Today’s NEWS FEED

News Feed

HotNews:DELTA ตั้งธงปีหน้าดันกำไรโต 10% หลังปีนี้ไม่เข้าเป้า

475

 

 HotNews:DELTA ตั้งธงปีหน้าดันกำไรโต 10%

หลังปีนี้ไม่เข้าเป้า 


  สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(  25  ตุลาคม  2560 ) --------DELTA คาดปีนี้กำไรพลาดเป้าที่คาดโต 10% รับผลตั้งสำรองฯ เสียภาษี 733 ลบ. หวังปีหน้ากลับมาโต10% หลังลุยตลาดชิ้นส่วนรถ EV ในยุโรป คาดปีหน้ารายได้แตะ 5 หมื่นลบ. จากปีนี้รับพลาดเป้า 5 หมื่นลบ.  เหตุบาทแข็งกระทบ  คาดกำไร-รายได้ โค้ง4/60 ดีกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน หลังยอดขายจากโรงงานใหม่ในสโลวาเกียสดใส เลื่อนแผนสร้างรง.ใหม่ในอินเดียไปปลายปีหน้า จากแผนเดิมคาดเริ่มก่อสร้าง Q3/61 เหตุติดปัญหาเวนคืนที่ดิน เผยปี61 ตั้งงบลงทุน- งบ R&D ราว 1.5-1.8 พันลบ. 

นายอนุสรณ์ มุทราอิศ กรรมการ บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA เปิดเผยว่า  คาดภาพรวมกำไรสุทธิปีนี้จะต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดเติบโต10% จากปีก่อนที่มีกำไร 5,516.29 ล้านบาท   รวมทั้งรายได้รวมปีนี้จะต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาท  จากปี59 มีรายได้ 47,651.76  ล้านบาท   เนื่องจากบริษัทได้ตั้งสำรองจากการถูกประเมินภาษีเงินได้และเบี้ยปรับเงินเพิ่มในไตรมาส 2/60 จำนวน 734 ล้านบาท(ปีภาษี 40-43) และสำรองเพิ่มอีก 258 ล้านบาท(ปีภาษี 44-49)  ประกอบกับได้ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน จากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเกือบ 100%
  อย่างไรก็ตาม บริษัทมั่นใจว่าผลประกอบการปี61 กำไรสุทธิเติบโตราว 10%  ขณะที่รายได้จะเติบโตขึ้นมาอยู่ที่ราว 5 หมื่นล้านบาท  เนื่องจากประเมินว่าแนวโน้มธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า(Electronic Vehicle) จะเติบโตอย่างโดดเด่นในปีหน้า จากการความนิยมของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศยุโรปที่เริ่มมีการเปิดประมูลสถานีจ่ายไฟฟ้าให้แก่รถยนต์มากขึ้น อีกทั้งในปีหน้าจะไม่มีภาระการตั้งสำรองจากภาษีและเบี้ยปรับเงินเข้ามาเหมือนในปีนี้ ประกอบกับบริษัทจะมีการป้องกันความเสี่ยงทางด้านค่าเงิน(Hedging)อย่างเข้มงวดขึ้น
" เราคาดกำไรสุทธิปีหน้าจะกลับมาเติบโตได้ 10% จากปีนี้โดยบริษัทเตรียมขยายตลาดชิ้นส่วนยานยนต์EV ให้มากยิ่งซึ่งจะทำให้สัดส่วนการขายของโปรดักส์ดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่อย่างไรก็ตามสัดส่วนการขายของโปรดักส์อื่นๆบริษัทก็ยังประเมินว่ายังคงมีการเติบโตอยู่ โดยการที่บริษัทมุ่งเน้นการขยายตลาดดังกล่าวสืบเนื่องมาจากชิ้นส่วนยานยนต์EV มีมาร์จิ้นค่อนข้างสูงซึ่งอยู่ที่ระดับไม่ต่ำกว่า 12-13% เมื่อเทียบกับโปรดักส์อื่นๆของบริษัท" นายอนุสรณ์ กล่าว 
สำหรับงบลงทุนในปี 61 บริษัทได้วางงบลงทุนไว้ราว 1.5-1.8  พันล้านบาท  แบ่งเป็นใช้ในการปรับปรุงไลน์การผลิตในประเทศไทยมาใช้เป็นแบบเครื่องจักรแขนกลให้มากยิ่งขึ้น เพื่อลดต้นทุนและบริหารจัดการในการผลิตได้ดียิ่งขึ้น   และจะนำไปใช้เพื่อการวิจัยและพัฒนา (R&D) อีก 500-800 ล้านบาท โดยใช้ในการศึกษาผลิตแขนกลอุตสาหกรรมเพื่อใช้ในการจำหน่ายเพื่อต่อยอดเครื่องจักรแขนกล หลังจากที่บริษัทได้ประสบความสำเร็จในการผลิตและใช้เองในบริษัท นอกจากนี้บริษัทยังอยุ่ระหว่างการศึกษาการผลิตแผงโซลาร์เซลเพื่อจำหน่ายด้วยเช่นกัน 
พร้อมกันนี้ บริษัทมีแผนที่จะรุกไปยังตลาดยุโรปเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากตลาดดังกล่าวมีศักยภาพในการเติบโตในอนาคตที่ค่อนข้างสูง สะท้อนจากนโยบายการผลักดันและสนับสนุนให้ประชาชนหันให้ใช้งานรถยนต์EV มากขึ้น ซึ่งทางบริษัทจึงเล็งเห็นถึงช่องทางในการเติบโตดังกล่าวจึงประเมินว่าจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะเป็นตัวผลักดันให้อัตรากำไรสุทธิ(net profit margin)ของบริษัทอยู่ที่ระดับไม่ต่ำกว่า 12% 
  นายอนุสรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า  แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส4/60  บริษัทคาดกำไรสุทธิและรายได้ ไตรมาส4/60 จะดีจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากยอดขายจากโรงงานประเทศสโลวาเกียปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่หากเทียบกับรายได้และกำไรสุทธิในช่วงไตรมาส 3/60 บริษัทคาดว่าจะทำได้ใกล้เคียงกันที่มียอดขายอยู่ที่ 1.21 หมื่นล้านบาท และกำไรสุทธิ 1.40 พันล้านบาท 
  ส่วนความคืบหน้าการลงทุนก่อสร้าง โรงงานผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศอินเดีย บริษัทมีความจำเป็นที่จะต้องเลื่อนการสร้างออกไปเป็นในช่วงปลายปี 61 จากเดิมคาดว่าจะเสร็จสิ้นในไตรมาส 3/61 เนื่องจากบริษัทมีปัญหาในการเวนที่ดินคืนจากผู้อยู่อาศัยในพื้นที่จึงทำให้การแผนการก่อสร้างต้องชะลอออกไป อย่างไรก็ตามบริษัทประเมินว่าจะส่งผลกระทบแก่บริษัทมากนัก เนื่องจากในปัจจุบันบริษัทได้เช่าโรงงานในประเทศอินเดียอยู่แล้ว จึงทำให้การผลิตโปรดักส์ต่างๆยังดำเนินการได้อยู่

บล.บัวหลวง แนะนำ DELTA เรามีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มในระยะยาวของ DELTA ซึ่งได้แรงหนุนจากการเติบโตของกลุ่มยานยนต์และกลุ่มการผลิตพัดลม รวมถึงหน่วยธุรกิจการผลิตที่อินเดีย บริษัทคาดว่ายอดขายธุรกิจ EV จะเติบโต จากเครื่องชาร์ตพลังงานและชิ้นส่วนประกอบทั่วไป แม้ว่ายอดขายของกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ยังค่อนข้างเล็ก แต่เราคาดว่าจะมีออร์เดอร์เพิ่มมากขึ้นสอดคล้องกับเทรนด์ EV และเทคโนโลยี ADAS ที่เริ่มพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตามเรามองว่าราคาหุ้นยังแพงเกินไปจากแนวโน้มการเติบโตของกำไรหลักในระยะสั้นที่ไม่น่าตื่นเต้น ด้วย core PER ปี 2561 ที่ 16.7 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 14 เท่า และค่าเฉลี่ยกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่ 14.6 เท่า ดังนั้น เราแนะนำให้รอดูและเข้าซื้อเมื่อราคาน่าสนใจกว่านี้ เรายังคงคำแนะนำ ถือ
รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/60 ที่ 1.41 พันล้านบาท ทรงตัว YoY แต่เพิ่มขึ้น 67% QoQ หากไม่รวมรายการพิเศษ ได้แก่ กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 8 ล้านบาท,
ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้จากการถูกประเมินภาษี 19 ล้านบาท และอื่นๆอีก 4 ล้านบาท กำไรหลักจะอยู่ที่ 1.42 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% YoY และ 1% QoQ กำไรหลักต่ำกว่าที่เราและตลาดคาดอยู่ 4% เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ต่ำกว่าที่เราคาด
ประเด็นหลักผลประกอบการ
รายได้รวมอยู่ที่ 1.21 หมื่นล้านบาท (362 ล้านเหรียญสหรัฐ) เพิ่มขึ้น 5% YoY แต่ลดลง 1% QoQ (เพิ่มขึ้น 8% YoY และ 1% QoQ ในแง่ของเหรียญสหรัฐ) ยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์ EVSBG (Electric Vehicle Solutions) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 49% YoY (DELTA ให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจยานยนต์อย่างต่อเนื่อง) ยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์ EPSBG (Embedded Power Solutions) ได้แก่สินค้าประเภท เพาเวอร์ซัพพลายและ DCDC คอนเวอร์เตอร์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 10% YoY จากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นในตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะธุรกิจกลุ่มดาต้าเซนเตอร์ แต่ยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์ ICTBG (ICT Infrastructure Solutions) ปรับตัวลดลง 9% YoY เนื่องจากการจำหน่ายเงินลงทุนบางส่วนในบริษัทย่อยใน ไตรมาส2/60
อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 25.5% ในไตรมาส3/60 เทียบกับ 26.5% ในไตรมาส3/59 (การเพิ่มขึ้นของการสำรองสินค้าล้าสมัยในไตรมาส3/60) และ 25.4% ในไตรมาส2/60 (Product mix ที่ดีขึ้น กลบผลกระทบค่าเงินบาทที่แข็งตัวขึ้นเทียบกับดอลล่าร์สหรัฐ) ค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาปรับตัวเพิ่มขึ้น 35% YoY และ 12% QoQ ส่วนใหญ่เป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มยานยนต์ ซึ่งคาดว่าจะหนุนการเติบโตในอนาคต
แนวโน้ม
กำไรหลักไตรมาส 4/60 คาดจะปรับตัวเพิ่มขึ้น YoY และ QoQ จากออเดอร์ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งสำหรับ Power supply ในกลุ่มยานยนต์และพัดลมสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ รวมทั้งหน่วยธุรกิจการผลิตของ DELTA ที่ประเทศอินเดียซึ่งโดยรวมคาดว่าจะกลบผลกระทบของค่าเงินบาทที่แข็งตัวเทียบกับดอลล่าร์สหรัฐ
สิ่งที่เปลี่ยนแปลง
เนื่องจากกำไรไตรมาส3/60 ต่ำกว่าคาด เราจึงปรับลดประมาณการกำไรปี 2560 ลง 2.5% มาอยู่ที่ 5.7 พันล้านบาท
----จบ--- 

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้