Pi Daily ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษี 8 ประเทศใน EU เพื่อเป็นการกดดันสถานการณ์ใน Greenland มองเป็นปัจจัยกดดันการลงทุนทั่วโลก (เช้านี้ Nikkei -600 จุด -1.1% , Dow Future -0.66%) ราคาทองคำพุ่ง 1.8% มอง SET INDEX เตรียมรับแรงกดดัน อย่างไรก็ตามเชิงปัจจัยพื้นฐานมองผลกระทบต่อไทยจำกัด แต่อาจมีบางหุ้นได้รับผลกระทบเช่น KCE MINT (มีรายได้ใน EU) ระยะสั้นหลบเข้าหา Defensive
ตลาดหุ้น Dow Jones คืนวันศุกร์ปิดลบ 83 จุด (-0.17%) การซื้อขายเป็นไปอย่างผันผวนก่อนจะเข้าสู่วันหยุดยาวในวันจันทร์ ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 0.6% นักลงทุนคลายกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในอิหร่านประกอบกับนักลงทุนบางส่วนมีการปิดสถานะ Short
คืนวันศุกร์ที่ผ่านมิได้มีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ แต่อย่างไรก็ตามมีปัจจัยที่น่าพิจารณาได้แก่การปรับขึ้นของ US Bond Yield ที่ค่อยๆฟื้นขึ้นมาพร้อมกับ Dollar Index ที่แข็งค่าขึ้นมาและตลาดหุ้นปรับลง สะท้อนถึงมุมมองของนักลงทุนที่ปิดรับความเสี่ยง และหลังจากนั้นพบว่าในช่วงวันเสาร์ตามเวลาประเทศไทยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาระบุใน Truth Social ว่าสหรัฐฯเตรียมจะขึ้นภาษีนำเข้า 10% กับสินค้าทุกประเภทจาก 8 ประเทศในยุโรป มีผลบังคับใช้ทันทีในวันที่ 1 ก.พ. สาเหตุหลักมาจากทรัมป์ต้องการกดดันให้ Denmark ขาย Greenland ให้กับสหรัฐฯ และหากยังไม่มีความคืบหน้าภาษีนำเข้าจะขยับไปที่ 25% ในวันที่ 1 มิ.ย. มองเป็นปัจจัยสร้างความผันผวนให้กับการลงทุนตลาดหุ้นทั่วโลกแต่จะดีกับทองคำ (+GOLD03) ปัจจุบันนั้น EU ถือเป็นคู่ค้าสำคัญของสหรัฐฯ (นำเข้าจากยุโรปอันดับแรก) ฝั่งสหรัฐฯอาจเผชิญกับราคาสินค้าที่สูงขึ้น (สินค้าที่สหรัฐฯนำเข้าหลักๆจากยุโรปได้แก่รถยนต์และรถบรรทุก (14%) ยาและเวชภัณฑ์ (13%) กับผลกระทบต่อประเทศไทยเชื่อว่าจำกัดทั้งในแง่ปัจจัยพื้นฐานตลาดหุ้นและเศรษฐกิจไทย แต่อาจมีผลกระทบกับหุ้นที่ประกอบกิจการใน EU (MINT KCE) และท่องเที่ยวไทยอาจโดนผลกระทบทางอ้อมจากการที่มีนักท่องเที่ยวฝั่ง EU (กรณีเศรษฐกิจ EU ถูกกระทบ) แต่อย่างไรก็ตามหุ้นไทยอาจถูกกระทบเชิงจิตวิทยาคล้ายกับช่วงที่ทรัมป์ประกาศสงครามการค้ากับทั่วโลกแต่รอบนี้เบาบางกว่าเพราะอยู่แค่เพียงยุโรป คืนนี้สหรัฐฯ ปิดทำการเนื่องในวัน Martin luther king JR หลังจากนั้นนักลงทุนจะกลับมาติดตามผลประกอบการวันอังคารหลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการจะมี NETFLIX ปัจจัยในประเทศวันศุกร์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยเริ่มฟื้นตัวคาดว่านักลงทุนเริ่มมองถึง Election Rally ที่กำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง ตามสถิติตลาดหุ้นมักจะปรับขึ้นก่อน โดยกลุ่มที่โดดเด่นได้แก่ค้าปลีก (Top pick CPALL) วันนี้ประเมิน SET INDEX เสี่ยงปรับตัวลงในกรอบ 1260 – 1270 รับแรงกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯกับ EU ประกอบกับก่อนหน้าได้ฟื้นตัวขึ้นมาราว 2.5% อาจเผชิญกับแรง Take Profit แต่ยังเชื่อว่าผลกระทบต่อไทยจำกัด (เช้านี้ Nikkei -1% ราคาทองคำ +1.5% และทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์) เชิงกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้นกลับมามองหากลุ่ม Defensive อาทิ สื่อสาร (ADVANC) โรงพยาบาล (BDMS BCH) กลุ่มค้าปลีก (CPALL HMPRO) กลุ่มการเงิน (MTC SAWAD)
BDMS (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 26.00 บาท)
มองผลประกอบการใน 4Q25 มีแนวโน้มเติบโตทั้ง YoY และ QoQ จากจำนวนผู้ป่วยเริ่มสูงในเดือน ก.ย. (ปกติสูงสุดในเดือน ก.ค. และ ส.ค.) ซึ่งคาดโตต่อเนื่องในเดือน ต.ค. หนุนยอดผู้ป่วยเติบโตจากฐานต่ำ ประกอบกับโรงพยาบาลใหม่ 2 แห่งเปิดตามกำหนดการในปี 2025 รับรู้รายได้มากขึ้น
ICHI (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 13.90 บาท)
ปัจจัยหนุนการเติบโต ได้แก่ กลยุทธ์การสร้างแบรนด์, การขยายช่องทางจำหน่ายในร้านโชห่วย, การออกสินค้าใหม่ที่เน้นสินค้า value for money ทำสินค้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้นตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการความคุ้มค่า, การฟื้นตัวของตลาดชาเขียวโดยมีปัจจัยบวกด้านสภาพอากาศ, และการเติบโตของยอดขายสินค้า non-tea โดยเฉพาะน้ำด่าง PH+