Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

94


แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ Sentiment ตลาดหุ้นสหรัฐฯและไทยปรับตัวขึ้นได้


KEY FINDINGS:


สหรัฐฯ: ดัชนี S&P500 ปรับขึ้นได้ 1.5% หนุนจากการฟื้นตัวของหุ้น Big Tech สอดคล้องกับเครื่องมือชี้วัดภาวะอารมณ์ตลาด (Sentiment Indicators) ที่กลับมาส่งสัญญาณฟื้นตัวได้อีกครั้ง โดยดัชนี Fear & Greed Index ปรับขึ้นจากโซน Neutral ที่ระดับคะแนน 52 จุด สู่โซน Greed ที่คะแนน 63 จุด ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับผลสำรวจ AAII ที่มี Bull-Bear Spread เพิ่มขึ้น

ไทย: ดัชนี SET ปรับตัวขึ้นได้ขึ้น 1.5% เทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า สอดคล้องกับมาตรวัด BLS Greed & Fear Barometer ที่คะแนนปรับขึ้นจาก 46 คะแนนเป็น 52 คะแนน ซึ่งเป็นการยืนในโซน Neutral ได้ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สอง

US MARKET SENTIMENT TRACKER:
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัว 1.5% หนุนจากการฟื้นตัวของหุ้น Big Tech สอดคล้องกับเครื่องมือชี้วัด Sentiment ที่กลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง หลังจากอ่อนแอลงในสัปดาห์ก่อนหน้า โดย CNN Fear & Greed Index ปรับขึ้นจากโซน Neutral ที่ระดับคะแนน 52 จุด สู่โซน Greed ที่คะแนน 63 จุด หนุนจากการปรับตัวดีขึ้นของหลายองค์ประกอบ อาทิ Market Momentum ที่กลับมาฟื้นตัว Net new 52-week highs and lows ที่ปรับขึ้นได้ต่อเนื่อง Market Breadth ที่ยังคงขยับขึ้นได้ รวมถึง Put/Call Ratio ที่ปรับลงเล็กน้อย จาก 0.73 เท่าสู่ 0.71 เท่า

ส่วนผลสำรวจความเชื่อมั่นนักลงทุนของ AAII สะท้อนถึงมุมมองเชิงบวกต่อตลาดในช่วง 6 เดือนข้างหน้าที่เพิ่มขึ้น โดยมุมมองฝั่ง Bullish เพิ่มขึ้น 1.2% จาก 43.2% เป็น 44.4% (สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 37.5%) ขณะที่มุมมองฝั่ง Bearish ลดลง 1.9% จาก 32.7% เหลือ 30.8% (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 31.0% เล็กน้อย) ส่งผลให้ Bull-Bear Spread ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.2% สู่ระดับ 13.6%

THAI MARKET SENTIMENT TRACKER:
ในส่วนของตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET ขึ้นทดสอบจุดสูงสุดเดิมที่เคยทำไว้ที่ 1,345 จุด ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.5% เทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า สอดคล้องกับมาตรวัด BLS Greed & Fear Barometer ที่ฟื้นตัวได้ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สอง โดยยังคงอยู่ในโซน Neutral คะแนนปรับขึ้นจาก 46 คะแนนเป็น 52 คะแนน หนุนจากการปรับตัวดีขึ้นของเกือบองค์ประกอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดัชนี Volume Index ที่ฟื้นตัวได้ครั้งแรกในรอบ 3 สัปดาห์ และดัชนี Momentum Strength ที่ปรับขึ้นอย่างแข็งแกร่งหลังจากเข้าสู่โซน Positive จากระดับ +11.2 สู่ +23.9 รวมถึง Market Breadth ที่ยังคงขยับขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง

IMPLICATION:
บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวดีขึ้น แม้สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางจะทวีความตึงเครียด สะท้อนว่าตลาดให้น้ำหนักกับผลประกอบการและมุมมองของผู้บริหารมากกว่าปัจจัยภายนอก ทั้งนี้ การที่ดัชนี CNN Fear & Greed ยังไม่เข้าสู่ภาวะ Extreme Greed จึงเปิดโอกาสให้ S&P500 ปรับตัวขึ้นต่อได้หากงบออกมาดี แต่ต้องระวังความผันผวนที่อาจเพิ่มขึ้นจากข่าวลบทางด้านภูมิรัฐศาสตร์
สำหรับตลาดหุ้นไทย ภาพรวมยังคงส่งสัญญาณบวกต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี การที่ดัชนี Bull-to-bear ทรงตัวเหนือกรอบบนติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่สอง ถือเป็นสัญญาณเตือนว่า ดัชนี SET มีแนวโน้มจะแกว่งตัวผันผวนเพิ่มขึ้นในระยะนี้ และมีด่านทดสอบระดับ 1,350 จุด เป็นแนวต้านที่สำคัญในระยะสั้น


สรุปภาพตลาดวานนี้
SET ย่อแล้วหลังบวกมาหลายวัน แต่ก็ย่อไม่หลุดแนวรับ โดยหลักๆ แรงขายจาก SCC (งบไม่ดี) และกลุ่มธนาคาร (ขายลดพอร์ต ตามที่เราเคยเตือน) ขณะที่แรงซื้อเข้าไปที่ COM7 (คาดการณ์งบดี) TRUE BDMS และคอมเมิร์ชรีบาวด์


แนวโน้มตลาดวันนี้
บ๊ายบาย Jan. Effect
ส่งท้าย January effect ให้เดือนแห่งความรักรับไม้ต่อ นลท.ต่างชาติยังจะกลับมารักหุ้นไทยต่อหรือไม่; เราไม่ขอฟันธงแต่มองไปข้างหน้า...คาดว่า
หุ้นไทยจะขึ้นต่อไปจนกว่าจะคนล้อจะท้อ; เนื่องด้วย 1. เราคาดว่ามีคนตกรถด่วนหุ้นไทยขบวนนี้ และยังมีกำลังซื้อหุ้นที่ซุ่มรออยู่ จากแรงขายสะสมฝากฝั่งกองทุนในประเทศตลอดเดือน มค.ราว 2.6 หมื่นล้านบาท และทยอยขายหุ้นไทยมาตลอด 3-4 เดือนที่ผ่านมาตอนที่หุ้นไทยรายตัวทยอยปรับขึ้น (เฉลี่ยร่วมๆ 20%) สุทธิรวมแล้วกว่า 4 หมื่นล้านบาท (สุทธิกองทุนขาย 6.6 หมื่นล้านบาท)
2. บวกด้วยทิศทางราคาหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ที่เดินหน้ามาได้ดีรอบนี้ยังคงแข็งแกร่ง และเมื่อนักลงทุนเริ่มหลุดดอยหุ้น คาดว่ากำลังซื้อหุ้นในตลาดหุ้นไทย (และสินค้าฟุ่มเฟือย) มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นตาม Wealth Effect
และ 3. ประเด็นล่าสุด ที่ “ทรัมป์” ส่งสัญญาณประกาศศึกค่าเงิน บอกอยากเห็น ดอลล์อ่อนค่าไปให้มากกว่านี้ ยิ่งถ้าประธานเฟดคนใหม่อยู่ในโอวาสของ ทรัมป์ คาดว่าจะยิ่งเห็นตะกร้าค่าเงิน Dollar Index อ่อนค่าช่วยแก้ขาดดุล แต่ภาระจะตกอยู่กับคู่ค้า เช่น ไทย ฯลฯ ในการกำกับอัตราแลกเปลี่ยน การเร่งหาตลาดส่งออกใหม่ทดแทน
จากทั้ง 3 ประเด็น ผลบวกต่อหุ้นไทยตรงไปตรงมา เราคาด คือกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์, กิจการที่ลงทุนในต่างประเทศ และกิจการนำเข้าสินค้า เช่น กลุ่ม Discretionary.และหุ้นขวัญใจกองทุนที่เข้าเกณฑ์ คาดยังคงเป็นหุ้นเด่นที่เราแนะนำต่อเนื่อง


กลยุทธ์การลงทุน
กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ “รอ” สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง ไม่ไล่ราคา เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง, หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร


วิเคราะห์ทางเทคนิค
มุมมอง SET Index (monthly chart) เมื่อเข้าสู่โค้งสุดท้ายเดือนม.ค. 2026 มองแบบมุมกว้าง " โดยผสมผสานระหว่าง Price Action, Indicator และ Market Structure เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจน:
1. โครงสร้างราคา (Market Structure) ในระดับ Monthly เราจะเห็นการแกว่งตัวในกรอบกว้างๆ (Large Sideways) มาหลายเดือนแนวรับสำคัญ (Major Support) จะอยู่ที่บริเวณ 1,280 - 1,300 จุด ป้อมปราการด่านสุดท้ายที่แข็งแกร่ง หาก SET ยังยืนเหนือโซนนี้ได้ในกราฟเดือน แสดงว่าโครงสร้างขาขึ้นใหญ่มีโอกาสฟื้นตัว
2. เส้น EMA 10 vs EMA 25 (Monthly) ล่าสุด….ดัชนีทะลุยืนเหนือได้สำเร็จ จะเป็นสัญญาณ Early Bullish สำหรับปี 2026
3. โมเมนตัม (RSI & Volume) กำลังฟื้นตัวขึ้นทั้งคู่ใน Timeframe Month บ่งชี้สัญญาณกลับตัวที่ทรงพลัง!
สรุป: SET month ลุ้น Closing at High คือแรงส่งชั้นดีในเดือนก.พ.
Note: หากทะลุเส้นกด 1,380 จุดจะเปลี่ยนเทรนด์ขาขี้นระยะยาว!

 

What to watch
ตำรวจเยอรมันบุกค้นสำนักงาน Deutsche Bank ขยายผลสอบคดีฟอกเงิน ทั้งในเมืองแฟรงก์เฟิร์ตและกรุงเบอร์ลินเมื่อวันพุธ (28 ม.ค.) เพื่อสืบสวนคดีฟอกเงิน. ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ดอยช์แบงก์เผชิญปัญหาความบกพร่องด้านการป้องกันการฟอกเงินหลายครั้ง จนถูกหน่วยงานกำกับดูแลตรวจสอบอย่างเข้มงวด ทั้งยังเคยถูกสั่งปรับและถูกตำรวจบุกค้นสำนักงานมาแล้วหลายรอบ
MSCI ระงับการรีวิวหุ้น-ดัชนีของอินโดนีเซีย จนกว่า หน่วยงานกำกับดูแลของอินโดนีเซีย จะแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ ความโปร่งใสของข้อมูลและความสามารถในการลงทุน ของตลาดหุ้นในประเทศให้ชัดเจนก่อน และอาจ ทบทวนสถานะการเข้าถึงตลาด (market accessibility) ของอินโดนีเซียใหม่จนนำไปสู่การ ลดน้ำหนักของหุ้นอินโดนีเซียในดัชนี MSCI Emerging Markets
นักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยฟื้นต่อเนื่อง 14% WoW ในสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากนี้คาด แนวโน้ม Seat Capacity สายการบินจีนมาไทยเพิ่ม 7-10% หนุนการกลับมาเที่ยวไทยช่วงตรุษจีน-ก.พ. เป็นต้นไป
สถานการณ์การเตรียมสู้รบระหว่างสหรัฐฯ - อิหร่าน แม้อยู่ในช่วงการปิดล้อม และเป็นสงครามจิตวิทยา แต่หากเปิดฉากอาจจะบานปลายสู่ระดับภูมิภาค


หุ้นแนะนำวันนี้
CRC นอกจากตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนสัปดาห์ที่แล้ว +14% WoW (ต่อเนื่องจาก +8% WoW สัปดาห์ก่อนหน้า), แนวโน้ม Seat Capacity สายการบินจีนมาไทยเพิ่ม 7-10% จากคาดหวังกับการฟื้นช่วงตรุษจีน และการย้ายที่เที่ยวจากญี่ปุ่นมาไทยได้ในเดือน ก.พ. นี้, หนุนกำลังซื้อในประเทศควรดีขึ้นตามเศรษฐกิจท่องเที่ยว และต้นทุนในการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยคาดมาร์จิ้นดีขึ้น
แนวรับ 19 ต้าน 22 Stop loss 17

 


รายงานพื้นฐานวันนี้

Primary Research
EP.5 เลือกตั้งจบแล้ว SET จะไปทางไหน
ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาก่อนการเลือกตั้ง ทำให้นักลงทุนหันมาประเมินว่า หลังความไม่แน่นอนทางการเมืองคลี่คลาย ตลาดจะไปต่อ แกว่งตัวสะสมกำลัง หรือเผชิญแรงขายแบบ sell-on-fact
จากผลการสำรวจประมาณ 40% คาดว่าตลาดจะแกว่งตัวรอความชัดเจนการจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่ราว 30% ยังมอง upside หลังเลือกตั้งจากการคลี่คลายความไม่แน่นอน ส่วนความกังวล sell-on-fact ยังจำกัด มีเพียงราว 10% ที่คาดตลาดปรับลงแรง โดยนักลงทุนอายุน้อย (Gen Z / Gen Y) มีแนวโน้มระมัดระวังมากกว่า ขณะที่กลุ่มอายุมากยังคงมี net bias เชิงบวกต่อทิศทางตลาด
ในเชิงปัจจัยการเมือง พรรคที่ชนะการเลือกตั้ง เป็นตัวแปรสำคัญที่สุดต่อทิศทางตลาดระยะสั้น (~50%) นำหน้าการจัดตั้งรัฐบาลผสม (~20%) ทีมเศรษฐกิจ (~15%) และความเร็วในการตั้งรัฐบาล (~13%) สะท้อนว่าตลาดโฟกัส “ใครนำเกม” มากกว่ากระบวนการเชิงเทคนิค
หากพิจารณาฉากทัศน์แลนด์สไลด์ พรรคภูมิใจไทยถูกมองว่าบวกต่อตลาดมากที่สุด (>60% มองบวก) ขณะที่พรรคประชาชนภาพตลาดเห็นแตกต่างกันสูง และพรรคเพื่อไทยอยู่ในโซนกลางๆ
เมื่อผสานผลสำรวจกับค่าเฉลี่ยโพล 4 แหล่งที่น่าเชื่อถือ เราได้รูปแบบการจับขั้วรัฐบาลผสม 3 แบบหลัก และเมื่อนำมาประกอบกับการสำรวจ Momentum ตลาดของเรา ตีความออกมาได้ว่า
#1 พรรคประชาชน + เพื่อไทย ตามคณิตศาสตร์การเมือง มีความเป็นไปได้สูงที่สุด อิงจากจำนวนคาดการณ์ สส. แต่ตลาดคาดการตอบสนองอย่างระมัดระวัง (วิเคราะห์ทางเทคนิคมอง SET ไปถึง 1,400–1,420)
#2 พรรคภูมิใจไทย + เพื่อไทย เป็นกรณีที่ Risk–Reward ดีที่สุด ที่ตลาดตอบรับเชิงบวก (วิเคราะห์ทางเทคนิคมอง SET ไปถึง 1,450–1,480)
#3 พรรคประชาชน + ภูมิใจไทย โอกาสเกิดต่ำสุด ตลาดตอบรับเชิงบวกน้อยสุด (วิเคราะห์ทางเทคนิคมอง SET ไปถึง 1,380)
กลยุทธ์การลงทุน: ผลการศึกษาชี้ว่า ทุกฉากทัศน์หลักนำไปสู่ข้อสรุปเดียวกัน คือ ตลาดหลังเลือกตั้งมีแนวโน้ม Sideways-Up นักลงทุนสามารถคงสัดส่วนการลงทุน ไม่จำเป็นต้องลดความเสี่ยงเชิงรุกจากประเด็นการเมืองเพียงอย่างเดียว (ล็อกกำไรได้เป็นจังหวะ) ทั้งนี้ ภาวะตลาดปัจจุบันไม่ได้สะท้อนแค่การเลือกตั้ง ติดตามการวิเคราะห์ธีมการลงทุนและการเลือกชุดหุ้นที่เหมาะสมในการลงทุนช่วงนี้ ลำดับถัดไป
ธีมที่แนะนำ:
Quality Value หุ้นพื้นฐานดี มูลค่ายังไม่สะท้อนเต็มที่ กำไรมั่นคง ความผันผวนต่ำ และมี catalyst จากนโยบาย/มาตรการรัฐ
Foreign Radar หุ้นที่มีประวัติถูกสะสมโดยนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่องในหลายวัฏจักร

 


SPALI
ศุภาลัย
เปิดแผนธุรกิจเน้นการตั้งรับอย่างระวัง รอฟื้นปลายปี
เราคาดกำไรหลัก 4Q25 ที่ 1.2 พันล้านบาท ลดลง 39% YoY แต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 4% QoQ จากการคุมต้นทุนเป็นหลัก โดย YoY ที่หดตัวแรงมาจากการสัดส่วนคอนโดมาร์จิ้นสูงโอนน้อยลง หลัง Supalai Blue Whale Hua Hin โอนไปเกือบหมดใน 3Q25
สำหรับแผนธุรกิจปี 2026 นั้น SPALI เน้น การประคองกำไรและความแข็งแรงงบดุล มากกว่าการเร่งเติบโต ในช่วงครึ่งปีแรกยังเผชิญการแข่งขัน แต่ต้นทุนทางการเงินที่ลดลงและรายได้ JV ออสเตรเลียช่วยหนุน ส่วนคาดว่าการฟื้นตัวมีแนวโน้มกระจุกตัวใน 2H26 สำหรับภาพรวม presales ตั้งเป้า 3.0 หมื่นล้านบาท (+14% YoY) จากฐานต่ำปี 2025 ยังให้น้ำหนักโครงการแนวราบเป็นหลัก ขณะที่คอนโดเปิดใหม่อย่างจำกัดและเน้นการโอนเป็นสำคัญ
การแข่งขันคอนโดยังอยู่ในระดับบริหารได้จากราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่ง 10–15% ขณะที่การแข่งขันแนวราบยังตึงตัวถึง 2Q26 ก่อนจะค่อยๆ ผ่อนคลาย ส่งผลให้ การฟื้นตัวของ GM ชัดขึ้นใน 2H26
Fundamental view: เราคงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 19 บาท

OSP
โอสถสภา
กำไร 4Q25 น่าจะดีกว่าคาดเดิม จากคุมต้นทุนได้อยู่หมัด
เราคาดว่ากำไรหลัก 4Q25 ของ OSP จะออกมาดีกว่าคาดเดิม จากการควบคุม SG&A ที่มีประสิทธิภาพและมาร์จิ้นที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเราคาดกำไรหลักใหม่ที่ 811 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% YoY และ 16% QoQ (สูงกว่าประมาณการเดิมของเราและตลาดราว 7%) แม้คาดรายได้รวมลดลง 2% YoY แต่ฟื้นตัวแรง 13% QoQ จากเครื่องดื่มต่างประเทศ (+52% QoQ), personal care (+15% QoQ) และเครื่องดื่มในประเทศที่เริ่มดีขึ้น (+4% QoQ) ขณะที่ GM ปรับขึ้นเป็น 39.5% จาก 38.5% ใน 3Q25/4Q24 จาก product mix ประสิทธิภาพการผลิต และต้นทุนวัตถุดิบ–บรรจุภัณฑ์ ส่งผลให้เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2025 และ 2026 ขึ้น 2% และ 3% ตามลำดับ
ในประเด็นตลาดเครื่องดื่มในประเทศ market share เครื่องดื่มชูกำลังยังรักษาไว้ที่ราว 44.5% แม้ตลาดรวมจะหดตัวเล็กน้อย แต่ modern trade/super-hyper โตโดดเด่นกว่าตลาด ในกลุ่ม functional drinks OSP ยิ่งแข็งแรง โดย market share เพิ่มจากการเติบโตของ Peptein
โดยภาพรวมประเด็นหลักของ OSP คือ การเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น ปิดสายการผลิตที่ไม่คุ้มค่า การลดน้ำหนักบรรจุภัณฑ์ และการใช้ AI/เทคโนโลยีใน supply chain และการวิเคราะห์ดีมานด์ ช่วยยกระดับ GM จากระดับ 30–34% ในปี 2022–23 มาอยู่ที่ 36–40% ในช่วงปี 2024–25 ทำให้ความมั่นใจกำไรดีขึ้น
Fundamental view: เราคงคำแนะนำซื้อ (ราคาเป้าหมายใหม่ 20.30 บาท ตามการปรับประมาณการ) และยังเป็นหุ้น defensive ที่น่าสนใจ โดย dividend yield คาดราว 6%

 

สรุปประเด็นจาก Quick take
SCC
ปูนซิเมนต์ไทย
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
แนวโน้มส่วนต่างราคาปิโตรเคมีปรับตัวดีขึ้น YoY ในปี 2026 หนุนโดยการปิดโรงงานของผู้ผลิตที่มีต้นทุนสูง, กำลังการผลิตใหม่ที่ลดลง, และการเติบโตของอุปสงค์
View from fundamental: คาดการณ์ผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นใน 1Q26 น่าจะหนุนราคาหุ้นต่อไป มูลค่าหุ้นปัจจุบันที่อยู่ในระดับต่ำเป็นโอกาสในการทยอยสะสม เราจึงคงคำแนะนำ "ซื้อ" (ราคาเป้าหมาย 288 บาท)

CPF
เจริญโภคภัณฑ์อาหาร
ลงทุนในหุ้น IPO ของบริษัท Muyuan Foods
CPF ประกาศลงทุนประมาณ US$200m ในหุ้น H Shares IPO ของ Muyuan Foods — ผู้ผลิตสุกรครบวงจรรายใหญ่ของจีน ซี่งจะ IPO ในวัน 6 ก.พ. 2026 นี้ โดยคาดว่าจะถือหุ้นราว 0.7% ของหุ้น Muyuan หลัง IPO
View from fundamental: การลงทุนครั้งนี้ ไม่เปลี่ยนประมาณการกำไรของ CPF ระยะสั้น และไม่มีผลต่อฐานะการเงินอย่างมีนัยสำคัญ เรามองเป็นบวกเชิงกลยุทธ์ระยะยาว ช่วยเสริมมุมมองระยะยาวของ CPF ในด้านประสิทธิภาพฟาร์ม การบริหารวัฏจักรสุกร และโอกาสความร่วมมือในอนาคต

 

วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้