Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.เอเซีย พลัส : บทวิเคราะห์ภาวะตลาดหุ้นรายวัน

101

 

ตลาดหุ้นเข้าสู่ภาวะตลาดหมีใครที่ยังน่าสนใจ

HORIZON MARKET VIEW
• นับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2026 สินทรัพย์ที่เคยขึ้นมาแรงถูกแรงเทขายออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาบิทคอยน์ -24.3%MTD, เงิน -17.7%MTD, ทอง -
3.0%MTD และดัชนีหุ้น NASDAQ -3.9%MTD สะท้อนเม็ดเงินไหลออกจากหุ้นกลุ่มTECH ท่ามกลางความกังวลฟองสบู่ AI หลังบริษัทจดทะเบียนต่างๆ มีแผนใช้จ่าย AI ที่
สูงขึ้น แต่รายได้ยังไม่ถึงจุดคืนทุน
• ขณะที่แนวโน้มเม็ดเงินที่ไหลเข้ามากขึ้น กลับตกไปอยู่ที่สินทรัพย์ปลอดภัย ทั้งหุ้นกลุ่มDEFENSIVE, ค่าเงินดอลลาร์, พันธบัตร โดยสังเกตจากดัชนีหุ้น DOW JONES ขยับขึ้นเล็กน้อย +0.03%MTD ส่วน DOLLAR INDEX แข็งค่า +1.0%MTD ใกล้แตะ 98และ BOND YIELD 10Y สหรัฐฯ -1.3%MTD
• ต่อจากนี้ไปประเด็นที่อาจเริ่มกลับมาให้น้ำหนักมากขึ้นคือความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัว


REGION RADAR
• BAIDU (9888 HK) ประกาศซื้อหุ้นคืนราว $5 พันล้าน คิดเป็นสัดส่วนราว 10% ของ MARKET CAP ในปัจจุบัน ซึ่งจะดำเนินไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2028 พร้อมทั้งอนุมัตินโยบายการจ่ายเงินปันผลเป็นครั้งแรกในประวัติของบริษัท
• ESTEE LAUDER (EL US) -19% แม้บริษัทจะรายงานผลประกอบการออกมาสูงกว่าคาด หนุนจากรายได้การเติบโตในจีนที่ฟื้นตัวแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม บริษัทเตือนว่าในช่วงครึ่งปีหลังจะได้รับผลกระทบจากภาษีศุลกากรราว $100 ล้าน

THAI FOCUS
• ภาพรวมเศรษฐกิจไทยต้นปี 2569 ยังคงอยู่ในภาวะเงินเฟ้อต่ำจากราคาน้ำมันและมาตรการรัฐ กระทรวงพาณิชย์คาดว่าใน 1Q69 เงินเฟ้อจะยังคงติดลบที่ระดับ -0.43%YOY
• ขณะที่ค่าเงินบาทเริ่มอ่อนค่า อาจเป็นปัจจัยลบต่อ FLOW ต่างชาติ แต่จะเป็นแรงหนุนให้กับภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย ส่วนหุ้นเด่นช่วงนี้เลือก DELTA,TU, ITC, AAI, CPF, STA, NER, AOT, AAV, MINT, CENTEL,ERW, BH, BDMS

 


SYNAPSE STRATEGY จำนวน DR ในไทย 252 ตัว แต่ระดับปรับฐานจากจุดสูงสุดในรอบ 1 ปี
• สินทรัพย์ทั่วโลกผันผวน ปรับฐานเร็วในช่วงนี้ แนะนำนักลงทุนจะต้องเฝ้าระวัง พร้อมกับตั้งจุด STOP LOSS ไว้ให้ดี โดยเฉพาะในช่วงระยะปรับฐานจากจุดสูงสุดเกิน 20% (เข้าสู่ช่วง BEARMARKET) และปรับฐานเกิน 30% (เข้าสู่ช่วงกังวลเกิดฟองสบู่) จะเห็นการเร่งตัวลงแรงตามมาได้ แล้วเงินต้นยังไม่หายมาก รอจังหวะที่ย่อตัวลง หรือหาสินทรัพย์อื่นลงทุน น่าจะพอนำเงินต้นคืนมาได้
• ปัจจุบันมีหุ้น DR ลงลึกจากจุดสูงสุดต่ำ -20% อยู่ 64 บริษัท และเป็นหุ้นที่ต่ำ -30% อยู่ 26 บริษัท

 

HORIZON MARKET VIEW
หันหาที่หลบภัย
นับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2026 สินทรัพย์ที่เคยขึ้นมาแรงถูกแรงเทขายออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาบิทคอยน์-24.3%MTD, เงิน -17.7%MTD, ทอง -3.0%MTD และดัชนีหุ้น NASDAQ -3.9%MTD สะท้อนเม็ดเงินไหลออกจากหุ้นกลุ่ม TECH ท่ามกลางความกังวลฟองสบู่ AI หลังบริษัทจดทะเบียนต่างๆ มีแผนใช้จ่าย AI ที่สูงขึ้น แต่รายได้ยังไม่ถึงจุดคืนทุน ขณะที่แนวโน้มเม็ดเงินที่ไหลเข้ามากขึ้น กลับตกไปอยู่ที่สินทรัพย์ปลอดภัย ทั้งหุ้นกลุ่ม DEFENSIVE, ค่าเงินดอลลาร์, พันธบัตร โดยสังเกตจากดัชนีหุ้น DOW JONES ขยับขึ้นเล็กน้อย +0.03%MTD ส่วน DOLLARINDEX แข็งค่า +1.0%MTD ใกล้แตะ 98และ BOND YIELD 10Y สหรัฐฯ -1.3%MTD


ต่อจากนี้ไปประเด็นที่อาจเริ่มกลับมาให้น้ำหนักมากขึ้นคือ ความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัว หลังสหรัฐฯ เผยยอดขอรับสวัสดิการว่างงานล่าสุด 231,000 ราย ซึ่งสูงกว่าตลาดคาดที่ 212,000 ราย อีกทั้งจำนวนตำแหน่งงานว่าง(JOB OPENINGS) ดิ่งลงเหลือ 6.542 ล้านตำแหน่ง สะท้อนตลาดแรงงานสหรัฐฯ อ่อนแอลง ทำให้ตลาดเพิ่มความคาดหวังว่าFED อาจผ่อนคลายนโยบายการเงินเร็วกว่าคาด

 

REGION RADAR
BAIDU ประกาศซื้อหุ้นคืน $5 พันล้าน
BAIDU (9888 HK) ประกาศซื้อหุ้นคืนราว $5 พันล้าน คิดเป็นสัดส่วนราว 10% ของ MARKET CAP ในปัจจุบันซึ่งจะดำเนินไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2028 พร้อมทั้งอนุมัตินโยบายการจ่ายเงินปันผลเป็นครั้งแรกในประวัติของบริษัท การจ่ายปันผลและซื้อหุ้นคืนในครั้งนี้สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับผลตอบแทนผู้ถือหุ้นมากขึ้น ในช่วงที่การเติบโตของธุรกิจโฆษณาหลักเริ่มชะลอตัว โดยยังตอกย้ำถึงสถานะเงินสดที่แข็งแกร่งของ BAIDU ขณะที่บริษัทยังคงลงทุนอย่างต่อเนื่องในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบขับขี่อัตโนมัติ


ESTEE LAUDER ปรับตัวลงแรงแม้ผลประกอบการออกมาดีกว่าคาด
ESTEE LAUDER (EL US) -19% แม้บริษัทจะรายงานผลประกอบการออกมาสูงกว่าคาด โดยมีรายได้ $4.2พันล้าน +6% YOY (สูงกว่าคาด 0.1%) ขณะที่ EPS อยู่ที่ $0.89 +44% YOY (สูงกว่าคาด 5.9%) หนุนจากรายได้การเติบโตในจีนที่ฟื้นตัวแข็งแกร่ง อีกทั้งบริษัทได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ EPS สู่ระดับ $2.05–$2.25(จากเดิมคาด $1.90-$2.10) อย่างไรก็ตาม บริษัทเตือนว่าในช่วงครึ่งปีหลังจะได้รับผลกระทบจากภาษีศุลกากรราว $100ล้าน

 

THAI FOCUS
เงินเฟ้อ ม.ค. 69 ติดลบต่อเนื่อง + ค่าเงินบาทที่เริ่มอ่อนค่า หุ้นกลุ่มไหนที่ยังพอไปได้
ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) หรือเงินเฟ้อทั่วไป ประจำเดือนม.ค.69 ออกมาอยู่ที่ระดับ -0.66% (YOY) ซึ่งถือเป็นการติดลบที่มากกว่าตลาดคาดไว้ (คาดไว้ที่ -0.40%YOY) และนับเป็นการติดลบต่อเนื่องยาวนานเป็นเดือนที่ 10 ซึ่งปัจจัยหลักที่กดดันให้เงินเฟ้อลดต่ำลง มาจากการลดลงของราคาสินค้าใน กลุ่มพลังงาน ทั้งราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและค่ากระแสไฟฟ้า ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐฯ ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้คาดการณ์ว่า1Q69เงินเฟ้อจะยังคงติดลบที่ระดับ -0.43%YOY และประเมินกรอบเงินเฟ้อตลอดทั้งปีไว้ที่ 0.0 – 1.0% อย่างไรก็ตาม หากพิจารณา "เงินเฟ้อพื้นฐาน" (CORE CPI) ที่หักราคาอาหารสดและพลังงานออก ยังคงขยายตัวเป็นบวกอยู่ที่ 0.60%YOY ซึ่งสะท้อนถึงกำลังซื้อในประเทศที่ยังมีแรงขับเคลื่อนอยู่

 

ในขณะที่เงินเฟ้อไทยยังลดต่ำลงเรื่อยๆ บวกกับทิศทาง DOLLAR INDEX ที่แข็งค่าหนุนให้ทิศทางของค่าเงินบาทกลับทิศ เริ่มปรับตัวอ่อนค่าลง ล่าสุดอยู่ระดับ 31.8 บาท/เหรียญฯ ซึ่งส่งผลทางจิตวิทยาและการเคลื่อนย้ายของFLOW ต่างชาติในระยะสั้น ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนเน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อนค่า ได้แก่กลุ่มส่งออก (EXPORTS): ได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และเกษตรแปรรูป
• หุ้นเด่น: HANA, DELTA, KCE, TU, ITC, AAI, CPF, GFPT, STA, NER, STGT, SATกลุ่มท่องเที่ยว (TOURISM): บาทอ่อนค่าช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ให้มีกำลังซื้อมากขึ้น
• หุ้นเด่น: AOT, AAV, BA, MINT, CENTEL, ERWกลุ่มโรงพยาบาล (HEALTHCARE): โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่เน้นผู้ป่วยชาวต่างชาติ (MEDICAL TOURISM)
• หุ้นเด่น: BH, BDMS

SYNAPSE STRATEGY
สินทรัพย์เสี่ยงผันผวน ปรับฐานเร็ว แนะนักลงทุนจะต้องรักษาเงินต้น ตั้งจุด STOP LOSS ไว้ให้ดี
สินทรัพย์ทั่วโลกผันผวนมาก และปรับฐานเร็วในช่วงนี้ แนะนำนักลงทุนจะต้องเฝ้าระวัง พร้อมกับตั้งจุด STOPLOSS ไว้ให้ดี โดยเฉพาะในช่วงระยะปรับฐานจากจุดสูงสุดเกิน 20% (เข้าสู่ช่วง BEAR MARKET) และปรับฐานเกิน30% (เข้าสู่ช่วงกังวลเกิดฟองสบู่) จะเห็นการเร่งตัวลงแรงตามมาได้แล้วเงินต้นยังไม่หายมาก รอจังหวะที่ย่อตัวลงมาลึกกว่า หรือหาสินทรัพย์อื่นลงทุน น่าจะพอนำเงินต้นกลับคืนมาได้ยกตัวอย่าง BITCOIN ปรับฐานลงมาแรง 50% ในช่วงระยะเวลา 4 เดือน การปรับฐานเร่งตัวตอนลงมาต่ำกว่า20% และ 30%

อีกมุมหากพิจารณาเรื่องการรักษาเงินต้น พบว่า ยิ่งเงินในพอร์ตลดลงลึกมากเท่าใหร่ % ที่จะเอาคืนกลับมาได้ทวีคูณมากกว่ามาก อาทิ หากหุ้นย่อตัวลง 50% การที่จะกรับขึ้นไปที่เก่าต้องขึ้นถึง 100%

 

ฝ่ายวิจัยฯ ทำการรวบรวมข้อมูล DR ที่เข้าตลาดมาเกิน 1 ปี ได้ 252 บริษัท มีหุ้นที่ปรับฐานจากจุดสูงสุด ลงมาในช่วง -20%ถึง 30% อยู่ 38 บริษัท และ ติดลบมากกว่า 30%อยู่ 26 ตัว ถือเป็นกลุ่มหุ้นที่ต้อง MONITOR อย่างใกล้ชิด และตั้ง STOP LOSS ตอนเด้งขึ้นหรือย่อตัวลงไว้ด้วย เพราะตามจิตวิทยาเวลาหุ้นลงเกิน 20% และ 30%จะมีโอกาสเร่งลงแรงไดh

 

จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์

ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985

สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

ไต่เส้น By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง แต่เกมหุ้นไทย ไต่เส้น เส้นกราฟ เคลื่อนไหว ตามแรงเก็งกำไร แรงขาย แรงซื้อ ซื้อมากกว่าขาย ...

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้