ความกังวลสภาพคล่องแผ่ว กดดันตลาดผันผวน
HORIZON MARKET VIEW
• วานนี้ ราคาทองคำดีดตัวขึ้นแรง เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดิบ BRENT ฟื้นตัวราว+2.3% ท่ามกลางความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
• ล่าสุดเครื่องบินรบสหรัฐฯ ยิงทำลายโดรนอิหร่านในทะเลอาหรับ โดยอ้างว่าเป็นการกระทำเพื่อป้องกันตนเอง หลังจากที่โดรนได้บินเข้าใกล้เรือบรรทุกเครื่องบินด้วยเจตนาที่ไม่ชัดเจน และในวันศุกร์นี้ อิหร่านได้เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงสถานที่และรูปแบบเจรจากับสหรัฐฯ โดยขอให้จัดเจรจาแบบทวิภาคีที่ประเทศโอมาน
• ทั้งนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังต้องจับตาอย่างชิด เพราะในทางกลับกันหากระดับความตึงเครียดผ่อนคลายลง พร้อมเห็นสัญญาณเชิงบวกในการเจรจากันสัปดาห์นี้ อาจทำให้เม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์ปลอดภัย และกดดันราคาน้ำมันได
REGION RADAR
• NINTENDO (7974 JP) มีรายได้4Q68 โต (+99.3%) จากกระแสSWITCH 2 แต่ MARGIN ลดลงเหลือ 15.8% เพราะต้นทุนผลิตชิปสูงขึ้น และภาษีนำเข้าในสหรัฐฯ ส่วนราคาหุ้นปรับฐานลงมาเกิน 30%ถือเป็นจังหวะสะสม เพื่อรอรับรู้กำไรที่โตแรงปีนี้จากยอดขายแผ่นเกม
• AMD (AMD US) มีรายได้ 4Q68 NEW HIGH จากการขายชิปตระกูล MI300 และ EPYC คาด EPS GRWOTH ปีนี้จะโต +64% โดยมีMI350 และ MI400 เป็นจุดขายหลัก แต่ราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยบวกไปมากแล้ว (P/E สูง)จึงเหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได
THAI FOCUS
• ข้อมูลจาก POLYMARKET บ่งชี้ว่าบุคคลที่จะได้เป็นนายกฯคนต่อไปคือคุณอนุทิน ชาญวีรกูลด้วยโอกาสสูงถึง 70% ทำให้อำนาจการบริหารประเทศตอนนี้อาจอยู่ที่ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคที่มีความยืดหยุ่นสูง ซึ่งต้องติตตามว่าผลลัพธ์ว่าจะเป็นเช่นไร
• อย่างไรก็ดีนโยบายเศรษฐกิจจาก 3 พรรคใหญ่หลังเลือกตั้งเสร็จสิ้นคาดว่าจะช่วยกระตุ้น GDP ไทยในช่วง2H69 ซึ่งหนุนให้ GDP ปี 2569โตเกิน 1.6% ได้ ทั้งการกระตุ้นการบริโภค, ลดภาระต้นทุน และดึงดูดการลงทุนต่างชาติ
SYNAPSE STRATEGY
• นักลงทุนสถาบันลงเงินไปเกือบเต็ม, VALUATION เริ่มตึง และSENTIMENT เอนเอียงไปทาง RISK-OFF มากขึ้น ขณะเดียวกันตลาดเริ่มลดคาดหวังการลดดอกเบี้ยของ FED (อาจไม่ลดในครึ่งปีแรก) และบางประเทศอย่างออสเตรเลียยังขึ้นดอกเบี้ยเป็น 3.85%,PUT/CALL สูงขึ้น 0.75 และ JUNK SPREAD เร่งเป็น 1.35
• แนะนำเพิ่มเงินสดเป็น 20%–30% รอซื้อตอนย่อ หวังไทยเป็นแหล่งพักเงินตอนนี้ (MEYG 4.79%) เช่น CPALL, TIDLOR, ICHI,COCOCO, SIRI, PTT, PTTEP
HORIZON MARKET VIEW
จับตาความไม่แน่นอนของปัจจัยแวดล้อม
วานนี้ ราคาทองคำดีดตัวขึ้นแรง เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดิบ BRENT ฟื้นตัวราว +2.3% ใกล้แตะ 68 เหรียญฯ/บาเรล ท่ามกลางความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง แม้ในสัปดาห์นี้จะมีกำหนดเจรจาของประเทศต่างๆ เริ่มจากวันที่ 4-5 ก.พ. 2026 : ยูเครน-สหรัฐฯ-รัสเซีย จ่อหารือไตรภาคีรอบสอง และวันที่ 6 ก.พ.2026: สหรัฐ-อิหร่านเตรียมเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ตุรกี
ขณะที่สถานการณ์ล่าสุดพบว่า เครื่องบินรบสหรัฐฯ ยิงทำลายโดรนอิหร่านในทะเลอาหรับ โดยอ้างว่าเป็นการกระทำเพื่อป้องกันตนเอง หลังจากที่โดรนได้บินเข้าใกล้เรือบรรทุกเครื่องบินด้วยเจตนาที่ไม่ชัดเจน และในวันศุกร์นี้อิหร่านได้เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงสถานที่และรูปแบบเจรจากับสหรัฐฯ โดยขอให้จัดเจรจาแบบทวิภาคีที่ประเทศโอมาน
ทั้งนี้ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่สูงขึ้น ถือเป็นเหตุให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย และเกิดแรงเก็งกำไรน้ำมันดิบจากความกังวล SUPPLY ขาดแคลน แต่ในทางกลับกันหากระดับความตึงเครียดผ่อนคลายลงพร้อมเห็นสัญญาณเชิงบวกในการเจรจากันสัปดาห์นี้ อาจทำให้เม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์ปลอดภัย และกดดันราคาน้ำมันได
นอกจากนี้ยังต้องจับตา การปิดทำการของรัฐบาลสหรัฐฯ (US GOVERNMENT SHUTDOWN) รอบล่าสุด ยังไม่ยุติลง ขณะที่ผลกระทบทำให้เกิดการเลื่อนเผยแพร่ตัวเลขในตลาดแรงงานสหรัฐฯ อาทิ การเปิดรับสมัครงานสหรัฐฯ (JOLTS) และรายงานสถานการณ์การจ้างงานประจำเดือนมกราคม 2026 เป็นต้น และเมื่อพิจารณาข้อมูลในอดีต พบว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ปิดทำการ 1 สัปดาห์มักหนุนให้ทองคำปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ยราว1% อย่างไรก็ดี ปธน.ทรัมป์ ได้มีการเรียกร้องสภาผู้แทนฯ รีบอนุมัติงบประมาณ หวังสหรัฐฯ หลุด SHUTDOWN
REGION RADAR
วิเคราะห์ หุ้น AMD US และ NINTENDO JP น่าลงทุนขณะนี้หรือไม่
เริ่มกันที่ NINTENDO CO., LTD. (7974JP) หลังจากที่ NINTENDO ได้วางจำหน่าย SWITCH 2 ไปเมื่อกลางปี
2568 ผลประกอบการ 4Q68 ยอดขายรวมแตะ 1.9 ล้านล้านเยน (+99.3% YOY) การเติบโตเกือบหนึ่งเท่าตัวนี้มาจากแรงหนุนมหาศาลของยอดขายเครื่อง SWITCH 2 ที่ทำยอดขายสะสมไปแล้วกว่า 17.37 ล้านเครื่อง แต่จุดสังเกตสำคัญคือ อัตรากำไร (OPERATING MARGIN) ลดลงเหลือ 15.8% (จากเดิม 25.9%) สาเหตุหลักมาจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และผลกระทบจากกำแพงภาษีในตลาดสหรัฐฯ รวมถึงราคาชิ้นส่วน MEMORY ที่พุ่งสูงขึ้น ส่วน OUTLOOK ปี 2569 เป็นปีแห่ง "SOFTWARE CYCLE" เกมระดับแม่เหล็กอย่าง METROID PRIME4: BEYOND และเกม POKEMON ภาคใหม่บน SWITCH 2 จะเริ่มวางจำหน่าย ซึ่งปกติแล้วกำไรจากการขายเกม(SOFTWARE) จะมี MARGIN สูงกว่าการขายเครื่อง ช่วยชดเชยต้นทุนฮาร์ดแวร์ได้ขณะที่ราคาหุ้นปรับฐานลงมาราว 30% จากจุดสูงสุด เป็นโอกาสดีในการเข้าเก็บเพื่อรอรอบกำไรจากยอดขายแผ่นเกมในปีนี้ต่อมา คือ ADVANCED MICRO DEVICES, INC. (AMD US) ไม่ใช่แค่เบอร์สองรองจาก INTEL หรือ NVIDIA อีกต่อไป แต่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำร่วมในตลาด DATA CENTER ด้วยชิปตระกูล MI300 และ MI350 โดยผลประกอบการ 4Q68 รายได้รวมทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 10.3 พันล้านเหรียญฯ (+34% YOY) ขับเคลื่อนด้วยความต้องการชิป AI (INSTINCT GPU) และ CPU ตระกูล EPYC ที่ยังแย่งส่วนแบ่งตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนOUTLOOK ปี 2569 นักวิเคราะห์ประเมินว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) อาจก้าวกระโดดขึ้นไปถึงระดับ $5.16(+64% จากปี 2025)จากการเปิดตัวชิป MI350 และ ROADMAP ของ MI400 จะเป็นกุญแจสำคัญในการดึงงบลงทุนจาก BIGTECH (MICROSOFT, META) อย่างไรก็ตามราคาหุ้นตอบรับข่าวดีไปพอสมควร (P/E ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับกลุ่มเดียวกัน)จึงทำให้น่าสนใจสำหรับนักลงทุนสายหุ้น GROWTH เท่านั้นสรุปถ้าคุณชอบหุ้นมั่นคงเลือก NINTENDO เพราะราคาหุ้นได้รับรู้ข่าวร้ายเรื่องต้นทุนไปแล้ว และฐานผู้เล่นSWITCH 2 ที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆในอนาคต แต่ถ้าคุณชอบหุ้นเติบโตเลือก AMD แม้จะมีความผันผวนสูง แต่ตราบใดที่กระแส AI ยังไม่แผ่วลง AMD คือผู้เล่นที่เติบโตได้แรงที่สุดตัวหนึ่งในกลุ่ม SEMICONDUCTOR
THAI FOCUS
การเมืองไทย 2026 ตอนนี้เป็นอย่างไร ใครโอกาสได้เป็นนายกคนใหม่
นับถอยหลังก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.69 ข้อมูลจาก POLYMARKET เผยให้เห็นทิศทางการเมืองไทยในปี2026 ว่าตัวนายกฯคนใหม่จะมีโอกาสเป็นใครมากที่สุด โดยข้อมูลบ่งชี้ว่าบุคคลที่จะได้เป็นนายกฯคนต่อไป คือคุณอนุทิน ชาญวีรกูลด้วยโอกาสสูงถึง 70% ตามด้วยณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิที่มีตัวเลขอยู่ที่ 21% เท่านั้น ทำให้อำนาจการบริหารประเทศตอนนี้อาจอยู่ที่ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคที่มีความยืดหยุ่นสูงและมีภาษีดูดีที่สุดในหลายๆฝ่าย ซึ่งต้องติตตามว่าผลลัพธ์จะเป็นแบบที่ POLYMARKET คาดการณ์ไว้หรือไม่ขณะที่ในมุมสถิติ SET INDEX ก่อนและหลังเลือกตั้ง 6 ครั้งหลังสุด มีโอกาสสูงถึง 83% ที่จะเห็นตลาดหุ้นไทยดีดตัวราว1.8% ถึง 2.6% ในช่วงก่อนเลือกตั้ง 1 สัปดาห์ไปจนถึง หลังเลือกตั้ง 1 เดือน
หากพิจารณาในมุมนโยบายเศรษฐกิจของพรรคใหญ่ที่เตรียมเข้ามาหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น มีรายละเอียด ดังนี้
1. พรรคประชาชน (สีส้ม) นโยบายหลัก : เน้นการสนับสนุน SME และสินค้าไทย, การยกระดับตลาดทุน, ผลักดันอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (SEMICONDUCTOR), และสวัสดิการขนส่งสาธารณะ
2. พรรคภูมิใจไทย (สีน้ำเงิน)นโยบายหลัก : เน้นสวัสดิการ (คนละครึ่ง/บัตรสวัสดิการ), ลดค่าไฟ, ส่งเสริมการออม (พันธบัตร/หวยเกษียณ), สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (SOFT LOAN), การลงทุนรัฐร่วมเอกชน (PPP), เศรษฐกิจสีเขียว (GREEN ECONOMY), และ AI
3. พรรคเพื่อไทย (สีแดง) นโยบายหลัก : การแก้หนี้/พักหนี้, แจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต, ลดค่าครองชีพ (เดินทาง, ค่าไฟ, รักษาพยาบาล), และยกระดับเศรษฐกิจด้วย AI
ดังนั้นนโยบายเศรษฐกิจที่เตรียมคลอดลงสู่เศรษฐกิจในช่วง 2H69 น่าจะเป็นตัวพยุงให้ GDP ไทยมีโอกาสเติบโตมากกว่าระดับ 1.5-1.6% ดังที่หลายสำนักเศรษฐกิจคาดการณ์ไว้ได้
SYNAPSE STRATEGY
ความหวังสภาพคล่องส่วนเกินเริ่มแผ่ว นักลงทุนเข้าสู่โหมดระวังมากขึ้น
ในช่วงที่ผ่านมา ภาพรวมตลาดการเงินโลกปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจาก แรงหนุน “ความคาดหวังสภาพคล่อง”โดยเฉพาะมุมมองว่า FED จะเข้าสู่วงจรลดดอกเบี้ยขาลง ส่งผลให้เม็ดเงินไหลกลับเข้าหาสินทรัพย์เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ทั้งหุ้นสหรัฐ หุ้นเทคฯ และตลาดเกิดใหม่ โดยมีสัญญาณ บ่งชี้จาก “นักลงทุนสถาบันลงเงินไปเกือบเต็ม
หน้าตักแล้ว” ขณะที่ปัจจัยสนับสนุนด้านสภาพคล่องเริ่มเบาลง จึงทำให้ตลาดมีโอกาสเผชิญภาวะ “ตึงตัวด้านVALUATION” และ SENTIMENT เริ่มเอนเอียงไปทาง RISK-OFF มากขึ้น โดยมีรายละเอียดดังนี้
▪ กองทุนถือเงินสดต่ำสุดในประวัติศาสตร์: กระสุนเริ่มหมด: ข้อมูลจาก BOFA GLOBAL FUNDMANAGER SURVEY ชี้ว่า ระดับการถือเงินสดของผู้จัดการกองทุนทั่วโลกล่าสุดลดลงมาเหลือเพียง3.3% ของ AUM ซึ่งถือว่าเป็น “ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์” และต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดความปั่นป่วนครั้งใหญ่ทั้งวิกฤตการเงินโลกปี 2008และวิกฤตโควิดปี 2020แปลว่าเม็ดเงินฝั่งสถาบันได้ “เข้าลงทุนไปล่วงหน้าแล้ว” โอกาสที่ตลาดจะได้แรงซื้อใหม่แบบรุนแรงในระยะสั้นจึงเริ่มจำกัด ขณะที่ DOWNSIDE RISK จะเพิ่มขึ้นหากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องลดความเสี่ยงพร้อมกัน
▪ ความหวังเรื่องสภาพคล่องเริ่มสะดุด: โลกอาจยังไม่เข้าสู่ช่วงลดดอกเบี้ยอย่างที่นักลงทุนคาดหวังไว้
ในช่วงก่อนสะท้อนจากช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ตลาดเคยตั้งสมมติฐานว่า FED อาจลดดอกเบี้ย 1–2 ครั้งในช่วงกลางปี2569 แต่ล่าสุดเริ่มลดความคาดหวังลงเป็นอาจจะไม่ลดในครึ่งปีแรก อีกทั้งยังเห็นบางประเทศ อย่าง ออสเตรเลียประกาศปรับขึ้นดอกเบี้ยจาก 3.6% เป็น 3.85% สะท้อนว่าแรงกดดันเงินเฟ้อในบางประเทศยังไม่จบ และทิศทางดอกเบี้ยของโลก “ไม่จำเป็นต้องไปทางเดียวกัน”
▪ SENTIMENT เปลี่ยนเป็น RISK-OFF: PUT/CALL สูงขึ้น + CREDIT เริ่มส่งสัญญาณระวัง : แม้ตลาดหุ้นบางส่วนยังยืนได้ แต่ เครื่องชี้วัดความเสี่ยง เริ่มสะท้อนว่า นักลงทุนมีพฤติกรรม “ป้องกันDOWNSIDE” มากขึ้น โดย CNN FEAR & GREED INDEX ใน 1 สัปดาห์ ลดลงจาก 65 (โซน GREED)เป็น 41 (โซน FEAR) ซึ่งประเด็นสำคัญที่ลดลงมี 2 เรื่อง PUT/CALL RATIO ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลดอก 1 เดือน ล่าสุดราว 0.75และ SPREAD ของ JUNK BOND เทียบกับ INVESTMENT GRADE เร่งขึ้นมาอยู่ที่ 1.35%
▪ ตลาดหุ้นสหรัฐเริ่มแพงเมื่อเทียบผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี : EARNING YIELD GAP ติดลบ : อีกจุดที่น่ากังวลคือ MARKET EARNING YIELD GAP ของสหรัฐ (S&P 500, NASDAQ และ DOW JONES)ซึ่งหลายดัชนีอยู่ในระดับ EARNING YIELD GAP ติดลบ แปลว่า “ผลตอบแทนจากกำไรของตลาดหุ้น”ต่ำกว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 10 ปีอาจทำให้นักลงทุนทั่วโลกเริ่มมีคำถามว่า…“ถ้าจะรับความผันผวนของหุ้น ทำไมไม่ถือ BOND ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า?”
สรุป ความหวังสภาพคล่องส่วนเกินเริ่มแผ่ว นักลงทุนเข้าสู่โหมดระวังมากขึ้น แนะนำถือเงินสดในพอร์ตเพิ่มเติมเป็น 20% – 30% สำหรับหุ้นผันผวนสูงแนะนำซื้อตอนราคาย่อตัว สำหรับการสะสมเน้นหุ้นที่มี VALUATION ดีหรือ หุ้นปันผลสูง อย่างตลาดหุ้นไทยน่าจะเป็นหนึ่งในแหล่งพักเงินที่ดี มี MEYG 4.79% แนะนำหุ้นรับกระแสเลือกตั้ง CPALL, TIDLOR หุ้นปันผลสูง ICHI, COCOCO, SIRI, PTT, PTTEP
จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985
สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์
ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์