล้านบาท หรือร้อยละ 58เมื่อเทียบกับงวด 12เดือน ปี 2567 สาเหตุหลักเนื่องจาก เงินปันผลรับและส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้า จำนวน 1,579 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 1,086 ล้านบาท หรือร้อยละ 220 สาเหตุหลักเนื่องจากโรงไฟฟ้า XPCL ผลประกอบการดีขึ้นจากปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ตามปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นจากสาธารณรัฐประชาชนจีนและปรากฏการณ์ลานีญา ประกอบกับในไตรมาสที่ 3 ปี 2567 มีการหยุดเดินเครื่องจำนวน 17วัน ขณะที่ในปี 2568เดินเครื่องตามปกติตลอดทั้งปี ประกอบกับ RPCL มีการรับรู้กำไรทางบัญชี จำนวน 515 ล้านบาท จากการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนในสัดส่วนร้อยละ9.375 ส่งผลให้มีการเปลี่ยนสถานะจากเงินลงทุนในตราสารทุนเป็นบริษัทร่วมฯ โดยมีมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนสูงกว่าราคาเข้าซื้อตามสัดส่วนดังกล่าว AEPL ผลประกอบการดีขึ้น ตามปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากโครงการที่เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้น และมีการรับรู้รายได้ทางภาษีในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 ซึ่งรับรู้เป็นขาดทุนในปี 2564 จากการไถ่ถอนตราสารหนี้ก่อนกำหนด
ในปี 2564 ขณะที่ CFXD ผลประกอบการปรับตัวลดลง เนื่องจากภายหลังการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาสที่ 1 ปี2568 มีกังหันลมบางส่วนอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง ส่งผลให้ปริมาณการผลิตไฟฟ้าและรายได้ต่ำกว่าระดับปกติ ขณะที่มีการรับรู้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ต้นทุนทางการเงิน และค่าเสื่อมราคาเต็มจำนวนภายหลังการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ TSR ผลประกอบการลดลง เนื่องจากไม่มีการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรของ TSR ตั้งแต่เดือน มิถุนายน 2568 หลังจากได้ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้น (SharePurchase Agreement : SPA) ของ TSR กับบริษัทคู่ค้าเรียบร้อยแล้ว NUOVO+ มีผลประกอบการลดลงสาเหตุหลักมาจากการพิจารณาปรับลดมูลค่าสินทรัพย์บางส่วนตามแผนงาน เพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์การลงทุนในธุรกิจแบตเตอรี่ของบริษัท ต้นทุนทางการเงิน จำนวน 5,120 ล้านบาท ลดลง 765 ล้านบาท หรือร้อยละ 13จากการชำระคืนเงินกู้บางส่วน และจ่ายคืนเงินกู้ก่อนกำหนด ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ปรับตัวลดลง รายได้และค่าใช้จ่ายอื่น จำนวน 1,970 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 512 ล้านบาทหรือร้อยละ 35 สาเหตุหลักมาจากงวด 12เดือน ปี 2568 มีการรับรู้กำไรจากการขายหุ้นร้อยละ 3.03ใน AEPLจำนวน 788 ล้านบาท และการบันทึกกลับรายการประมาณการหนี้สินเป็นรายได้เนื่องจากสิ้นสุดข้อพิพาทกับกฟผ. เรื่องความเห็นที่แตกต่างกันในวันสิ้นสุดอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของบริษัทย่อยแห่งหนึ่ง จำนวน 222 ล้านบาท หักลบกับการปรับปรุงมูลค่าสินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้งาน
ขณะที่ในงวด 12เดือน ปี 2567 มีการรับรู้รายได้จากเงินชดเชยค่าความเสียหายจากบริษัทประกันภัยกรณีโรงไฟฟ้า GEN Phase5หยุดเดินเครื่องนอกแผนงานในปี 2564จ านวน 431 ล้านบาท ประกอบกับการบันทึกการปรับมูลค่าเงินลงทุนในกิจการร่วมค้าของบริษัท ไทยโซล่าร์รีนิวเอบิล จำกัด (TSR) ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีและเพื่อให้สอดคล้องกับกระแสเงินสดในอนาคต จำนวน172 ล้านบาท ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย จำนวน 9,397 ล้านบาท ลดลง 349 ล้านบาทหรือร้อยละ 4 สาเหตุหลักมาจากการลดลงตามการตัดค่าเสื่อมสอดคล้องกับอายุโรงไฟฟ้าและสัญญาการซื้อขายไฟฟ้าที่ครบอายุ ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ จำนวน 56 ล้านบาท ขณะที่ งวด 12เดือน ปี 2567ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 258 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากในปี 2568มีการรับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจริงจากการขายหุ้นร้อยละ 3.03 ใน AEPL ประกอบกับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริงจาก การบันทึกแปลงมูลค่าเงินกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐที่บริษัท GRSCTW กู้ผ่านบริษัท GPSCTC เพื่อรองรับการลงทุนในโครงการ CFXD โดยสิ้นงวด 12 เดือนปี 2568 ค่าเงินดอลลาร์ไต้หวันใหม่แข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับงวด 12เดือน ปี 2567 ที่ค่าเงินดอลลาร์ไต้หวันใหม่อ่อนค่า กำไรขั้นต้น จำนวน 20,960 ล้านบาทลดลง 24 ล้านบาท
สาเหตุหลักมาจากการลดลงของกำไรผันแปร (Contribution Margin)ของ โรงไฟฟ้าผู้ผลิตอิสระ (IPP) จาก โรงไฟฟ้าศรีราชา ค่าความพร้อมจ่ายปรับตัวลดลงเนื่องจากจ่ายไฟฟ้าครบตามชั่วโมงที่ระบุในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ. ในเดือนพฤษภาคม 2568 และ โรงไฟฟ้าห้วยเหาะ
สาเหตุหลักเนื่องจากขาดทุนจากการแปลงค่างบการเงินเนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่า ขณะที่มีกำไรผันแปรเพิ่มขึ้นจาก โรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน มีค่าเชื้อเพลิงส่วนต่าง (Energy margin) เพิ่มขึ้น เนื่องจากบริษัทมีการบริหารจัดการถ่านหินอย่างมีประสิทธิภาพส่งผลให้ส่วนต่างระหว่างรายได้ค่าถ่านหินที่สามารถเรียกเก็บจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และต้นทุนราคาถ่านหินเฉลี่ยทางบัญชีลดลง โรงไฟฟ้าโกลว์ไอพีพี สาเหตุหลักมาจากค่าเชื้อเพลิงส่วนต่าง (Energy margin) เพิ่มขึ้น จากการเรียกรับไฟฟ้าจาก กฟผ. ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับกำไรผันแปรของ โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) ลดลง สาเหตุหลักปริมาณการขายไฟฟ้าให้ กฟผ. ลดลงเนื่องจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับกฟผ.ของโรงไฟฟ้า GSPP3 หมดอายุในเดือนสิงหาคม 2567 และเดือนมีนาคม 2568 และ GSPP11 Phase1 หมดอายุในเดือนตุลาคม 2568 ตามล าดับ ขณะที่ค่าเชื้อเพลิงส่วนต่าง (Energy
margin) เพิ่มขึ้นจากการปรับลดลงของราคาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบจากการปรับลดค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft)ขณะที่ ค่าใช้จ่ายคงที่ปรับตัวลดลง สาเหตุหลักมาจากค่าเบี้ยประกันภัยโรงไฟฟ้าลดลง เนื่องจากการบริหารความเสี่ยงและมาตรการความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ไม่มีเหตุการณ์กระทบการด าเนินงานอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมา และส่งผลให้ค่าเบี้ยประกันภัยของโรงไฟฟ้าลดลงในปี 2568
ขณะที่ ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ จำนวน 603 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 303 ล้านบาท หรือร้อยละ 101 สาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ที่เกิดจากกำไรจากการขายหุ้นร้อยละ 3.03 ในบริษัท AEPLจำนวน 220 ล้านบาทประกอบกับงวด 12เดือน ปี 2567 มีการปรับปรุงค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ของปี 2566 จากการใช้ประโยชน์ของผลขาดทุนสะสมทางภาษีและภาษีเงินได้รอตัดบัญชี ส่งผลให้ภาพรวมรายการภาษีเงินได้ปี 2567 น้อยกว่าปี 2568 ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร จ านวน 2,327 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 156 ล้านบาทหรือร้อยละ 7จากสาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายดำเนินงานและค่าที่ปรึกษาพัฒนาธุรกิจ