Today’s NEWS FEED

ตอนนี้คุณกำลังอยู่ในเว็บไซต์สำหรับทดสอบระบบ

News Feed

HotNews : CPALL เนื้อๆ เน้นๆ

5,156

HotNews : CPALL เนื้อๆ เน้นๆ 

 

สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ (28 มีนาคม  2562) ทีมข่าวหุ้นอินไซด์  สังเกตการณ์ราคาหุ้น บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) CPALL  พบว่ามีอาการเซ  หล่นมาอยู่แถว 74   บาท    จึงไปหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้น?  ก็ได้คำตอบจาก เซียนหุ้นบล.บัวหลวง   ที่ให้มุมมองว่าราคาหุ้น CPALL ที่ปรับตัวลดลง 4% หลังจากพรรคการเมืองต่างๆประกาศนโยบายเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ  ที่ดูเหมือนจะส่งผลกระทบต่อ CPALL มากกว่าผู้ประกอบการค้าปลีกรายอื่น

 

เพราะ CPALL มีสัดส่วนของพนักงานที่จ่ายตามค่าจ้างขั้นต่ำมากกว่า อย่างไรก็ตามค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นอาจไม่มีผลจนกว่าจะถึงไตรมาส 2/63 และการปรับขึ้นมีแนวโน้มที่จะเป็นการทยอยปรับในช่วง 3 ปี หรือเพิ่มขึ้น 9% ต่อปี ซึ่งหมายความว่าค่าแรงขั้นต่ำในปี 2563 จะขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 6.75% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอัตราการปรับขึ้นค่าแรงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาราว 5% ในกรณีนี้จะส่งผลให้กำไรสุทธิปี 2563 จะถูกปรับลดลง 3.5% อย่างไรก็ตามเชื่อว่าความกังวลเกี่ยวกับการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำในปีหน้าได้สะท้อนในราคาหุ้นแล้ว ระบุราคาหุ้นที่ปรับลงเป็นโอกาสทีดีที่จะเข้าสะสมหุ้น CPALL ชูเป็นหุ้นค้าปลีกตัวเด็ดไตรมาส 2/62 เป้าหมาย 82 บาท/หุ้น

 


สำหรับแผนธุรกิจ ปี 2562 CPALL เคยเปิดแผน ให้เห็นแบบจะๆ คาดรายได้ปี 62 โตต่อเนื่อง จากยอดขายสาขาใหม่-ยอดขายสาขาเดิมหนุน วางงบลงทุนปี 62 ประมาณ 11,500 – 12,000 ลบ. เปิดสาขาใหม่-ปรับปรุงสาขาเดิม ระบุ วางแผนขยายสาขาอีกประมาณ 700 สาขาในปี62 คาดครบ 13,000 สาขา ภายในปี 64 พร้อม เจรจาขายแฟรนไชส์ ร้าน 7-Eleven ในกัมพูชา-ลาว คาดเสร็จสิ้นภายในไตรมาส 2/62 ตั้งบริษัทย่อย “บริษัท ออลล์ นาว โลจิสติกส์ จํากัด” รุกธุรกิจบริการจัดส่งพัสดุและสินค้าด่วนภายในประเทศ

 


นายเกรียงชัย บุญโพธิ์อภิชาติ Chief Financial Officer ผู้มีอํานาจรายงานสารสนเทศ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) CPALL เปิดเผยว่าบริษัทฯ คาดการณ์และแนวโน้มธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ในปี 2562 บริษัทฯ คาดว่าจะใช้งบลงทุนในปี 62 ประมาณ 11,500 -12,000 ล้านบาท แบ่งเป็น การเปิดร้านสาขาใหม่ 3,800-4,000 ล้านบาท การปรับปรุงร้านเดิม 2,400-2,500 ล้านบาท ลงทุนโครงการใหม่ รวมบริษัทย่อยและศูนย์กระจายสินค้า 4,000-4,100 ล้านบาท ลงทุนสินทรัพย์ถาวร และระบบสารสนเทศ 1,300-1,400 ล้านบาท

 

บริษัทวางแผนลงทุนขยายเครือข่ายร้านสาขาต่อเนื่องไปตามการขยายตัวของชุมชน โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ แหล่งท่องเที่ยว รวมถึงทำเลที่มีศักยภาพอื่นๆ เพื่ออำนวยความสะดวกและเข้าถึงความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด โดยบริษัทได้กำหนดเป้าหมายใหม่ที่จะขยายสาขาให้ครบ 13,000 สาขา ภายในปี 64 ทั้งนี้ บริษัทวางแผนที่จะลงทุนเปิดร้านสาขาใหม่อีกประมาณ 700 สาขาในปี 62

 

ขณะเดียวกัน บริษัทคาดว่ารายได้จากการขายและบริการยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยอัตราการเติบโตของรายดได้ส่วนใหญ่มาจากอัตราการเติบโตของยอดขายจากร้านสาขาใหม่ และอัตราการเติบโตของยอดขายเฉลี่ยจากร้านเดิม คาดว่าจะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ อาทิ ระดับของอัตราเงินเฟ้อ การขยายตัวของการบริโภคภายในประเทศ เป็นต้น

 

นอกจากนั้น บริษัทตั้งเป้าขยายอัตรากำไรขั้นต้นให้ได้อย่างต่อเนื่องจากปีก่อน โดยเน้นการพัฒนาระบบในการคัดสรรสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น และผลักดันให้มีสัดส่วนของสินค้าที่กำไรขั้นสูงเพิ่มขึ้น ทั้งจากสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดิ่ม และสินค้าอุปโภค

 

นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติให้ดําเนินการเจรจาและตกลงเพื่อการเข้าทําสัญญาแฟรนไชส์หลัก (MasterFranchise Agreement) ในการลงทุนจัดตั้งและดําเนินการร!าน 7-Eleven ในประเทศกัมพูชาและประเทศลาว ทั้งนี้บริษัทได!มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงเบื้องต้น (Indicative Term Sheet) กับ 7-Eleven, Inc. สําหรับการได้รับสิทธิแฟรนไชส์ในการจัดตั้งและดําเนินการร้าน 7-Eleven ดังกล่าวเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 29มกราคม 2562 โดยมีกําหนดระยะเวลาของบันทึกข้อตกลงเบื้องต้นฉบับนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อมีการลงนามในสัญญาแฟรนไชส์หลัก ซึ่งคาดหมายว่าจะเสร็จสิ้นภายในไตรมาสที่ 2/2562 อย่างไรก็ตามสามารถขยายระยะเวลาได้โดยความเห็นชอบของคู่สัญญา การลงนามในบันทึกข้อตกลงดังกล่าว บริษัทไม่มีภาระผูกพันที่จะต้องลงนามในสัญญาแฟรนไชส์หลักกับ 7-Eleven, Inc. แต่อย่างใด

 


พร้อมกันนี้ รับทราบการจัดตั้งบริษัทย่อยของบริษัทเพื่อดําเนินธุรกิจบริการจัดส่งพัสดุและสินคาด่วนภายในประเทศชื่อ “บริษัท ออลล์ นาว โลจิสติกส์ จํากัด” และการเปลี่ยนชื่อบริษัท ไดนามิค แมนเนจเมนท์จํากัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทและทําธุรกิจบริหารจัดการคลังสินค้า เป็น “บริษัท ออลล์ นาว แมนเนจเมนท์ จํากัด”

 

 


ด้าน บมจ.หลักทรัพย์ บัวหลวง ระบุในบทวิเคราะห์หลักทรัพย์ว่า เชื่อว่าความกังวลเกี่ยวกับการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำในปีหน้าได้สะท้อนในราคาหุ้น CPALL แล้ว ในขณะที่แนวโน้มผลประกอบการที่แข็งแกร่งในไตรมาส 2/62 ดูเหมือนว่ายังไม่ได้รับรู้เข้าไปทั้งหมด ดังนั้นเราจึงมองว่าเป็นโอกาสทีดีที่จะเข้าสะสมหุ้น CPALL

 

คาดยอดขายสาขาเดิมในไตรมาส 2/62 มีแนวโน้มเติบโตดี เนื่องจากปรากฎการณ์เอลนีโญ่ส่งผลให้สภาพอากาศร้อนและแห้งแล้งยาวนานไปจนถึงปลายไตรมาส ซึ่งโดยปกติแล้วยอดขายของร้าน 7-Eleven จะดีมากในช่วงฤดูร้อน เนื่องจากเครื่องดื่มขายดี แต่ยอดขายจะอ่อนตัวลงในช่วงฤดูฝน เนื่องจากฝนทำให้ลูกค้าเข้าร้านน้อยลง นอกจากนี้ปัจจัยอีกประการที่ จะผลักดันให้ยอดขายสาขาเดิมเติบโตยิ่งมากไปกว่าปกติคือฐานที่ต่ำในไตรมาส 2/61 จากปรากฎการณ์ลานีญาส่งผลให้ฝนเริ่มตกตั้งแต่เดือนเม.ย. ซึ่งเร็วกว่าปกติที่จะเริ่มตกในช่วงกลางเดือนพ.ค. ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้อย่างมากที่จะเห็นยอดขายสาขาเดิมโตได้มากกว่า 5% ในไตรมาส 2/62 ซึ่งจะสูงกว่าการคาดการณ์ของตลาดและประมาณการของเราที่ 4.5%

 

การเติบโตจากฐานที่ต่ำไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพียงในไตรมาส 2/62 เท่านั้น แต่คาดว่าจะต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 3/62 เนื่องจากมีฐานที่ต่ำจากแคมเปญแสตมปที่ไม่ประสบความสำเร็จในไตรมาส 3/61 ทั้งนี้แคมเปญแสตมปในช่วงปลายเดือนก.ค.จนถึงปลายเดือนก.ย. ปี 2561 ไม่ประสบความสำเร็จในการดึงลูกค้าให้สะสมแสตมปและแลกสินค้าพรีเมี่ยม เนื่องจากคาแรกเตอร์ของแสตมปจากละครทีวีที่ได้รับความนิยมในช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย. ปี 2561 หมดความนิยมอย่างรวดเร็วกว่าที่บริษัทคาดการณ์ไว้ ดังนั้นแม้ว่าภาษีบุหรี่ที่เพิ่มขึ้นช่วยหนุนอัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมได้ราวๆ 1-2% แต่ยอดขายสาขาเดิมของร้าน 7-Eleven ขยายตัวได้เพียง 1.8% เท่านั้นในไตรมาส 3/61 ดังนั้นหากแคมเปญแสตมปในปีนี้ประสบความสำเร็จ เราอาจะเห็นยอดขายสาขาเดิมโตได้ไม่ต่ำกว่า 5% ในไตรมาส 3/62

 

ราคาหุ้น CPALL ปรับตัวลดลง 4% หลังจากพรรคการเมืองต่างๆประกาศนโยบายเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ โดยพรรคพลังประชารัฐเสนอที่ 400-425 บาทต่อวันในขณะที่พรรคเพื่อไทยเสนอที่ 400 บาทต่อวัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 308-330 บาทต่อวัน ในปัจจุบันค่อนข้างมาก ทั้งนี้การปรับขึ้นค่าแรงดูเหมือนจะส่งผลกระทบต่อ CPALL มากกว่าผู้ประกอบการค้าปลีกรายอื่น จากที่ CPALL มีสัดส่วนของพนักงานที่จ่ายตามค่าจ้างขั้นต่ำมากกว่า อย่างไรก็ตามค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นอาจไม่มีผลจนกว่าจะถึงไตรมาส 2/63 และการปรับขึ้นมีแนวโน้มที่จะเป็นการทยอยปรับในช่วง 3 ปี หรือเพิ่มขึ้น 9% ต่อปี ซึ่งหมายความว่าค่าแรงขั้นต่ำในปี 2563 จะขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 6.75% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอัตราการปรับขึ้นค่าแรงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาราว 5% ในกรณีนี้จะส่งผลให้กำไรสุทธิปี 2563 จะถูกปรับลดลง 3.5% ดังนั้นเราเชื่อว่าการที่ราคาหุ้นลดลง 4% ได้สะท้อนค่าแรงขั้นต่ำที่จะเพิ่มขึ้นในปีหน้าแล้ว

 

 

สอดคล้องกับความเห็นของ บริษัทหลักทรัพย์ดีบีเอสวิคเคอร์ส ที่ระบุก่อนหน้านนี้ ว่าราคาหุ้น CPALL ที่ปรับลดลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความกังวลเรื่องนโยบายการปรับขึ้นอัตราค่าแรงขั้นต่ำของพรรคการเมืองต่างๆ ที่จะทำให้ค่าใช้จ่ายดำเนินงานบริษัทเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เรามองว่าประเด็นนี้กระทบจำกัดเพราะรายได้ที่เพิ่มขึ้นของภาคแรงงานทำให้กำลังซื้อสูงขึ้น และเป็นผลดีต่อยอดขายของ CPALL ที่มีสาขากระจายอยู่ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดมากกว่า 1.1 หมื่นแห่ง

 

กระแสเงินสดจากการดำเนินงานแข็งแกร่งมาก จากการจำหน่ายสินค้าเป็นเงินสดแต่ได้เครดิตเทอมจากการซื้อสินค้าเข้าร้าน 3-4 เดือน อำนาจต่อรองในการซื้อสินค้าสูง และมี Economy of scale จากจำนวนสาขาที่มาก

 

การอ่อนตัวของราคาหุ้นเป็นจังหวะซื้อสะสม โดยฝ่ายวิจัยฯ DBS ให้ราคาพื้นฐานไว้ที่ 81 บาท ทั้งนี้คาดการณ์กำไรสุทธิปี 62 เติบโต 19% ดีขึ้นจากปี 61 ที่ขยายตัว 4%

 

การวิเคราะห์ทางเทคนิค ระยะสั้นมากให้แนวรับไว้ที่ 73+/-, 71.50 บาท ส่วนการปรับขึ้นมีแนวต้าน 76.50-77, 78บาท

 


ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำซื้อ CPALL เช่นกันประเมินราคาพื้นฐาน ที่ 86.00 บาท คาด CPALL ยังคงมีการเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพ โดยเน้นให้ธุรกิจร้านเซเว่นฯ เป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตหลักของบริษัท ซึ่งจะมาจาก SSSG และการขยายสาขา 700 สาขา/ปี รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การขยายไปต่างประเทศคาดยังไม่ส่งผลกระทบช่วงสั้น แต่จะช่วยสร้างโอกาสการเติบโตยั่งยืนในระยะยาว เราปรับประมาณการขึ้นสะท้อน SSSG ที่เติบโตดีกว่าคาด ทำให้ราคาเป้าหมาย (DCF) ปรับขึ้นจาก 81 บาท เป็น 86 บาท แนะนำ ซื้อ



เราปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้นประมาณ 2-3% ต่อปี ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป เพื่อสะท้อนถึง SSSG ของร้านเซเว่นฯ ดีกว่าคาด ทำให้ยอดขายเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี CPALL อาจจะบันทึกประมาณการหนี้สินสำหรับผลประโยชน์พนักงานอีก 809 ล้านบาทในปีนี้ (บันทึกไปแล้ว 100 ล้านบาทใน 4Q61) แต่เป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด ขณะที่ฐานะการเงินยังอยู่ในเกณฑ์ดี คาดอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนลดลงจาก 1.2 เท่า เป็น 1.0 เท่า ซึ่งอยู่ภายใต้ Bond Covenants ที่ 2.0 เท่า



การเติบโตของ CPALL ในปีนี้จะมาจาก SSSG ที่ 2-3% และการเปิดสาขาเซเว่นฯ 700 สาขา (+6% YoY) เป็น 11,688 สาขา โดยยังมีเป้าหมายครบ 13,000 สาขาในปี 2564 ซึ่งเราเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่บริษัทจะทำได้ตามเป้าหมาย โดยเน้นเปิดสาขาแบบ Stand alone และมีขนาดใหญ่ขึ้นช่วยสร้างโอกาสในการเพิ่มยอดขายต่อสาขา อีกทั้งยังมีการขยายสาขา All Caf? จากปัจจุบันที่ 5,900 จุด คาดจะเกิน 7,000 จุดในปีนี้

 

CPALL อยู่ระหว่างพิจารณาเงื่อนไขการเข้าทำสัญญาเปิดร้านเซเว่นฯ ในกัมพูชาและลาว หากได้เซ็นสัญญา การขยายสาขาจะเป็นแบบไปค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งเราคาดว่าไม่ส่งผลบวกอย่างมีนัยยะในช่วงสั้น แต่จะเป็นบวกในระยะยาว ทั้งนี้ เราประเมินเบื้องต้นว่า ร้านสะดวกซื้อในกัมพูชาและลาวอาจมีได้ 4,000 และ 1,700 สาขา ตามลำดับ ซึ่งประมาณการอ้างอิงจากจำนวนร้านสะดวกซื้อต่อจำนวนประชากรของไทยปัจจุบันที่ประมาณ 4,200 คน/สาขา

 


ปิดการซื้อขายวันนี้ ราคาหุ้น CPALL อยู่ที่ 74.25 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 1.21 พันล้านบาท

 

CPALL

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทความล่าสุด

NER รับรางวัล CAC Change Agent Award 2025

NER รับรางวัล CAC Change Agent Award 2025

NTF เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ วันแรก

NTF เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ วันแรก

มัลติมีเดีย

หุ้นอินไซด์ทอลค์ : อัพเดทชีวิต WGE

หุ้นอินไซด์ทอลค์ : อัพเดทชีวิต WGE

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้