10 ก.พ. 2569 17:50:16 432
สำนักข่าวหุ้นอินไซด์( 10 กุมภาพันธ์ 2569 )------ บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) KCE รายงานงบการเงินรวมปี 2568 กำไรสุทธิ 832.7 ล้านบาทเทียบกับปีก่อนกำไรสุทธิ 1,648 ล้านบาท KCE แจงปี 68 กำไรสุทธิรวม 832.7 ล้านบาท ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 49.5% เทียบกับปีก่อน เหตุรับผลกระทบอัตราแลกเปลี่ยน -อุตสาหกรรมยานยนต์ชะลอตัว และแรงกดดันด้านราคาจากการแข่งขันในตลาด นางวรลักษณ์ องค์โฆษิต รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) KCE เปิดเผยว่า รายได้รวมของกลุ่มบริษัทในปี 2568 อยู่ที่ 13,338.6 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 12.3 เมื่อเทียบกับปีก่อน รายได้ รวมประกอบด้วยรายได้จาการขายสินค้า จeนวน 13,074.7 ล้านบาท และรายได้อื่นจำนวน 263.9 ล้านบาท ในปี 2568 รายได้อื่นของบริษัทลดลง 113.7 ล้านบาทจากปี 2567 โดยปัจจัยหลักมาจาก ก าไรจากการขายสินทรัพย์ โรงงานเก่าที่ เป็นรายการเกิดขึ้นครั้งเดียวในปี 2567 ในปี 2568 กลุ่มบริษัทมีรายได้จากการขายรวม จำนวน 13,074.7 ล้านบาท ลดลงจาก จำนวน 14,832.9 ล้านบาทในปีบัญชี 2567 คิดเป็นอัตราการลดลง ร้อยละ 11.85 เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่รายได้จากการขายในรูปสกุลเงิน ดอลลาร์สหรัฐลดลงในอัตราที่ต่ำกว่า โดยลดลง ร้อยละ 5.32 เมื่อเทียบกับปีก่อน จาก จำนวน 421.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 เป็นจำนวน 399.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีบัญชี 2568 การลดลงของรายได้เมื่อรายงานเป็นสกุลเงินบาทในอัตราที่สูงกว่าสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ มีสาเหตุหลักมาจาก การแข็งค่าของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในระหว่างปี ซึ่งส่งผลกระทบเชิงลบต่อการแปลงรายได้เป็นสกุล เงินบาท โดยค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นส่งผลให้การรับรู้รายได้ลดลงประมาณ 677.2 ล้านบาทเมื่อเทียบกับปี 2567 ซึ่งถือ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รายได้จากการขายในรูปสกุลเงินบาทปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบ กับปีก่อนหน้า ปี 2568 นับเป็นปีที่มีความท้าทายสำหรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยรวม เนื่องจาก อุปสงค์ของตลาดโลก ยังคงอยู่ในระดับชะลอตัว โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นตลาดหลักของบริษัทฯ การชะลอตัวดังกล่าว ส่งผลโดยตรงต่อปริมาณคำสั่งซื้อของลูกค้า ทำให้ปริมาณการจำหน่ายแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) รวมของบริษัทฯ ลดลง ร้อยละ 7.26 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยสรุป การลดลงของรายได้ในปี 2568 เป็นผลมาจากปัจจัยหลายประการ ได้แก่ ผลกระทบจากอัตรา แลกเปลี่ยน การชะลอตัวของตลาดโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ ข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทางเทคโนโลยี และแรงกดดันด้านราคาจากการแข่งขันในตลาด อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารมองว่าการลงทุนในเครื่องจักร เทคโนโลยี การพัฒนากระบวนการผลิต และการเตรียมความพร้อมสำหรับการผลิต HDI PCB ในปี 2568 ถือเป็น รากฐานที่สำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถของบริษัทฯ เพื่อรองรับการฟื้นตัวของตลาดและการเติบโตในระยะยาวต่อไป ขณะที่ในปี 2568 บริษัทฯ เผชิญกับความท้าทายด้านต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ อันเป็นผลมาจาก ปริมาณการขายที่ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตราการใช้กำลังการผลิตของสายการผลิต โดยอัตราการใช้กำลังการ ผลิตเฉลี่ยลดลงมาอยู่ที่ประมาณ ร้อยละ 65 ในปี 2568 จาก ร้อยละ 71 ในปี 2567 การลดลงดังกล่าวส่งผลให้บริษัทฯ ต้องรับภาระ ต้นทุนคงที่ในกระบวนการผลิตในสัดส่วนที่สูงขึ้น อาทิ ค่าเสื่อมราคา ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและ บำรุงรักษาเครื่องจักรและสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงค่าใช้จ่ายพนักงานที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการดำเนินงาน ส่งผลให้การควบคุมต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานเป็นประเด็นส าคัญที่ฝ่ายบริหารให้ความสำคัญ ตลอดทั้งปี นอกจากอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ลดลงแล้ว ต้นทุนวัตถุดิบ ยังคงเป็นอีกปัจจัยที่สร้างแรงกดดันต่อต้นทุน โดยรวม โดยเฉพาะ ทองแดง ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) ราคาทองแดงในตลาดโลกปรับตัว เพิ่มขึ ้นในระหว่างปี ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตที่เกี่ยวข้องกับทองแดงเพิ่มขึ้นประมาณ ร้อยละ 0.93 ของยอดขายเมื่อเทียบ กับปีก่อน ขณะเดียวกัน ภาวะอุปทานส่วนเกินในตลาด PCB โลกได้ทวีความรุนแรงของการแข่งขันและแรง กดดันด้านราคา ทำให้บริษัทฯ มีข้อจำกัดในการปรับราคาขายเพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ โครงสร้างผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ มีแนวโน้มเปลี่ยนไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อนและใช้ เทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น โดยเฉพาะ แผ่นวงจรพิมพ์ความหนาแน่นสูง (HDI PCB) ซึ่งต้องอาศัยกระบวนการผลิตที่ ซับซ้อนมากขึ้น ระบบการทดสอบขั้นสูง และการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดขึ้น แม้ว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะสนับสนุนกล ยุทธ์การเติบโตระยะยาวของบริษัทฯ แต่ในช่วงที่อัตราการใช้เครื่องจักรยังอยู่ในระดับต่ำ ย่อมส่งผลให้ต้นทุนการผลิตต่อ หน่วยเพิ่มขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายดังกล่าว บริษัทฯ ได้ดำเนินมาตรการ ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการ ดำเนินงานอย่างครอบคลุม โดยมีการนำเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงมาใช้เพื่อเพิ่มระดับระบบอัตโนมัติ ลดการพึ่งพา แรงงาน และเพิ่มเสถียรภาพของกระบวนการผลิต ควบคู่ไปกับการดำเนินโครงการ ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ผ่านการใช้ เครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพสูงและการปรับปรุงการบริหารจัดการพลังงาน รวมถึงการ ลดต้นทุนด้านสารเคมีและวัสดุ สิ้นเปลือง ผ่านการปรับปรุงกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการซัพพลายเออร์อย่างเหมาะสมแม้ว่าบริษัทฯ จะยังเผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยด้านตลาดและต้นทุนวัตถุดิบดังกล่าว แต่มาตรการควบคุม ต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานได้ช่วยบรรเทาผลกระทบดังกล่าวบางส่วน ส่งผลให้บริษัทฯ มี อัตรากำไร ขั้นต้นประมาณร้อยละ 18.9 ในปี 2568 ลดลงจาก ร้อยละ 22.0 ในปี 2567 ทั้งนี้ฝ่ายบริหารยังคงมุ่งเน้นการเสริมสร้าง ความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนและประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนความสามารถใน การทำกำไรและการเติบโตในระยะยาว เมื่อสภาวะตลาดปรับตัวดีขึ้น ผลจากรายได้ที่ลดลงตามที่กล่าวไว้ข้างต้น ส่งผลให้ปี 2568 กลุ่มบริษัทรายงานกำไรสุทธิรวมจำนวน 832.7 ล้านบาท ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญคิดเป็นร้อยละ 49.5 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีกำไรจากการดำเนินงานในปี 2568 จำนวน 786.6 ล้านบาท (ไม่รวมกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 48.1 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิจากการขาย สินทรัพย์และการด้อยค่าของทรัพย์สินจำนวน 2.0 ล้านบาท) ซึ่งลดลงร้อยละ 48.9 จากปีผ่านมา ส่งผลให้กำไรต่อหุ้นขั้น พื้นฐาน (Basic EPS) ของปี 2568 อยู่ที่ 0.70 บาท เทียบกับ 1.39 บาทต่อหุ้นในปี 2567 ---จบ---
: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์
PCE เผยกำไรไตรมาส 2 โต 59.5% เดินหน้าควบคุมต้นทุน-ขยายกำลังผลิต รับดีมานด์อุตสาหกรรมอาหาร
แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เห็น ตลาดหุ้นเอเชีย เปิดมา ก็แเดง หุ้นไทย ก็แดง เขียว สลับไปมา ระหว่างชั่วโมงการซื้อขาย .....
Hooninside
สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้
ชื่อหรือรหัสของคุณไม่ถูกต้อง
Please, check your email format before submit.
Please, Enter you password.
Please, Enter minimum 3 character.
Please, Enter minimum 6 character.
กรุณากรอกอีเมล์ที่คุณใช้สมัครสมาชิกแล้วกดส่งเมล์