
สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(11 กุมภาพันธ์ 2569)------ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ประกาศปีนี้ ตั้งเป้ายอดขาย 4,200 ล้านบาท เปิดโครงการใหม่ทั้งสิ้น 4 - 6 โครงการ มูลค่ารวม 3,500 – 4,500 ล้านบาท
ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ประเมินเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ยังคงขยายตัวได้ท่ามกลางความผันผวนจากปัจจัยรอบด้าน โดยบริษัทฯ วางแผนดำเนินธุรกิจปี 2569 ด้วยกลยุทธ์ ที่มุ่งเน้นคุณภาพ ความคล่องตัว และนวัตกรรม เน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน ตั้งเป้ายอดขาย 4,200 ล้านบาท พร้อมแผนเปิดโครงการใหม่ทั้งสิ้น 4 - 6 โครงการ มูลค่ารวม 3,500 – 4,500 ล้านบาทครอบคลุมทั้งทาวน์โฮม บ้านแนวคิดใหม่ และบ้านเดี่ยวในช่วงราคา 2-12 ล้านบาท เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้ซื้อที่มีความต้องการอยู่อาศัยจริง และในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว บริษัทปรับตัวเพื่อผ่านช่วงนี้ไปให้ได้ 1. ต้องรักษาสภาพคล่องให้ได้ 2. ควบคุมอัตราหนี้สินต่อทุน เพื่อลดความเสี่ยง 3. การเปิดโครงการใหม่ต้องแม่นยำ และมีข้อมูลที่ดี 4. บริหาร Quality ทั้งสินค้า ระบบบริหาร และทรัพยากรมนุษย์ ช่วงรอเศรษฐกิจฟื้นตัว และ 5. ยกระดับองค์กรตามแนวทาง ESG เพื่อวางรากฐานการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายการเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับแนวหน้าในระยะยาว

นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ “LALIN” ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์คุณภาพภายใต้แนวคิด “บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี” กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2569 มีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า จากการประเมินล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวในกรอบประมาณร้อยละ 2.6 - 3.3 อย่างไรก็ตามมองว่ายังคงมีความเสี่ยงในประเด็นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างประเทศ รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้า ที่ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามในปี 2569 นี้
ในส่วนของประเทศไทยคาดการณ์ว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2569 อาจขยายตัวได้ต่ำกว่าในปี 2568 โดยมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ต่ำกว่าร้อยละ 2 จากปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ตลอดจนความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่ชัดเจน จะส่งผลกระทบมายังภาคการส่งออกของไทยได้ ในขณะที่กำลังซื้อภาคครัวเรือนยังคงขยายตัวได้ค่อนข้างจำกัดจากระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยบวกจากภาคการท่องเที่ยวที่คาดจะปรับตัวดีขึ้นจากปี 2568 การลงทุนภาคเอกชนที่จะเริ่มได้รับแรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ จากการเร่งอนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุน BOI ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา รวมถึงเม็ดเงินหมุนเวียนที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงของการเลือกตั้ง และมาตรการกระตุ้นภาครัฐที่จะทยอยออกมา เมื่อได้รัฐบาลเสียงข้างมาก และมีเสถียรภาพ จะทำให้ภาคเศรษฐกิจได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นด้วยทีมงานมืออาชีพ
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ภาพรวมในปี 2568 มีการหดตัวไปกว่าร้อยละ 17 จากความสามารถในการซื้อของผู้บริโภคที่ปรับลดลง จากภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ โดยภาพรวมสำหรับปี 2569 นี้ คาดว่ามีทิศทางที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจไทย ที่ขยายตัวได้เล็กน้อย แม้ว่ากำลังซื้อจะยังคงอ่อนแอ และจะเป็นลักษณะการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ตัวที่ส่งผลดีต่อตลาดโดยรวมคือ ในส่วนของ Supply ที่ปรับลดลง ผู้ประกอบการหลายรายชะลอการเปิดโครงการในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา รวมถึงแผนการเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ของผู้ประกอบการหลายรายที่ลดลง ซึ่งจะช่วยให้ตลาดเข้าสู่จุดดุลยภาพและไม่เกิดการ Oversupply โดยการแข่งขันจะเป็นการแข่งขันกันระหว่างผู้ประกอบการน้อยรายลง คงเหลือแต่ผู้ประกอบที่เป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง ทั้งในแง่การพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพ และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ตลอดจนการบริหารในด้านต่างๆ ทั้งการบริหารจัดการต้นทุน การบริหารเสถียรภาพทางการเงิน บริษัทที่มีระดับหนี้สินต่อทุนที่ต่ำจะมียืดหยุ่นได้ดีกว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน
“ทั้งนี้มองว่าปี 2569 นี้ยังเป็นอีกปีที่ท้าทายในการดำเนินธุรกิจ ดังนั้นการดำเนินธุรกิจจะอยู่บนรากฐานของการเติบโตที่มั่นคง และยั่งยืนในระยะยาว โดยการขยายธุรกิจต้องมีความแม่นยำในทำเลที่เหมาะสม และทำเลเดิมที่สินค้าหมดลง ตลอดจนการรักษา Market Share และขยาย Market Share ในบางทำเล บริษัทฯ เน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการอยู่อาศัยจริง การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับกำลังซื้อในแต่ละทำเลควบคู่ไปกับการบริหารต้นทุนและการบริหารความเสี่ยงทางด้านการเงินอย่างรัดกุม ทั้งการควบคุมระดับหนี้สินต่อทุน ซึ่งบริษัทมีระดับหนี้สินต่อทุนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมอย่างมาก ตลอดจนมีการตั้งวงเงินสำรองกับธนาคารพาณิชย์พันธมิตรหลายรายไว้อย่างเพียงพอ และไม่ได้พึ่งพิงแหล่งเงินจากแหล่งใดเพียงแหล่งเดียว จึงไม่มีปัญหาในเรื่องของแหล่งเงินทุน ไม่ว่าจะเพื่อใช้ในการขยายธุรกิจ หรือชำระหนี้เดิม” นายไชยยันต์ กล่าวเสริม

นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของความต้องการที่อยู่อาศัย ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความเหมาะสมของราคา และความคุ้มค่าในระยะยาวมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการตัดสินใจที่เปลี่ยนไปของตลาด ทั้งนี้ภายใต้ภาพรวมดังกล่าว ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ได้วางกรอบการดำเนินธุรกิจปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Year of Competitive Survival with Quality, Lean and Innovation for Resilience & Sustainable Growth” โดยมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งขององค์กรผ่านการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ การควบคุมต้นทุนอย่างเหมาะสม และการพัฒนานวัตกรรมทั้งด้านผลิตภัณฑ์และกระบวนการทำงาน เพื่อรองรับการแข่งขันที่เข้มข้นและการเปลี่ยนแปลงของตลาด และกำหนดทิศทางการดำเนินงานสู่การเป็น National Property Company โดยให้ความสำคัญกับ 3 แกนหลัก ได้แก่ การบริหารงานเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนตามหลัก ESG และการวิจัยเพื่อเข้าถึง Insight Customer ตลอดจนการเปิดโครงการใหม่ต้องแม่นยำ การพัฒนากลยุทธ์การตลาดที่เข้าถึงลูกค้าทุกกลุ่มและทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัย และการขับเคลื่อนองค์กรให้มีความคล่องตัวผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดในอนาคต”
ด้านแผนการพัฒนาโครงการใหม่ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์กลุ่มผู้ซื้อที่มีความต้องการอยู่อาศัยจริง ครอบคลุมทั้งตลาดทาวน์โฮม บ้านแนวคิดใหม่ (บ้านแฝด) และบ้านเดี่ยว ในช่วงราคาประมาณ 2-12 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์หลักของบริษัท ได้แก่ ไลโอ, แลนซีโอ, บ้านลลิล และ ลลิล กรีนวิลล์ โดยออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการด้านฟังก์ชันการใช้งาน คุณภาพการก่อสร้าง และรูปแบบการอยู่อาศัยที่หลากหลาย ทั้งนี้ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ยังประสบความสำเร็จในการพัฒนาแบบบ้านสไตล์ French Colonial ซึ่งได้รับการตอบรับจากตลาดอย่างต่อเนื่อง ด้วยเอกลักษณ์ด้านสถาปัตยกรรมที่ผสานความคลาสสิก ความหรูหรา และการใช้งานจริงอย่างลงตัว โดยบริษัทฯ ถือเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกๆ ที่นำแนวคิดแบบบ้านในสไตล์ดังกล่าวเข้าสู่ตลาดที่อยู่อาศัยระดับกลางถึงบน ส่งผลให้แบบบ้าน French Colonial กลายเป็นหนึ่งในจุดเด่นที่ช่วยสร้างการจดจำแบรนด์ และสะท้อนภาพลักษณ์ด้านคุณภาพและการออกแบบของโครงการในสายตาผู้บริโภค สำหรับแผนการเปิดโครงการใหม่ในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้าพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยประมาณ 4 - 6 โครงการ มูลค่าโครงการรวมราว 3,500 – 4,500 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขายที่ 4,200 ล้านบาท และเป้ารับรู้รายได้ 3,350 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นการกระจายโครงการในทำเลที่มีศักยภาพ และสอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการของตลาดในแต่ละพื้นที่
นายชูรัชฏ์ กล่าวสรุปว่า “ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ มองว่าปี 2569 เป็นปีที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งจากภายในองค์กร ทั้งด้านคุณภาพสินค้า ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความสามารถในการปรับตัวเชิงกลยุทธ์และรักษาสภาพคล่อง บริษัทฯ จึงเดินหน้าพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยจริง ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อวางรากฐานการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว”

PF วางแผนกลยุทธ์ปี 69 ตั้งเป้ายอดขาย 8,000 ล้านบาท
มุ่งยกระดับคุณภาพบ้าน–สโมสร–สวนส่วนกลาง–เพิ่มศักยภาพทำเล
พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค(PF) เผยทิศทางการดำเนินธุรกิจปี 2569 มุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพสินค้า ทั้งบ้านและพื้นที่ส่วนกลาง ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย เปิดถนนเส้นใหม่เสริมศักยภาพที่ตั้งโครงการ ปรับโครงสร้างทางการเงินให้แข็งแกร่ง ควบคู่กับการเพิ่มสภาพคล่องด้วยแผนขายที่ดินมูลค่ารวม 4,800 ล้านบาท ด้านยอดขายวางเป้าทั้งปีไว้ที่ 8,000 ล้านบาท
นายศานิต อรรถญาณสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทิศทางการดำเนินธุรกิจปีนี้ บริษัทวางเป้ายอดขายไว้ที่ 8,000 ล้านบาท โดยไม่มีแผนการเปิดโครงการใหม่เพิ่มเติม แต่จะมุ่งโฟกัสเฉพาะทำเลและกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพ และขับเคลื่อนธุรกิจด้วย“คุณภาพ” เป็นแกนหลักในทุกมิติ เริ่มตั้งแต่การพัฒนาคุณภาพสินค้า ด้วยการปรับแบบบ้านให้ดีที่สุดในรอบ 40 ปี ลงทุนปรับโฉมสโมสร 30 แห่ง ให้เป็น “Health Club” ปรับรูปแบบสวนส่วนกลางเป็นสวนสุขภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย ตลอดจนการเปิดถนนเส้นใหม่เพิ่มศักยภาพของทำเลที่ตั้งโครงการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ควบคุมต้นทุนลดค่าใช้จ่าย ขายที่ดิน 4,800 ล้าน เพิ่มสภาพคล่อง
ในด้านการเงิน บริษัทให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างให้แข็งแกร่ง และรักษาสภาพคล่อง ผ่านการควบคุมต้นทุนและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ควบคู่กับการสร้างรายได้เพิ่มเติมจากการจำหน่ายที่ดิน ซึ่งอยู่ระหว่างเจรจา รวมมูลค่าประมาณ 4,800 ล้านบาท ประกอบด้วยที่ดินและอาคารใจกลางเมือง 3 แห่ง รวมมูลค่า 3,000 ล้านบาท ได้แก่ ที่ดิน 8 ไร่ถนนเจริญนครริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ดิน 3 ไร่บนถนนรัชดาภิเษกห่างจากสถานีรถไฟฟ้า 500 เมตร และ อาคารสำนักงาน 6 ชั้นริมถนนสีลม รวมทั้งยังมีที่ดินในทำเลที่มีการเติบโตสูงอีก 4 แปลง รวม 140 ไร่ เป็นมูลค่ารวม 1,800 ล้านบาท ได้แก่ ที่ดิน 25 ไร่ทำเลกรุงเทพกรีฑา ที่ดิน 20 ไร่ทำเลรามคำแหงติดโรงเรียนนานาชาติร่วมฤดี ที่ดิน 50 ไร่ทำเลกิ่งแก้ว และ ที่ดิน 45 ไร่ทำเลถนนหอการค้าไทย
เปิดถนนเส้นใหม่เชื่อมรามคำแหง-กรุงเทพกรีฑา
นายศานิตกล่าวอีกว่า “ในไตรมาส 2 ปีนี้ บริษัทมีแผนเปิดถนนเส้นใหม่เชื่อมระหว่างถนนรามคำแหงและกรุงเทพกรีฑา ซึ่งเป็นสองทำเลหลักที่สร้างยอดขายให้บริษัทอย่างต่อเนื่อง และบริษัทได้พัฒนาโครงการมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะบนถนนรามคำแหง บริษัทมีการพัฒนาโครงการมาตั้งแต่ปี 2536 จนถึงปัจจุบันมีจำนวนรวมกว่า 3,250 หน่วย บนพื้นที่รวม 1,050 ไร่ สำหรับทำเลกรุงเทพกรีฑา มีการพัฒนาโครงการอีกกว่า 1,150 หน่วย พื้นที่รวม 326 ไร่ การตัดถนนเชื่อมต่อสองทำเลสำคัญนี้ ประกอบกับการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีส้มในช่วงปี 2570 ไม่เพียงสร้างความได้เปรียบให้กับทำเลที่มีโครงการตั้งอยู่ แต่ยังเพิ่มความสะดวกในการเดินทางให้กับลูกบ้านทั้งหมดด้วย”
ยกระดับคุณภาพสินค้า ปรับแบบบ้านให้ดีที่สุดในรอบ 40 ปี
นายวสันต์ ศรีรัตนพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มพัฒนาธุรกิจ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ปีนี้บริษัทมีการปรับแบบบ้านครั้งใหญ่ในกลุ่มแบรนด์ “เพอร์เฟค เพลส” และ “เพอร์เฟค พาร์ค” รวม 15 โครงการ ซึ่งเป็นบ้านระดับกลางที่เป็นกลุ่มสินค้าหลักของบริษัท นำเสนอแบบบ้านที่ดีที่สุดในรอบ 40 ปี ด้วยการปรับเปลี่ยนดีไซน์ภายนอก ในแนวคิด Timeless Collection ซึ่งเป็นรูปแบบที่มักใช้ในบ้านระดับบน แต่บริษัทนำมาประยุกต์ใช้กับบ้านระดับกลางเป็นครั้งแรก พร้อมขยายขนาดตัวบ้านให้ใหญ่ขึ้น ออกแบบฟังก์ชั่นใหม่ “Life Living” ที่เชื่อมโยงทุกพื้นที่ภายในบ้านให้ต่อเนื่องกัน และยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถเลือกปรับเปลี่ยนวัสดุได้ตามความชอบ
ปรับรูปแบบบ้านโครงการร่วมทุน และโครงการเขาใหญ่
สำหรับโครงการร่วมทุน บริษัทมีแผนปรับรูปแบบบ้านในโครงการ “เลค เลเจ้นด์” ซึ่งร่วมทุนกับฮ่องกง แลนด์ บนทำเลบางนา–สุวรรณภูมิ ภายใต้แนวคิด Timeless Collection ที่สะท้อนถึงความประณีต สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มองหาที่อยู่อาศัยใกล้สนามบิน ขณะที่โครงการ “เลค ฟอเรสต์” ซึ่งร่วมทุนกับซูมิโตโม ฟอเรสทรี จะมีการเปิดตัวทะเลสาบขนาด 20 ไร่ พร้อมสโมสรริมทะเลสาบในปี 2570 เพื่อสร้างภาพลักษณ์โครงการให้โดดเด่นและแตกต่าง
นอกจากนี้ ยังมีแผนเปิดบ้านแบบใหม่พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว ในโครงการ“เบลล่า เดล มอนเต้ เขาใหญ่” จำนวน 5 หลัง ในช่วงปลายปี รองรับการเปิดใช้มอเตอร์เวย์ M6 บางปะอิน–นครราชสีมา ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาเดินทางจากกรุงเทพสู่เขาใหญ่เหลือเพียง 1 ชั่วโมง 30 นาที คาดว่าจะกระตุ้นดีมานด์ในทำเลเขาใหญ่ให้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากความสะดวกในการเดินทางที่ตอบโจทย์ทั้งการเป็นบ้านพักตากอากาศและการอยู่อาศัยระยะยาว
พัฒนา Health Club 30 แห่ง พร้อมสวนสุขภาพ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า
บริษัทยังเดินหน้าปรับโฉมสโมสร 30 แห่ง ให้เป็น “Health Club” ตอบสนองความต้องการผู้บริโภค ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน นับเป็นแนวคิดใหม่ของการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย เพื่อการใช้ชีวิตแบบสมดุลเป็นแห่งแรกของเมืองไทย โดยเตรียมเปิดให้บริการ 3 แห่งแรกในช่วงกลางปีนี้ ในโครงการทำเลสุขุมวิท 77-สุวรรณภูมิ, แจ้งวัฒนะ(ถนนหอการค้าไทย) และกรุงเทพกรีฑา จากนั้น ในไตรมาส 4 มีแผนเปิดให้บริการเพิ่มอีก 5 แห่ง ในโครงการ เพอร์เฟค เพลส รัตนาธิเบศร์, เพอร์เฟค มาสเตอร์พีซ รัตนาธิเบศร์, เพอร์เฟค เพลส รามคำแหง-สุวรรณภูมิ, เมโทร พาร์ค กัลปพฤกษ์ และ เลค เลเจ้นด์ แจ้งวัฒนะ
พร้อมกันนี้ ยังมีการพัฒนาและออกแบบสวนส่วนกลางภายใต้แนวคิด “สวนเพื่อสุขภาพ” ให้มีพื้นที่สำหรับกิจกรรมและการออกกำลังกายกลางแจ้ง พร้อมมุมพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ เบื้องต้นใน 3 โครงการ ได้แก่โครงการ เพอร์เฟค มาสเตอร์พีซ กรุงเทพกรีฑา ที่มีสวนส่วนกลางขนาดใหญ่ถึง 5 ไร่, โครงการเพอร์เฟค เพลส และเพอร์เฟค พาร์ค แจ้งวัฒนะ(ถนนหอการค้าไทย) จะมีการปรับภูมิทัศน์สวนส่วนกลางและถนนทางเข้าโครงการให้ส่งเสริมทั้งการพักผ่อนและการออกกำลังกาย และโครงการในทำเลสุขุมวิท 77-สุวรรณภูมิ ซึ่งจะปรับปรุงสวนรอบทะเลสาบ 20 ไร่ เพื่อเน้นย้ำจุดเด่นด้านการจัดสรรพื้นที่ส่วนกลางที่เหนือกว่ามาตรฐาน
---จบ---