Today’s NEWS FEED

ตอนนี้คุณกำลังอยู่ในเว็บไซต์สำหรับทดสอบระบบ

News Feed

เอเซีย พลัส ชี้หุ้นไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้าน SET ร่วงกว่า 42 จุดใน 3 วัน แนะเพิ่มเงินสด 20–30% รับความผันผวน ชู SCGP–SAWAD–ITC หุ้นเด่น

78


สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ (30 ตุลาคม 2569 ) ----บล.เอเซีย พลัส ประเมินตลาดหุ้นไทยยังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย หลังดัชนี SET ปรับฐานกว่า 42 จุด หรือ 2.64% ภายใน 3 วันทำการ จากความกังวลเรื่องการปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่บางแห่งที่ต่ำกว่าคาด และความเสี่ยงจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ กับไทยที่อาจกดดันค่าเงินบาทและกระแสเงินทุนต่างชาติ แนะนำเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน โดยถือเงินสดประมาณ 20–30% ของพอร์ต เพื่อรอจังหวะลงทุนใหม่ พร้อมเน้นคัดเลือกหุ้นที่มีลักษณะ Defensive และแนวโน้มผลประกอบการแข็งแกร่ง ชู SCGP, SAWAD และ ITC เป็นหุ้นเด่น

สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยได้รับแรงกดดันจาก 3 ปัจจัยสำคัญ โดยปัจจัยแรกคือการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันของภาครัฐ ซึ่งเปลี่ยนมาใช้สูตรคำนวณที่อิงต้นทุนจริง (Cost Plus) และกำหนดค่าการกลั่นไม่เกิน 2.40 บาทต่อลิตร รวมถึงการปรับลดส่วนลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่นจาก 4 บาท เหลือ 2 บาทต่อลิตร ในช่วงวันที่ 1–30 พฤศจิกายน 2569 ส่งผลให้ตลาดกังวลต่อแนวโน้มค่าการกลั่นและกำไรของผู้ประกอบการกลุ่มโรงกลั่น โดยราคาหุ้นในกลุ่มดังกล่าวปรับลดลงแล้วเฉลี่ยประมาณ 3.6–6% ปัจจัยที่สองมาจากผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่บางแห่งที่ออกมาต่ำกว่าคาด โดย SCC พลิกจากกำไร 4,820 ล้านบาท เป็นขาดทุน 1,738 ล้านบาท จากแรงกดดันในธุรกิจปิโตรเคมี ขณะที่ DELTA รายงานกำไรประมาณ 7.76 พันล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 11% จากการตั้งสำรองสินค้าคงคลัง สะท้อนความท้าทายด้านอัตรากำไรของธุรกิจ ส่วนปัจจัยที่สามคือทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่อยู่สูงกว่าไทย ซึ่งอาจเพิ่มแรงจูงใจให้เงินทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์สกุลดอลลาร์และกดดันค่าเงินบาท โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยติดต่อกัน 2 วันทำการ ระหว่างวันที่ 28–29 ตุลาคม รวมประมาณ 5.08 พันล้านบาท ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศเริ่มกลับมาขายสุทธิ ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยยังมีความเสี่ยงที่จะเผชิญความผันผวนต่อเนื่องในระยะสั้น

ด้านตลาดต่างประเทศ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ เผชิญแรงขายจากความกังวลเกี่ยวกับผลประกอบการและมูลค่าหุ้น (Valuation) ส่งผลให้ดัชนี NASDAQ ปรับลดลง 1.4% และส่งผ่านแรงกดดันมายังตลาดหุ้นเอเชีย ขณะเดียวกัน นักลงทุนเริ่มเพิ่มความระมัดระวังต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยโลก ส่งผลให้มีการโยกย้ายเงินลงทุนเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย และเกิดการหมุนเวียนเงินทุนไปยังหุ้นกลุ่ม Defensive, Healthcare และ Financials มากขึ้น

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้นักลงทุนเน้นบริหารความเสี่ยงด้วยการถือเงินสดประมาณ 20–30% ของพอร์ต พร้อมเลือกลงทุนในหุ้นที่มีแนวโน้มผลประกอบการแข็งแกร่งและได้รับประโยชน์จากทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับลดลง โดยเลือก SCGP จากแนวโน้มกำไรที่โดดเด่นและการฟื้นตัวของธุรกิจในอินโดนีเซียและเวียดนาม ขณะที่ราคาหุ้นปรับฐานตาม SCC แม้ปัจจัยพื้นฐานยังแข็งแกร่ง ส่วน SAWAD คาดว่าจะได้รับแรงสนับสนุนจากแนวโน้มสินเชื่อที่ทยอยฟื้นตัวตามเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี ประกอบกับทิศทาง Bond Yield ที่เริ่มปรับลดลง ขณะที่ ITC มีโอกาสได้รับประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนตัว และแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/2569 ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง รวมถึงโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มจากการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) ในสหรัฐฯ ซึ่งอาจสนับสนุนกำไรในปี 2570 ทั้งนี้ ภายใต้ความไม่แน่นอนของตลาดการเงินทั้งในและต่างประเทศ การบริหารสภาพคล่องและคัดเลือกหุ้นที่มีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัวเป็นแนวทางสำคัญในการรับมือกับความผันผวน โดยควรรักษาความยืดหยุ่นของพอร์ตการลงทุนเพื่อรองรับโอกาสที่อาจเกิดขึ้นเมื่อภาวะตลาดเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

ของจริง By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง วานนี้ SET ท้ายตลาดไหลง ด้วยทิศทางฟันด์โฟลว์ ยังไหลออก ส่วนรายย่อย ยังอุ้มหุ้นไทยกว่า 4 พัน....

HotNews: ASW ส่ง TITLE ร่วมทุน“Tokyo Tatemono Thailand” ต่อยอดอสังหาฯ รุกขยายธุรกิจ Hospitality ในภูเก็ต

“ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้” (TITLE) ในเครือ AssetWise (ASW) จับมือ “Tokyo Tatemono Thailand” ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ...

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้