Today’s NEWS FEED

ตอนนี้คุณกำลังอยู่ในเว็บไซต์สำหรับทดสอบระบบ

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

94


แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ

อัปเดตแนวโน้มตลาดหุ้นโลกและทองคำ


ตลาดการเงินโลกเผชิญความผันผวนที่สูงขึ้น โดยดัชนีหุ้นโลก (MSCI ACWI) ปรับตัวขึ้น 0.6% ได้รับแรงหนุนหลักจากการฟื้นตัวของตลาดเกิดใหม่ ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคลื่อนไหวในลักษณะผสมผสาน โดย S&P500 ปรับตัวบวกเล็กน้อย 0.3% สวนทางกับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอย่าง Nasdaq100 ที่ปิดลบ 0.2%
ในฝั่งของตลาดหุ้นไทยถือว่าทำผลงานได้ดี โดยดัชนี SET ปรับตัวขึ้น 0.9% โดยมีแรงซื้อในกลุ่มประกัน (+4.4%) ตามด้วยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (+3.3%) และค้าปลีก (+2.2%)
อย่างไรก็ตาม สินทรัพย์ทางเลือกกลับเผชิญแรงเทขายอย่างรุนแรง โดยเฉพาะโลหะเงิน (Silver) ที่ดิ่งลงถึง 17.4% และทองคำปรับตัวลง 1.9% ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 7–10 ปี ยังคงเคลื่อนไหวทรงตัวจากสัปดาห์ก่อนหน้า


ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศผ่าน Truth Social เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2026 เสนอชื่อเควิน วอร์ช เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ คนใหม่ แทนเจอโรม พาวเวลล์ซึ่งกำลังหมดวาระในเดือนพฤษภาคม เป็นมากกว่าการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งตามวาระ แต่นับเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเกมการเงินโลกกำลังก้าวเข้าสู่มิติที่ซับซ้อนและลึกซึ้งยิ่งกว่าการถกเถียงเรื่องสายเหยี่ยว (Hawk) หรือสายพิราบ (Dove) ในระดับผิวเผิน


วอร์ชไม่ใช่คนแปลกหน้าของตลาด เขาเคยดำรงตำแหน่งกรรมการเฟดในช่วงปี 2006–2011 และเป็นที่รู้จักในฐานะ Hawk ผู้ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของนโยบายและวินัยเงินเฟ้อมาโดยตลอด เมื่อพิจารณาควบคู่ไปกับท่าทีของทรัมป์ซึ่งต้องการให้ลดดอกเบี้ยโดยเร็ว คำถามที่ตามมาคือ เหตุใดทรัมป์จึงเลือกคนที่ดู Hawk แทนที่จะเป็น Dovish Fed ที่ดูสอดคล้องกับความต้องการเชิงนโยบายของเขามากกว่า


คำตอบคือ ทรัมป์ไม่ได้ต้องการประธานเฟดที่มีภาพลักษณ์โอนอ่อนตามแรงกดดันทางการเมือง หากต้องการประธานเฟดที่สามารถลดดอกเบี้ยแล้วตลาดเชื่อ การแต่งตั้งวอร์ชจึงทำหน้าที่เสมือนการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับนโยบายในอนาคต เพราะหากอัตราดอกเบี้ยถูกปรับลดภายใต้การนำของวอร์ช ตลาดตราสารหนี้จะตีความว่าเป็นการตัดสินใจบนฐานข้อมูลและการควบคุมความเสี่ยงเงินเฟ้อ ไม่ใช่การยอมจำนนต่อแรงกดดันจากฝ่ายการเมือง


ท่าทีของตลาดสะท้อนตรรกะนี้อย่างชัดเจน หลังการประกาศชื่อวอร์ช ตลาดอัตราดอกเบี้ยแทบไม่ขยับ สัญญาฟิวเจอร์สยังคงสะท้อนการลดดอกเบี้ยสองครั้งในปี 2026 ภาพดังกล่าวบ่งชี้ว่าตลาดไม่ได้มองวอร์ชเป็น Volcker 2.0

อย่างไรก็ตาม ความเปราะบางในระยะสั้นกลับไม่ได้อยู่ที่ทิศทางนโยบาย แต่อยู่ที่ประเด็นการเมืองในวุฒิสภา โดยเฉพาะตัวแปรสำคัญอย่าง ทอม ทิลลิส วุฒิสมาชิกรีพับลิกันและกรรมการในคณะกรรมาธิการการธนาคาร ผู้ขีดเส้นตายทางจริยธรรมต่อต้านการที่รัฐบาลทรัมป์ใช้กระทรวงยุติธรรมกดดันพาวเวลล์ ซึ่งทิลลิสมองว่าเป็นการคุกคามความเป็นอิสระของเฟด ปัญหานี้ไม่ใช่เพียงเรื่องเชิงสัญลักษณ์แต่คือคณิตศาสตร์ทางการเมืองที่สร้างความพลิกผันได้ เนื่องจากรีพับลิกันครองเสียงข้างมากในกรรมาธิการเพียง 13 ต่อ 11 หากทิลลิสโหวตสวนมติเพียงเสียงเดียว รายชื่อของวอร์ชจะติดหล่มทันที นำไปสู่ทางออกที่เสี่ยงอย่างการใช้ Motion to Discharge ดึงรายชื่อเข้าสู่สภาใหญ่ ซึ่งสะท้อนความไร้เสถียรภาพในการคุมเสียงของพรรครัฐบาล

หากวอร์ชสามารถฝ่าด่านการเมืองไปได้ ความท้าทายลำดับถัดไปคือการเปลี่ยนผ่านแนวทางนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดการงบดุล การสื่อสารทิศทางนโยบายการเงินล่วงหน้า (Forward Guidance) ไปจนถึงการตั้งคำถามต่อแบบจำลองเศรษฐกิจที่ใช้อยู่ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำยาก เพราะเฟดยุคปัจจุบันเป็นองค์กรที่ใหญ่และซับซ้อนกว่ายุคก่อนวิกฤต 2008 อย่างมาก งบดุลไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ตกค้างมาจาก QE แต่กลายเป็นกลไกหลักในการควบคุมอัตราดอกเบี้ยและสภาพคล่องของระบบการเงินโลก
แม้ที่ผ่านมาวอร์ชจะแสดงจุดยืนวิพากษ์วิจารณ์มาตรการ QE และภาวะที่เฟดขยายบทบาทจนเบี่ยงเบนจากพันธกิจหลัก (Institutional Drift) มาโดยตลอด แต่ในทางปฏิบัติ พื้นที่สำหรับการเปลี่ยนแปลงจริงอาจจำกัดกว่าที่เคยถกเถียงในเชิงทฤษฎี ด้วยเงื่อนไขสำคัญที่ว่า ทุกการปรับลดงบดุลหรือการเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารจะต้องไม่สั่นคลอนเสถียรภาพของตลาดการเงิน ทำให้คาดการณ์ได้ว่าวอร์ชจะสวมบทบาทการนำความเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป มากกว่าที่จะเลือกใช้วิธีหักดิบเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในทันที
สำหรับนักลงทุน ประเด็นสำคัญคือไม่ควรตีความว่าวอร์ชจะเป็น Hawk แบบที่ตลาดคุ้นเคย เพราะเขาไม่ใช่ Rate Hawk ที่ยึดติดว่าดอกเบี้ยต้องสูงเสมอไป แต่เขาคือ Financial Stability Hawk ที่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพระยะยาว

กล่าวโดยสรุป การเสนอชื่อวอร์ชไม่ได้สะท้อนความขัดแย้งในตัวทรัมป์ หากสะท้อนความเข้าใจเชิงกลยุทธ์ว่า หากต้องการลดดอกเบี้ยโดยไม่ทำให้ระบบการเงินปั่นป่วน ต้องเริ่มจากการแต่งตั้งคนที่ตลาดยอมรับ ไม่ใช่คนที่ตลาดกังวลว่าจะทำให้เฟดถูกการเมืองครอบงำจน Term Premium ในตลาดพันธบัตรพุ่งสูง วอร์ชจึงไม่ใช่ Volcker 2.0 แต่เป็นคนที่สามารถให้เหตุผลสำหรับการผ่อนคลายนโยบายได้ เมื่อเงินเฟื้อเอื้ออำนวย


แนวโน้มราคาสินทรัพย์ต่างๆ ในสัปดาห์นี้


สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ส่งสัญญาณที่ขัดแย้งกันในตัวเอง แม้ปัจจัยทางการเมืองจะสร้างแรงกระเพื่อมให้ตลาดผันผวนและสะท้อนจิตวิทยาการลงทุนที่เปราะบาง แต่ในเชิงโครงสร้างกลับพบสัญญาณบวกที่น่าสนใจ เมื่อการปรับตัวขึ้นของตลาดเริ่มกระจายตัว (Broadening) ไปยังหุ้นวงกว้างมากขึ้น ไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงกลุ่มผู้นำเดิม สะท้อนผ่านจำนวนหุ้นที่ทำจุดสูงสุดใหม่ (Net New Highs) บนกระดาน NYSE ยังคงปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสอดคล้องกับดัชนี S&P500 Equal Weight ที่กลับมาสร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นกว่าในเดือนมกราคม

สำหรับทิศทางในสัปดาห์นี้ แม้จะมีปัจจัยรบกวน แต่คาดว่าตลาดจะยังมีเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งจากฤดูกาลประกาศงบการเงิน ซึ่งข้อมูลล่าสุดจาก FactSet ยืนยันถึงแนวโน้มนี้ โดยกว่า 75% ของบริษัทรายงานกำไรออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งปัจจัยพื้นฐานนี้จะเป็นแรงหนุนสำคัญที่ช่วยพยุงตลาดให้ผ่านพ้นแรงกดดันระยะสั้นไปได้


ราคาทองคำเริ่มแสดงสัญญาณชะลอตัวของโมเมนตัมขาขึ้น (Loss of Momentum) ภายหลังเผชิญแรงเทขายกดดันอย่างหนักเหนือระดับจิตวิทยาที่ 5,500 ดอลลาร์ สอดคล้องกับข้อมูลจาก CFTC ที่ระบุว่าสถานะซื้อสุทธิ (Net Long Positions) เริ่มปรับตัวลดลง


นอกจากนี้ เครื่องมือ Momentum Tracker ยังส่งสัญญาณเตือนภาวะตึงตัวขีดสุด (Extremely Stretched) สะท้อนถึงภาวะที่ทำให้ตลาดมีความเปราะบางและเสี่ยงต่อความผันผวนระยะสั้น เราจึงแนะนำให้ทยอยแบ่งขายทำกำไรต่อไป (Trim Position) เพื่อบริหารความเสี่ยงของพอร์ต


การปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นของราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีประเด็นที่น่าจับตามองอยู่ที่ความขัดแย้งของสัญญาณในตลาด กล่าวคือ แม้สถานะการถือครองของนักลงทุนจะยังดูเบาบาง สะท้อนจาก Long-to-Short Ratio ที่ระดับเพียง 1.6 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 5.4 เท่าอย่างมีนัยสำคัญ แต่ราคากลับถูกผลักดันด้วยปัจจัยเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความตึงเครียดจนเข้าใกล้จุดแตกหัก (On the Brink of War) ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
แนวโน้มการเผชิญหน้าเริ่มชัดเจนขึ้นเมื่ออิหร่านประกาศความพร้อมรบเต็มรูปแบบ โดยผู้บัญชาการทหารสูงสุดยืนยันถึงขีดความสามารถที่เหนือกว่าช่วงสงคราม 12 วันเมื่อกลางปี 2568 พร้อมเสริมเขี้ยวเล็บด้วยการบรรจุโดรนยุทธศาสตร์กว่า 1,000 ลำเข้าประจำการ และส่งสัญญาณเตือนว่าจะตอบโต้ทันทีหากสหรัฐฯ หรืออิสราเอลเข้าแทรกแซงโครงการนิวเคลียร์ ในขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ ได้ยกระดับการกดดันด้วยการส่งเรือพิฆาตเข้าเทียบท่าที่เมืองเอลัตและเสริมกำลังทางอากาศ โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ได้ออกคำเตือนถึงความไม่ปลอดภัยจากการซ้อมรบในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมยืนยันว่ากลาโหมสหรัฐฯ เตรียมพร้อมดำเนินการทุกทางเลือกตามการตัดสินใจของประธานาธิบดีทรัมป์
สถานการณ์ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น จากการสนับสนุนของพันธมิตรอย่างรัสเซีย ที่พบความเคลื่อนไหวทางอากาศไปยังอิหร่าน ซึ่งคาดว่าจะเป็นการลำเลียงอาวุธยุทธศาสตร์สำคัญ อาทิ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 และระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์เพื่อตัดสัญญาณ GPS ของชาติตะวันตก ภาพรวมของการเร่งสะสมกำลังอาวุธและท่าทีที่แข็งกร้าวของทุกฝ่าย จึงกลายเป็นปัจจัยหลักที่สร้าง Short-term Upside Risk ให้กับราคาน้ำมัน ผ่านการเร่งตัวของ War Risk Premium ในระยะสั้นนี้


แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ คาดว่าจะแกว่งตัวอยู่ในกรอบ หลังจากดัชนีปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นในช่วงสามสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เรามองว่าความเสี่ยงขาลงยังมีค่อนข้างจำกัด เนื่องจากจะเห็นภาพการหมุนเวียนของเม็ดเงินเข้าสู่หุ้นกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยดูดซับแรงขายทำกำไรและช่วยประคองดัชนีไว้ได้ เราจึงยังคงคำแนะนำ Selective Buy โดยเน้นการคัดกรองหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง หรือหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวระยะสั้น

Quant Focus List (สัปดาห์นี้):

-Commerce: ADVICE, COM7, MRDIYT
-Commercial Real Estate: CPN
-Energy: PTTEP, TOP
-Finance: TIDLOR
-Food: OSP
-Healthcare: PR9
-Industrial Estate: WHA
-Insurance: BLA
-Transportation: AOT
-Utility: WHAUP

 

 


สรุปภาพตลาดวานนี้

SET ย่อต่อสุดสัปดาห์ แต่ไม่แรง โดยเป็นการขายทำกำไรในกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี หลังขึ้นมาก่อนหน้า แต่การหมุนเข้ายังไม่ได้ชัดเจน เพียงแต่เห็นการไปพักในธนาคาร ประกัน ไว้ก่อน (ตามฟอร์มเดิม)


แนวโน้มตลาดวันนี้
Next Rotations
เริ่มต้นเดือนใหม่แต่ยังคงอยู่กับ กลยุทธ์เดิม “การหมุนกลุ่มหุ้น” ภาพสรุปในเดือน ม.ค. ผลตอบแทนรายกลุ่มอุตสาหกรรมน่าจะเป็นตามที่เราคาด อันดับ 1. คือ พลังงาน (น้ำมัน โรงกลั่น) 2. ปิโตรเคมี ส่วนหุ้นที่ผลตอบแทนรั้งท้าย คือ ธนาคาร ค้าปลีก รพ. สรุปคือ หุ้น Defensive เล่นแย่กว่ากลุ่มหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ และ วัฏจักร
โดยกลยุทธ์เดือน ก.พ. เราเดินรูปแบบคล้ายเดือน ม.ค. เน้นไปที่หุ้นสินค้าโภคภัณฑ์และวัฎจักร โดยเพิ่มกลุ่ม Discretionary ของธุรกิจค้าปลีกเข้ามาเพิ่ม ด้วยเราประเมินจาก เหตุปัจจัยแวดล้อมเป็นหลัก ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานใช้ประกอบเป็นปัจจัยรอง คือ ผลการดำเนินงานงบปี 68 ขอแค่ไม่สร้างความผิดหวังหนักๆ ก็เพียงพอ

ปัจจัยด้านอัตราแลกเปลี่ยน เริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ของเดือน ก.พ. คาดว่าจะมีอิทธิพลต่อทิศทางการหมุนกลุ่มมากขึ้น โดยมีแนวโน้มที่ค่าเงินบาทจะทรงตัวในระดับแข็งค่าจากปัจจัยไม่แน่นอนต่างประเทศ เช่น นโยบายการต่างประเทศของ ทรัมป์ ที่ยังคงกดดันยุโรปด้วยการส่งสัญญาณผ่านตะกร้าค่าเงิน “อยากเห็นดอลลาร์อ่อนค่า” ซึ่งค่าเงิน ยูโร มีน้ำหนักเกินครึ่งหนึ่งของตะกร้าฯ; คาดส่งผลต่อ แนวโน้มค่าเงินบาทที่ทรงตัวในระดับแข็งค่า และคาดว่าจะส่งผลดีต่อหุ้นนำเข้าสินค้าทุนฯ, ภาวะการเมืองระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้นตลอดทั้งปีนี้ ยังคงหนุนทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์...

ด้าน Flow rotation: ซึ่งเราประเมินว่า กองทุนในประเทศ น่าจะมีกระสุนเงิน ไว้รองรับแรงกระแทกของตลาดหุ้นไทยได้ (หากหุ้นตก) จากการขายสุทธิมาตลอด 5 เดือน กว่า 6 หมื่นล้านบาท, แต่ถ้าหากนักลงทุนต่างชาติไม่ได้เร่งขายหุ้นไทย เราคาดกลุ่มเด่นกลุ่มเดิมที่ขึ้นมารอบนี้ จะยังคงแข็งแกร่งกว่าตลาด และมีโอกาสที่แรงซื้อจะหมุนไปหา หุ้นวัฎจักร กลุ่มถัดไป คือ Discretionary ในธุรกิจค้าปลีก เป็นต้น


กลยุทธ์การลงทุน
กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ “รอ” สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง ไม่ไล่ราคา เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง, หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร


วิเคราะห์ทางเทคนิค
Mathematical Tools
 Moving Averages (EMA) & (RSI ดัชนีจ่อทะลุ EMA 25 month ขณะที่ RSI เตรียมวิ่งเหนือ level 50! บ่งชี้ความแกร่ง
 Bollinger band & MACD (Riding the Bands) ช่วงขาขึ้น ดัชนพยายามเกาะเส้น Upper Band (เส้นบน)นอกจากนี้ MACD (month) cross! ตัดขึ้นสำเร็จ
 Fibonacci retracement 38.2%, 50% และ 61.8% แสดงตำแหน่งแนวรับ 1,300 ต้าน 1,380 ถัดไป 1,450 ตามลำดับ
*สรุป: แนวโน้ม SET Index เดือนก.พ. เนื่องจากโมเมนมันแรงส่งเดือนม.ค. ดี! คาดว่าดัชนีมีลุ้นขึ้น test โซนต้าน 1,380 จุด หากทะลุได้จะเกิดการเปลี่ยนเทรนด์ขาขึ้นรอบใหม่ดังนั้นกลยุทธ์ทางเทคนิค เลือกวิธี “Bargain hunting”หุ้นถูกโมมเนตัมเริ่มกลับตัว ไม้แรก!
*เงื่อนไข: SET โซนรับ 1,280-1,300 ห้ามหลุดเป็นอันขาด!

Stocks pick of the month
CPALL จบคลื่นขาลง “Corrective wave C” และกำลังส่งสัญญาณฟื้นตัว ภายหลังจากปรับตัวลงมาที่ Fibo 50%
CPN เครื่องมือ Parabolic SAR บ่งชี้จุดกลับตัวขาขึ้นพร้อมกับโมเมนตัม MACD cross”
COM7 ”Double bottom”ฟื้นตัวขึ้นจากฐาน บ่งชี้จุดแย่ผ่านพันไปแล้ว แนะจับตา Volume กำลังเข้า! หนุนจังหวะกลับตัว
สรุป: หุ้นแนะนำ BUY… CPALL CPN และ COM7
*เงื่อนไข: ผิดทาง ห้ามลงต่ำกว่าจุดคัทที่ให้ไว้


What to watch
รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มชัตดาวน์บางส่วน คาดกระทบจำกัด รอสภาล่างรับรองงบวุฒิสภาสหรัฐฯ อนุมัติข้อตกลงงบประมาณแล้วเมื่อเย็นวันศุกร์ เพื่อหลีกเลี่ยงการชัตดาวน์ของรัฐบาล แต่เนื่องจากร่างกฎหมายยังต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร จึงมีแนวโน้มที่รัฐบาลจะเผชิญภาวะชัตดาวน์บางส่วนตั้งแต่เที่ยงคืนวันศุกร์ตามเวลาสหรัฐฯ และอาจยืดเยื้ออย่างน้อยหลายวัน
MSCI ระงับการรีวิวหุ้น-ดัชนีของอินโดนีเซีย จนกว่า หน่วยงานกำกับดูแลของอินโดนีเซีย จะแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ ความโปร่งใสของข้อมูลและความสามารถในการลงทุน ของตลาดหุ้นในประเทศให้ชัดเจนก่อน และอาจทบทวนสถานะการเข้าถึงตลาด (market accessibility) ของอินโดนีเซียใหม่จนนำไปสู่การ ลดน้ำหนักของหุ้นอินโดนีเซียในดัชนี MSCI Emerging Markets
ดอลลาร์แข็งค่า หลังทรัมป์เลือก "เควิน วอร์ช" นั่งประธานเฟด; เควิน วอร์ช อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ เป็นประธานเฟดคนใหม่ ขณะเดียวกันดอลลาร์สหรัฐฯ ฟื้นตัวจากแรงเทขายอย่างหนักเมื่อต้นสัปดาห์ บรรดาเทรดเดอร์คาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยรวม 0.52% ในปีนี้ โดยมีแนวโน้มว่าจะเริ่มลดครั้งแรก 0.25% ในเดือนมิ.ย. ตลาดมองว่าวอร์ชไม่ใช่บุคคลที่อยู่ใต้อิทธิพลของประธานาธิบดีอย่างเต็มที่ และไม่น่าจะบั่นทอนความเป็นอิสระของเฟดเพิ่มเติมหรือกระตุ้นความกังวลเกี่ยวกับการลดค่าของสกุลเงิน
ทรัมป์ส่งสัญญาณบวก เผยอิหร่านเปิดทางเจรจา ย้ำชัดดีลต้องจบที่ไร้อาวุธนิวเคลียร์


หุ้นแนะนำวันนี้
CRC นอกจากตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนสัปดาห์ที่แล้ว +14% WoW (ต่อเนื่องจาก +8% WoW สัปดาห์ก่อนหน้า), แนวโน้ม Seat Capacity สายการบินจีนมาไทยเพิ่ม 7-10% จากคาดหวังกับการฟื้นช่วงตรุษจีน และการย้ายที่เที่ยวจากญี่ปุ่นมาไทยได้ในเดือน ก.พ. นี้, หนุนกำลังซื้อในประเทศควรดีขึ้นตามเศรษฐกิจท่องเที่ยว และต้นทุนในการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยคาดมาร์จิ้นดีขึ้น
แนวรับ 19 ต้าน 22 Stop loss 17

 

รายงานพื้นฐานวันนี้

Wealth Strategy
เจาะความจริง-ตลาดหุ้นไทยหลังเลือกตั้ง พร้อมคัด 5 หุ้นคุณค่าคุณภาพสูง กำไรดี-ราคาต่ำพื้นฐาน
ระยะสั้นหลังเลือกตั้ง sentiment ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ upside กรอบบนอยู่ 1350–1370 จุด นักลงทุนอาจยังรอประเมินการจัดตั้งรัฐบาล เสถียรภาพทางการเมือง และความสามารถในการเร่งผลักดันนโยบาย

ระยะสั้น: หลังเลือกตั้ง ประเมินนักลงทุนอาจยังเข้าโหมด Reality check ยังรอประเมินการจัดตั้งรัฐบาล เสถียรภาพทางการเมือง และความสามารถในการเร่งผลักดันนโยบาย ขณะที่ กำไร 1Q26 อาจยังฟื้นตัวช้า (BLS คาดกำไรหลัก +1% YoY, +5% QoQ) ภายใต้ช่วงสุญญากาศเชิงนโยบาย (policy gap) ไม่ว่าภายใต้การนำของพรรคใด ความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐฯ คาดไม่สูงมาก จากเม็ดเงินกระตุ้นจำกัด งบลงทุนภาครัฐฯ ที่ลดลงจากปีก่อน และสถานะการคลังที่ตึงตัว ทำให้การกู้เพิ่มทำได้ยาก
โดยแนวนโยบายหลักคาดเน้น 5 ด้าน ได้แก่

1) กระตุ้นการบริโภค-ลดภาระค่าครองชีพ
2) เร่งงบเบิกจ่ายลงทุนภาครัฐฯ
3) ดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ FDI ต่อเนื่องผ่าน BOI Thailand FastPass
4) กระตุ้นภาคการท่องเที่ยว และ
5) มุ่งฟื้นตลาดหุ้นไทย
แต่จากเม็ดเงินกระตุ้นเพียงราว 4 หมื่นล้านบาท คาดหนุน GDP ปี 2025–26 เพียง 0.1–0.2% และหนุนกำไร SET ราว 0.4–0.8% ทำให้กรอบบนระยะสั้นประเมินที่ 1350–1370 จุด ดังกล่าว
หากจัดตั้งรัฐบาลราบรื่น: แม้ศักยภาพการกระตุ้นเศรษฐกิจจะยังจำกัด แต่หากความไม่แน่นอนทางการเมืองคลี่คลาย จะเป็นปัจจัยหนุนกระแสเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าสู่ “หุ้นคุณค่า” ในตลาดเกิดใหม่ (Valuation-driven rotation) รวมถึงตลาดหุ้นไทย ซึ่งปัจจุบันซื้อขายที่ PER ต่ำกว่าตลาดโลก (MSCI ACWI) ถึง 37% และต่ำกว่าเอเชียไม่รวมญี่ปุ่น (MSCI Asia ex Japan) ถึง 21% นับเป็นระดับถูกที่สุดในรอบ 16 ปี
ในกรณีได้รัฐบาลภายในเดือนพฤษภาคม ยังคง SET target ปี 2026 ที่ 1440 จุด ขณะที่กรณีเลวร้าย หากการจัดตั้งล่าช้าไปราว 3 เดือน และได้รัฐบาลใน 4Q26 ประเมิน SET target ลดลงเหลือ 1350 จุด
กลยุทธ์ลงทุน: แนะนำ 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
1) หุ้นคุณค่าคุณภาพสูง (Quality value): ราคาต่ำมูลค่าในทุกมิติ (PER, PBV, EV/EBITDA), มีปันผลลดเสี่ยง (2026 Div yld > 3%), กำไรฟื้น-ไม่โดนหั่นประมาณการณ์แรง, ความผันผวนกำไรต่ำ-ROE ขาขึ้น ได้แก่ CPN, COM7, BH, OSP, CPALL
2) หุ้นเป้าหมายนักลงทุนต่างชาติ (Foreign flow targets) ที่เม็ดเงินมักไหลเข้าตลอดทั้ง 6 รอบระหว่างปี 2005–2025 เช่น PTT, SCC, ADVANC

 

 

BGRIM
บี.กริม เพาเวอร์
เริ่มขาขึ้นของวัฏจักรกำไร
เราคาดกำไรสุทธิ 4Q25 ที่ 362 ล้านบาท (+10% YoY, -13% QoQ) จาก spark spread ที่ดีขึ้น ขณะที่ 1Q26 คาดกำไรปกติ 479 ล้านบาท (-36% YoY จากฐานสูง, +32% QoQ) จากปัจจัยฤดูกาล
แม้ราคาหุ้น BGRIM จะอ่อนตัวลงช่วงปลาย ม.ค. สะท้อนความกังวลว่าราคา LNG (JKM) ที่สูงขึ้นและการปรับโครงสร้าง gas pool ของ PTT จะกดดันมาร์จิ้น SPP ในปี 2026 แต่เรายังมองว่าปี 2025 เป็น จุดต่ำสุดของกำไร และกำลังก้าวเข้าสู่วัฏจักรฟื้นตัว โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการทยอยรับรู้กำลังการผลิตใหม่ โดยโครงการลม Nakwol 1 ขนาด 365MW (เกาหลีใต้) และดีมานด์ไฟฟ้าจาก hyperscaler ใน EEC ซึ่งหนุนให้กำไรหลักเติบโตระดับ double-digit CAGR ในช่วง 5 ปีข้างหน้า เช่น โครงการ Data Center JV ขนาด 96MW กับ Digital Edge จะเริ่มดำเนินการในปี 2027 (fully booked) และคาดพลิกมีกำไรในปี 2028 นอกจากนี้ ยังมี upside จากการทำ PPA โดยตรงกับ hyperscaler (เช่น ดีล 100MW กับ NTT Global) และโอกาสพัฒนา IPP ก๊าซในมาเลเซียขนาด 1.5GW
Fundamental view: เราคงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 20 บาท


วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

แรงขาย By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ หุ้นหลายตัว เจอแรงขาย แรงขาย มากกว่า แรงซื้อ กดดันให้ราคาหุ้นลง เส้นเทคนิค เปลี่ยนทิศทาง.....

เดือนแห่งความรัก By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง สู่โหมดเดือนแห่งความรัก เดือนกุมภาพันธ์ สัปดาห์นี้ เข้าสู่โค้งสุดท้าย ก่อนเลือกตั้ง วันอาทิตย์...

มัลติมีเดีย

พูด คุยสบายๆ... EKH ปี 70-71 จะดีกว่าปี 69 - หุ้นอินไซด์ ทอล์ค

พูด คุยสบายๆ... EKH ปี 70-71 จะดีกว่าปี 69 - หุ้นอินไซด์ ทอล์ค

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้