Today’s NEWS FEED

ตอนนี้คุณกำลังอยู่ในเว็บไซต์สำหรับทดสอบระบบ

News Feed

ส.อ.ท. หารือพรรคเศรษฐกิจ เสนอแนวทางขับเคลื่อนอุตฯ ไทย สู่การเติบโตยั่งยืน

107

 

สำนักข่าวหุ้นอินไซด์( 3 กุมภาพันธ์ 2569 )--------เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารพรรคเศรษฐกิจ นำโดย พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ พร้อมนายทนง ขันทอง นายกสมาคมสื่อมวลชนนานาชาติ ประเทศไทย IMCT นายศรัทธา คชพลายุกต์ กรรมการบริหารพรรค รศ.ดร. กิตติ ลิ่มสกุล ประธานที่ปรึกษาคณะทำงานด้านเศรษฐกิจ ดร. อัครเวช โชตินฤมล หัวหน้าคณะทำงานด้านเศรษฐกิจ นายณัฐพงษ์ จิตต์เจริญ คณะทำงานด้านเศรษฐกิจ และนายชัชพล บุญธนาพิบูลย์ คณะทำงานและเลขานุการคณะทำงานด้านเศรษฐกิจ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อเสนอเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทย ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ มุ่งเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขัน และวางรากฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต ณ ห้อง Passion (802) ชั้น 8 ส.อ.ท.

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันว่า อยู่ในภาวะที่ต้องเร่งฟื้นฟู เปรียบเสมือน “รถติดหล่ม” ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยพลังจากทุกภาคส่วน และมาตรการที่เข้มข้น เป็นรูปธรรม และต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาเดินหน้าได้โดยเฉพาะการผลักดันนโยบายภาครัฐที่มุ่งเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้ไขปัญหาหนี้ เสริมสภาพคล่องและฟื้นภาคการท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยอีกครั้งหนึ่ง

ทั้งนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะมีอัตราการเติบโตของ GDP อยู่ที่ร้อยละ 1.6 ชะลอตัวลงจากร้อยละ 2.1 ในปี 2568 ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ภายใต้ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจรอบด้าน และแนวโน้มการขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้น แม้การส่งออกบางกลุ่ม เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ จะเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวก็ตาม รวมทั้ง GDP ไทยกำลังถูกเพื่อนบ้านแซง อีก 6 ปี จะร่วงจากอันดับที่ 2 เป็นอันดับที่ 5 ของอาเซียน

 

 


ในโอกาสนี้ นายเกรียงไกร ได้สะท้อนความท้าทายสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญ ทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ อาทิ มาตรการทางภาษีของสหรัฐอเมริกา ปัญหาสินค้าทุ่มตลาดและการสวมสิทธิ์ส่งออก สงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ข้อพิพาทพื้นที่ชายแดน รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคธุรกิจ ค่าเงินบาทแข็งค่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ธุรกิจสีเทาและอาชญากรรมทางไซเบอร์ ตลอดจนปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การติดกับดักรายได้ปานกลาง ระบบการศึกษา เสถียรภาพทางการเมือง ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย งบประมาณที่ไม่สมดุล กฎหมายที่ล้าสมัยและคอร์รัปชัน ที่ขณะนี้ กกร. ได้ออกแคมเปญรณรงค์การต่อต้านคอร์รัปชัน ภายใต้ชื่อ “Zero Corruption: กกร. และเพื่อนไม่ทน” โดยมีกรอบการดำเนินงาน 6 ด้าน คือ การปลูกฝังจิตสำนึก นโยบายต่อต้านการทุจริต ระบบบริหารความเสี่ยง การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ เทคโนโลยีและแนวทางการร้องเรียน

ส.อ.ท. ขับเคลื่อน 46 กลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิม เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และปัจจุบัน ประเทศไทยได้ปรับโมเดลไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อปรับตัวและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมทั้งสร้างเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมใหม่ทั้งหมด 2 กลุ่ม คือ กลุ่มอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ และกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

จากสถานการณ์ดังกล่าว ส.อ.ท. จึงได้เสนอแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยใน 8 ด้านสำคัญ ได้แก่ การปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบ การพัฒนากำลังคนและเพิ่มผลิตภาพแรงงาน การบริหารจัดการพลังงาน การส่งเสริมการส่งออกและอุตสาหกรรมเป้าหมาย การยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และพื้นที่อุตสาหกรรม เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังได้มอบหนังสือ Reinvent Thailand ให้แก่พรรคเศรษฐกิจ ซึ่งรวบรวมข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อให้ภาครัฐนำไปใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้จริง โดยมุ่งหวังให้ภาคเอกชนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว ขณะที่ภาคการเงินช่วยจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตประเทศไทยที่เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

 

 

ทั้งนี้ ส.อ.ท. พร้อมสนับสนุนการพัฒนา 6 Sectors ตั้งต้น ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่
• Smart Electronics ฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ระดับกลาง–ปลายทางของบริษัทรายใหญ่ของโลก ซึ่งมีศักยภาพในการต่อยอดสู่ฐานการออกแบบและนวัตกรรม
• Automotive ฐานการผลิตยานยนต์รายใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีห่วงโซ่อุปทานครบวงจรและเข้มแข็ง พร้อมต่อยอดสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และยานยนต์อัจฉริยะ
• Retail & Trading ตลาดค้าปลีกและค้าส่งขนาดใหญ่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคหลากหลายระดับรายได้ และกระจายตัวครอบคลุมทุกพื้นที่
• Medical & Wellness อุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานการบริการเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และมีข้อได้เปรียบด้านวัตถุดิบภายในประเทศในการผลิตยาและเวชภัณฑ์
• Agri & Food Processing อุตสาหกรรมที่มีความพร้อมด้านวัตถุดิบการเกษตรและห่วงโซ่อุปทานครบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมยกระดับสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง
• Tourism ภาคการท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและอาหาร และมีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

ทั้ง 6 Sectors จะมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การสร้างการจ้างงาน และการเติบโตของ SMEs รวมถึงเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม New S-Curve ที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต

ด้าน พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ กล่าวถึงแนวคิดและนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของพรรคฯ เพื่อนำพาประเทศไปสู่ความมั่งคั่งและพลิกฟื้นประเทศได้ทันที โดยมี 5 นโยบายหลักสำคัญ ที่จะตอบโจทย์แนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยของ ส.อ.ท. ประกอบด้วย

1. โครงการขนส่งยุทธศาสตร์: รถไฟความเร็วสูง พัฒนารถไฟความเร็วสูงเชื่อมประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาค เพื่อเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ และเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการลงทุน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ย้ายฐานการผลิต
2. โครงการ “OCEAN LINK” เชื่อมผ่านระหว่างมหาสมุทรอินเดีย-ชายฝั่งทะเลอันดามัน-ชุมพร-อ่าวไทย-มหาสมุทรแปซิฟิก กระตุ้นการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจชายฝั่ง

 

ทั้ง 2 โครงการข้างต้นนี้เป็นโครงการเมกะโปรเจ็ก ตรงกับยุทธศาสตร์ One Belt One Road ของประเทศจีน ซึ่งพรรคฯ ได้มีการเจรจากับรัฐบาลจีนถึงความเป็นไปได้ของโครงการนี้แล้ว ยังสามารถสร้างงาน สร้างอาชีพได้อย่างมหาศาล ทั้งภาคบริการ ภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร และภาคการท่องเที่ยว ที่จะเติบโตไปพร้อมกัน ตลอดจนสามารถสร้าง GDP ได้มากถึง 3 เท่า ย่อมเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน

3. ปราบทุจริตอย่างเด็ดขาด — Zero Corruption พรรคฯ มีนโยบาย “ถอนรากถอนโคน” บุคคล 3 ประเภท ที่มักร่วมกันฉ้อโกง ได้แก่ นักธุรกิจ ข้าราชการและนักการเมือง โดยจะกำหนดโทษสูงสุดทั้งฝั่งผู้ให้และผู้รับถึงขั้นประหารชีวิต สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐหรือข้าราชการที่ทำผิดมาตรา 157 (ฉ้อราษฎร์บังหลวง) โดยไม่มีการลดหย่อนโทษ เพื่อป้องกันการทุจริตอย่างจริงจัง ซึ่งเชื่อว่าการคอร์รัปชันจะหายไป 50 %

4. ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ผู้บังคับใช้กฎหมายต้องเด็ดขาดตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยต้องปรับระบบงานตำรวจและการสืบสวนสอบสวนออกจากกัน เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และลดความเหลื่อมล้ำ โดยตั้งหน่วยสอบสวนกลางแยกจากตำรวจเดิม

5. ลดค่าไฟฟ้าทั่วประเทศ เสนอให้ลดค่าไฟฟ้าจากประมาณ 3.94 บาท/หน่วย เหลือ 2.80 บาท/หน่วย เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยจะมีรัฐเข้ามาบริหารจัดการพลังงานและคอร์รัปชันในระบบไฟฟ้า

รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเศรษฐกิจ จะให้บริษัทที่ผูกขาดด้านราคาพลังงานดำเนินนโยบายที่คำนึงถึง ผลประโยชน์ของชาติ รวมทั้งจะเข้าไปปรับปรุงราคาก๊าซในภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีให้เป็นไปตามต้นทุนจริง และยกเลิกการนำราคาจากภาคส่วนดังกล่าวมาถัวเฉลี่ยกับราคาก๊าซที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าภาคครัวเรือน นอกจากนี้ ยังมีนโยบายควบรวมกิจการของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เข้าด้วยกัน เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ซึ่งมาตรการทั้งหมดนี้จะช่วยให้สามารถปรับลดค่าไฟฟ้าลงได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกเหนือจากนโยบายข้างต้นนี้ พรรคฯ จะผลักดันประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS ให้สำเร็จ เพื่อแก้ปัญหาสงครามการค้า อำนาจการต่อรอง และขยายผลทางยุทธศาสตร์ การสนับสนุนการใช้เทคโนโลยี AI โดยการนำโรบอตเข้ามาช่วยในการทำงาน ซึ่งสอดรับกับแนวทางของ ส.อ.ท. อีกเช่นกัน รวมถึงการจัดตั้งโรงงานแปรรูปให้กลุ่มเกษตรกร จะเป็นการปฏิรูปภาคการเกษตรครั้งใหญ่ของประเทศไทย

 


อย่างไรก็ตาม พล.อ.รังษี ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “หากพรรคฯ ได้เป็นรัฐบาล ภายในระยะเวลา 100 วัน จะเร่งดำเนินการปฏิรูปกฎหมาย ตั้งคณะทำงานปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม ยกเลิก MOU 43-44 ปราบสแกมเมอร์ ตั้งคณะทำงานกำหนดนโยบายเขตอุตสาหกรรมการเกษตร ตั้งคณะทำงานตรวจสอบที่ราชพัสดุที่ถูกนำไปใช้อย่างผิดกฎหมาย และตั้งคณะทำงานการพัฒนาชายฝั่งทะเลอันดามัน-อ่าวไทย

สุดท้ายนี้ ตนและผู้บริหารพรรคฯ ขอขอบคุณสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ให้เกียรติได้เข้ามาประชุมหารือเพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นต่าง ๆ รวมถึงสถานการณ์ปัจจุบันของภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้พรรคฯ ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมต่อไป”

ทั้งนี้ พรรคฯ มุ่งเน้นการสร้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจในทุกระดับ มีนโยบายโดยรวมที่ต้องการสร้างรายได้ให้ประชาชนสูงขึ้น รวมถึงการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ๆ ทั้งด้านเกษตร อุตสาหกรรมและบริการ เพื่อเร่งการเติบโตของประเทศในระยะยาว

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

มัลติมีเดีย

พูด คุยสบายๆ... EKH ปี 70-71 จะดีกว่าปี 69 - หุ้นอินไซด์ ทอล์ค

พูด คุยสบายๆ... EKH ปี 70-71 จะดีกว่าปี 69 - หุ้นอินไซด์ ทอล์ค

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้