Today’s NEWS FEED

News Feed

ผลสำรวจ CIO playbook 2026 จากเลอโนโว เผย องค์กรในอาเซียนพลัส กว่า 96% เตรียมเพิ่มงบการลงทุนด้าน AI อีก 15% ในปีนี้

91

สำนักข่าวหุ้นอินไซด์( 22 มกราคม 2569)---------องค์กรทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้งานอย่างเต็มตัว โดยเปลี่ยนผ่านจากการทดสอบสู่การปรับใช้ในเชิงกลยุทธ์ รายงาน CIO Playbook 2026 ฉบับที่ 4 ซึ่งจัดทำโดย Lenovo ร่วมกับ IDC ระบุว่า 96% ขององค์กรในภูมิภาคมีแผนเพิ่มงบประมาณลงทุนด้าน AI ภายใน 12 เดือนข้างหน้า ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า โดยเฉลี่ยแล้วองค์กรต่าง ๆ คาดการณ์การเติบโตของการใช้จ่ายด้าน AI ไว้สูงถึง 15% โดยครอบคลุมเทคโนโลยีสำคัญ ทั้ง Generative AI (GenAI) และ Agentic AI, บริการ AI บนคลาวด์สาธารณะ (Public Cloud AI Services), การวางโครงสร้างพื้นฐาน AI ภายในองค์กร (On-premise Infrastructure) ตลอดจนเครื่องมือรักษาความปลอดภัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI

ประเทศในภูมิภาคอาซียนพลัส สะท้อนให้เห็นถึงแรงขับเคลื่อนด้าน AI ในทิศทางเดียวกัน โดยมีองค์กรถึง 96% ที่วางแผนจะขยายการลงทุนด้าน AI อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการตอกย้ำบทบาทของ AI ในฐานะกลไกหลักในการสร้างการเติบโตและยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคธุรกิจทั่วทั้งภูมิภาค

สุเมียร์ บาเทีย, ประธานประจำภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก, เลอโนโว อินฟราสตรักเจอร์ โซลูชัน กรุ๊ป กล่าวว่า “เมื่อ 96% ขององค์กรต่าง ๆ วางแผนเพิ่มการลงทุนด้าน AI มากขึ้นถึง 15% แสดงให้เห็นว่า การตัดสินใจโดยใช้ AI กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์องค์กร ปัจจัยที่จะสร้างความแตกต่างคือ องค์กรต่าง ๆ จะสามารถบูรณาการ AI เข้ากับโครงสร้างพื้นฐาน การดำเนินงาน และความปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด เพื่อให้สามารถสร้างคุณค่าให้กับองค์กรได้ในระยะยาว”

เมื่อ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์องค์กรเพิ่มมากขึ้น การขับเคลื่อนการเติบโตของรายได้ การเพิ่มความสามารถในการทำกำไร และการยกระดับประสบการณ์ทางธุรกิจและลูกค้า ได้กลายเป็น 3 หัวใจหลักของการขับเคลื่อนธุรกิจสำหรับผู้นำองค์กรด้านไอทีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

จากการพิสูจน์ผลตอบแทน (ROI Validation) สู่การขับเคลื่อนธุรกิจด้วยผลลัพธ์จาก AI
ต่อยอดจากแนวคิด "AI-nomics" ในปีที่ผ่านมาซึ่งเน้นการตรวจสอบความคุ้มค่าและกรณีศึกษาทางธุรกิจ รายงาน CIO Playbook ฉบับนี้ได้เน้นย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่ยุคการนำ AI มาใช้โดยยึดผลลัพธ์เป็นตัวตั้ง แม้ผู้นำด้านไอทียังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของ AI แต่ได้เริ่มปรับเปลี่ยนมาใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนจะสร้างผลกระทบเชิงบวกได้อย่างยั่งยืน

ผลสำรวจระบุว่า 88% ขององค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่เป็นบวกภายในปี 2569 โดยคาดการณ์ผลตอบแทนเฉลี่ยไว้ที่ 2.8 เท่า (หรือทุก 1 ดอลลาร์สหรัฐที่ลงทุนจะสร้างมูลค่ากลับมา 2.85 ดอลลาร์สหรัฐ) อย่างไรก็ตาม การขยายผล AI การขยายการใช้งาน AI ให้ก้าวข้ามโครงการนำร่อง (pilot) ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ ซึ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของระบบธรรมาภิบาล โมเดลการดำเนินงานที่ชัดเจน และการบริหารจัดการวงจรชีวิตของ AI ที่มีประสิทธิภาพ

การปรับใช้ AI มีมากกว่าขอบเขตของงานด้านไอที
การนำ AI มาใช้ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่องและไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการใช้งานด้านไอทีอย่างเดียวอีกต่อไป โดยปัจจุบันมีองค์กรถึง 66% ที่เริ่มดำเนินโครงการนำร่องหรือมีการปรับใช้ AI อย่างเป็นระบบแล้ว ขณะที่ 15% ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการดำเนินงาน และอีก 19% อยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อเตรียมความพร้อมในการนำมาใช้งาน

ประเทศในกลุ่มอาเซียนพลัสก็มีแนวโน้มในการนำ AI มาใช้ไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีองค์กรถึง 67% ที่เริ่มดำเนินโครงการนำร่องหรือมีการปรับใช้ AI อย่างเป็นระบบแล้ว ขณะที่ 15% อยู่ในระยะเริ่มต้นของการดำเนินงาน และอีก 18% อยู่ในขั้นตอนของการประเมินเพื่อเตรียมความพร้อม

ในปัจจุบัน AI ได้รับการขยายผลการใช้งานครอบคลุมทุกภาคส่วน ตั้งแต่ฝ่ายบริการลูกค้า การตลาด การเงิน ไปจนถึงสายงานเฉพาะทางในแต่ละอุตสาหกรรม ซึ่งกำลังพลิกโฉมทั้งในด้านรูปแบบการดำเนินงานและขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร ที่น่าจับตามองคือครึ่งหนึ่งขององค์กรที่ทำการสำรวจระบุว่า แผนกที่ไม่ใช่ฝ่ายไอที ได้ก้าวเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณในการริเริ่มโครงการ AI ด้วยตนเอง ส่งผลให้บทบาทของ ผู้นำองค์กรด้านไอทีเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น "ผู้ประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ทั่วทั้งองค์กร" (Enterprise-wide Orchestrator) อย่างเต็มรูปแบบ

Agentic AI กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ทางธุรกิจระดับองค์กร
โดยคาดการณ์ว่าความต้องการใช้งาน Agentic AI จะเติบโตขึ้นอย่างเท่าตัวภายใน 12 เดือนข้างหน้า ผลสำรวจล่าสุดพบว่า 21% ขององค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีการใช้งาน Agentic AI ในระดับนึงแล้ว ขณะที่อีกเกือบ 60% อยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้และวางแผนนำร่องใช้งาน AI โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่านนี้ได้แก่ โทรคมนาคม การสาธารณสุข และหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีความซับซ้อนของข้อมูลและเป็นองค์กรที่มีขนาดใหญ่ แม้กระแสความสนใจใน Agentic AI จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ความพร้อมขององค์กรยังคงเป็นประเด็นสำคัญ

โดยมีเพียง 10% ขององค์กรที่มองว่าตนเองพร้อมสำหรับการนำ Agentic AI ไปใช้งานในองค์กรขนาดใหญ่ และอีก 41% ยอมรับว่าอาจจะต้องใช้เวลามากกว่า 12 เดือน ในการปรับระบบให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบ ความท้าทายหลักที่องค์กรส่วนใหญ่ยังคงเผชิญคือ ความกังวลด้านความมั่นคงปลอดภัย (Security), มาตรฐานการกำกับดูแล (Governance), คุณภาพของข้อมูล (Data Quality) รวมถึง ความซับซ้อนในการเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับระบบโครงสร้างพื้นฐานเดิม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขเพื่อก้าวสู่ยุค Agentic AI ได้อย่างเต็มตัว

คุณฟาน โฮ, ผู้อำนวยการบริหารและผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก, เลอโนโว เซอร์วิสเซสแอน์โซลูชัน กรุ๊ป กล่าวว่า “Agentic AI คือจุดเปลี่ยนสำคัญของการผสานอัจฉริยะภาพทางเทคโนโลยีเข้าสู่หัวใจหลักขององค์กร โดยผลสำรวจเผยว่า 60% ขององค์กรเริ่มมีการสำรวจการใช้งาน Agentic AI แล้ว และส่วนใหญ่เลือกแนวทางการขยายผลอย่างเป็นระบบ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าทุกองค์กรต่างต้องการ AI ที่สามารถปฏิบัติงานได้จริงในกระบวนการทำงานหลัก เพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งด้านความปลอดภัย การกำกับดูแลตามมาตรฐาน และสามารถส่งมอบผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ”

Hybrid AI: สถาปัตยกรรมใหม่สำหรับโครงสร้างพื้นฐานไอทีระดับองค์กร
เมื่อการใช้งาน AI เติบโตขึ้นในวงกว้าง กลยุทธ์ด้านโครงสร้างพื้นฐานจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของเหล่าผู้นำองค์กรด้านไอที โดยรายงาน CIO Playbook พบว่าในปัจจุบัน 86% ขององค์กรทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้บูรณาการสภาพแวดล้อมแบบการวางระบบไอทีไว้ภายในองค์กรโดยตรง (On-premises) และ การประมวลผลข้อมูลใกล้แหล่งที่ม (Edge Computing) เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรม Hybrid AI ส่งผลให้ Hybrid AI กลายเป็นโมเดลมาตรฐาน สำหรับการปรับใช้ AI ในระดับองค์กรได้อย่างเต็มตัว

รายงานพบว่า 81% ขององค์กรในภูมิภาคอาเซียนพลัส เลือกใช้สถาปัตยกรรมแบบ Hybrid AI โดยผสานการทำงานระหว่าง On-premises และ Edge Computing เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพการทำงาน ความมั่นคง และการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านข้อมูล ความต้องการระบบความปลอดภัยขั้นสูง รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพด้านความหน่วง (latency) และต้นทุน ขณะที่องค์กรต้องบริหารจัดการงานประมวลผล AI ขนาดใหญ่ (Inferencing) และเวิร์กโหลดที่มีความสำคัญต่อภารกิจหลักของธุรกิจมากยิ่งขึ้น

กลยุทธ์สำคัญสำหรับ CIO ประจำปี 2026
รายงาน Lenovo CIO Playbook 2026 สรุป 3 หัวใจหลักสำคัญที่จะกำหนดทิศทางกลยุทธ์ของผู้นำด้านไอทีในปีข้างหน้า:

1. การประมวลผล AI (AI Inferencing) คือกลไกหลักในการสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจ
ตลอดวงจรชีวิตของโมเดล AI ต้นทุนการประมวลผล (Inferencing) อาจสูงกว่าขั้นตอนการฝึกฝน (Training) ถึง 15 เท่า โดยภายในปีพ.ศ. 2573 คาดว่าทรัพยากรการประมวลผล AI ถึง 75% จะถูกจัดสรรไปที่การทำ Inferencing เป็นหลัก ขณะเดียวกัน องค์กรกว่า 80% จะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ไปสู่การใช้โครงสร้างพื้นฐานแบบกระจายศูนย์ ณ จุดใช้งาน (Distributed Edge Infrastructure) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด

2. ยกระดับประสิทธิภาพพนักงานให้เป็นหัวใจหลักของธุรกิจ
การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานขยับขึ้นมาเป็นลำดับความสำคัญอันดับที่ 2 ของภาคธุรกิจ สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI PC อย่างเต็มตัว โดยคาดว่า 50% ของการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ในระดับองค์กร จะมุ่งเน้นไปที่รุ่นที่มาพร้อม AI Agent ในตัวเครื่อง เพื่อขับเคลื่อนศักยภาพการทำงานในยุคใหม่

3. การเติบโตของ AI ยังคงเป็นความท้าทาย
แม้องค์กรกว่า 88% จะคาดหวังผลตอบแทนจากการลงทุนที่เป็นบวก แต่ในความเป็นจริงมีโครงการต้นแบบ (Proof-of-Concepts) เพียงครึ่งเดียวเท่านั้นที่สามารถก้าวไปสู่การใช้งานจริงในระดับปฏิบัติการ สิ่งนี้สะท้อนชัดว่าช่องว่างที่เป็นอุปสรรคสำคัญไม่ใช่ ความมุ่งมั่นในการเริ่มนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่คือขีดความสามารถในการ ขยายผลการใช้งานให้ประสบความสำเร็จทั่วทั้งองค์กร

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้