Today’s NEWS FEED

ตอนนี้คุณกำลังอยู่ในเว็บไซต์สำหรับทดสอบระบบ

News Feed

InnovestX คาดวันนี้ SET "รีบาวด์หลังไม่หลุด 1300"

103

 


สำนักข่าวหุ้นอินไซด์( 3 กุมภาพันธ์ 2569 )------InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX ออกบทวิเคราะห์ประจำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 คาดตลาดมีโอกาสรีบาวด์ หลังพักฐานเป็นวันที่ 3 การลงมาใกล้บริเวณ 1300 เริ่มเห็นสัญญาณซื้อกลับ ตลาดไทยยังมีแนวโน้มปรับตัวดีกว่าภูมิภาคต่อ ส่วนปัจจัยภายนอก อิหร่านเปิดทางเจรจามากขึ้นลดความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ด้านความกังวลต่อ Kevin Warsh ว่าที่ประธานเฟด แม้ส่งผลต่อตลาดเอเชียที่เคยมีเงินไหลเข้าสูงในช่วงก่อนหน้านี้อย่าง เกาหลีใต้และไต้หวัน แต่คาดผลกระทบต่อไทยจำกัดที่สัดส่วนต่างชาติยังต่ำ ทางเทคนิค พักตัวไม่หลุดต่ำกว่า 1310/1300 ยังแกว่งตัวทางขึ้น


ประเด็นสำคัญ
• ราคาน้ำมันดิบ WTI ลดลงเกือบ 5% ลงแรงสุดในรอบกว่า 6 เดือน หลังตลาดคลายกังวลความตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่าน จากสัญญาณเปิดเจรจานิวเคลียร์และยกเลิกซ้อมรบช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ OPEC+ มีมติคงกำลังผลิตเดือนมี.ค.ตามคาด เป็น Sentiment ลบกลุ่มพลังงานขั้นต้น
• การขอรับส่งเสริมการลงทุนจากญี่ปุ่นปี 2568 มีมูลค่ารวมกว่า 1.19 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 146%YoY กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนลงทุน 28,332 ล้านบาท (+57%) เน้น HEV ขณะที่อิเล็กทรอนิกส์ลงทุน 24,318 ล้านบาท (+121%) ส่วนกลุ่มดิจิทัลเพิ่มเป็นกว่า 7,600 ล้านบาท จาก 42 ล้านบาท เป็นบวกกับนิคมอุตสาหกรรม WHA AMATA
• TDRI วิเคราะห์นโยบาย 5 พรรคใหญ่จากเอกสารยื่น กกต. พบวงเงินดำเนินนโยบายรวม 1.5–7.4 แสนลบ./ปี ชี้หลายพรรคประเมินต้นทุนต่ำ/หวังรายได้-PPP เกินจริง เสี่ยงงบ “บานปลาย” ทำยากทางปฏิบัติ
• ปธน. ทรัมป์ ประกาศว่าสหรัฐและอินเดียได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าแล้ว โดยสหรัฐจะเก็บภาษีศุลกากรต่อสินค้านำเข้าจากอินเดียจากเดิม 25% ลดลงเหลือ 18% ขณะที่อินเดียจะเก็บภาษี 0% ต่อสินค้านำเข้าจากสหรัฐ มองส่งผลต่อตลาดหุ้นไทยจำกัด เพราะสินค้าที่ไทยและอินเดียผลิตส่งออกเหมือนกัน ได้แก่ เครื่องนุ่งห่ม และ อัญมณี
• ไฟล์ทมาสเตอร์รายงานว่านับจากกลาง ม.ค. 69 ชาวจีนมีการจองตั๋วเครื่องบินในช่วงเทศกาลตรุษจีนทะลุ 4.13 ล้านเที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 21%YoY โดยจุดหมายปลายทางยอดนิยมส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายที่ได้รับความนิยมสูงสุด เป็นบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยว AOT CENTEL ERW MINT

 


กลยุทธ์การลงทุน
ช่วงสั้นมอง SET แกว่งตัวไซด์เวย์ในกรอบ 1,300–1,380 จุด โดยปัจจัยในประเทศติดตามการเข้าสู่ช่วงโค้งสัปดาห์สุดท้ายในการหาเสียงก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ., แนวโน้มการไหลเข้าของ Fund Flow, เงินเฟ้อ ม.ค. ซึ่งตลาดคาดอยู่ในช่วง -0.5% ถึง 0.2% และการประกาศงบ 4Q68 ของหุ้น Real Sectors ส่วนปัจจัยภายนอกติดตามนโยบายกีดกันทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ของ ปธน. ทรัมป์ ที่มีต่อต่างประเทศ (ทั้งตะวันออกกลาง ยุโรปและจีน) ซึ่งมีผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงโลก รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐ อาทิ การจ้างงานและ PMI ภาคการผลิต ขณะที่การประชุมนโยบายการเงินชอง ECB และ BoE ในวันที่ 5 ก.พ. ตลาดคาดมีมติคงดอกเบี้ยนโยบาย ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy”


แนวรับ – แนวต้าน : 1310/1300 – 1332/1340


ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์
มอง SET แกว่งตัวไซด์เวย์ในกรอบ ติดตามทิศทาง Fund Flow และการประกาศงบ 4Q68 ของบจ. ไทย กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” ใน 2 ธีมหลักและ 3 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยเฉพาะตัว ดังนี้
1. หุ้น Earnings Play ซึ่งคาดกำไร 4Q68 จะเติบโตเด่นเกิน 10%YoY และเราแนะนำ Outperform จากพื้นฐานธุรกิจมั่นคงและมีโมเมนตัมกำไรที่ดี แนะนำ ADVANC BGRIM CHG GPSC GULF OR PRM
2. หุ้นปันผลคุณภาพดีเพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดความผันผวนให้แก่พอร์ตลงทุน แบ่งเป็น 1) หุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะยาว (กำไรแต่ละปีมั่นคง, ผันผวนต่ำ, ฐานะการเงินแข็งแกร่ง, มี SET ESG Ratings A-AAA และจ่ายปันผลสม่ำเสมอ โดยคาดให้ Div. Yield สูงเกินปีละ 5%) แนะนำ AP DIF KTB PTT TISCO และ 2) หุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะสั้น 6 เดือน (กำไรปี 68 มั่นคง, ผันผวนต่ำ, คาดมีเงินปันผลจากกำไรปี 2568 ที่เหลือจ่ายหลังหักเงินปันผลที่ประกาศจ่ายระหว่างกาลไปแล้ว ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5%) แนะนำ BAM KBANK SAT THANI
3. Trading Idea: นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ 1) หุ้นเก็งกำไรจากคาดหวังการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหลังทราบผลเลือกตั้งและมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยเน้นหุ้น Big Cap. ซึ่งคาดเป็นเป้าของนักลงทุนต่างชาติที่จะกลับมาเพิ่มน้ำหนักตามความชัดเจนทางการเมือง ได้แก่ กลุ่มธนาคาร (BBL KTB KBANK) กลุ่มสื่อสาร (ADVANC) กลุ่มพลังงาน (GULF GPSC) กลุ่มรับเหมาและวัสดุก่อสร้าง (STECON CK SCC) 2) หุ้น Laggard Play เพื่อรับอานิสงส์จากการหมุนกลุ่มเล่นของ Fund Flow โดยเลือกหุ้น SET 50 ซึ่งราคาหุ้นปรับขึ้น YTD ต่ำกว่า SET และ Valuation ถูก โดยมี PBV และ PER 2569F < -1SD อีกทั้งมีพื้นฐานดี แนะนำ CENTEL CPALL CPN HMPRO SAWAD WHA และ 3) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์จากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางจากความไม่แน่นอนที่สูงของนโยบาย ปธน. ทรัมป์ โดยจะเน้นเก็งกำไรตามรอบข่าว แนะนำ PTTEP PTT TOP

 

Daily Top Picks
CENTEL: ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากตัวเลขชาวจีนจองตั๋วเครื่องบินช่วงตรุษจีนที่เพิ่มขึ้น 21%YoY โดยไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมสูงสุด ขณะที่ 4Q68 คาดกำไรปกติดีขึ้น QoQ ส่วนปี 2569 คาดกำไรโต 16%YoY พลิกจากที่ลดลง 6%YoY ในปี 2568 แรงหนุนจากการฟื้นตัวของท่องเที่ยวไทย เป้าหมายระยะสั้น 36.50 บาท

OR: ราคาหุ้นมีปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากราคาน้ำมันที่ในตลาดโลกที่ปรับลงแรงช่วยหนุนให้ค่าการตลาดดีขึ้น อีกทั้งยังมีมุมมองบวกต่อแผนการเติบโตต่อเนื่องและการมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง ขณะที่ Valuation น่าสนใจที่ PBV 1.3 เท่า และ EV/EBITDA 5.6 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี (2.3 เท่า และ 12.8 เท่า) มาก เป้าหมายระยะสั้น 13.70 บาท

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

หุ้นไทย ฟื้น ตามตลาดสินทรัพย์เสี่ยง By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เช้าวันนี้ ตลาดหุ้นไทย ฟื้นตัวแรง ตามตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก หลายปัจจัยภายนอก ....

ลงแล้วเด้ง By : นายกล้วยหอม

นายกล้วยหอม ถอดรหัสหุ้น ลงแล้วเด้ง ดีกว่าลงแล้วไปลับ ลาลับ...ภาพรวม รวมของตลาดหุ้นไทย ตอนนี้ ต้องอาศัยแรงซื้อ ....

มัลติมีเดีย

พูด คุยสบายๆ... EKH ปี 70-71 จะดีกว่าปี 69 - หุ้นอินไซด์ ทอล์ค

พูด คุยสบายๆ... EKH ปี 70-71 จะดีกว่าปี 69 - หุ้นอินไซด์ ทอล์ค

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้