สำนักข่าวหุ้นอินไซด์( 27 มกราคม 2569)------บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) จัดทัพนักวิเคราะห์มองเศรษฐกิจปี 2026 ชี้การเมืองไทยหลังเลือกตั้งเป็นตัวแปรหลัก เชื่อจัดตั้งรัฐบาลไม่สะดุด ดันความเชื่อมั่น - เศรษฐกิจฟื้น ให้เป้า SET Index ปีนี้ ที่ 1,440 จุด ด้านหุ้นนอกมองกระแส AI ไม่ Bubble แต่เป็นการลงทุนรอบใหญ่ ที่ยังมีพื้นฐานให้โตต่อ ด้านกูรูธุรกิจ “นพ พงศธร” จากช่อง Nop Pongsatorn แนะสูตร “The New Wealth Code” เผยวิธีหาบริษัทที่อยู่รอดได้ในยุค AI พร้อมผู้บริหารขึ้นเวทีเปิดตัวแอปพลิเคชัน “Phillip Pocket” ด้วยแนวคิดใหม่ “แอปลงทุนที่พอดี (Just Right) สำหรับคุณ”
บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ฟิลลิปแคปปิตอล ได้จัดงานสัมมนาใหญ่ประจำปี “Phillip Investment Forum 2026” ณ หอประชุมศุกรีย์ แก้วเจริญ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีนักลงทุนให้ความสนใจตอบรับเข้าร่วมงานกว่า 300 คนจนเต็มความจุห้องประชุม โดยนักลงทุนได้รับประสบการณ์ลองแอปฯ ใหม่กันอย่างตั้งใจ
มองเศรษฐกิจไทยฟื้นรับรัฐบาลใหม่ ให้ SET Index ด้วยเป้าหมาย “1,440 จุด”
นักวิเคราะห์ บล.ฟิลลิปประเมินฉากทัศน์การจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการจับมือกันระหว่างพรรคแกนนำหลัก (พรรคประชาชน, พรรคภูมิใจไทย หรือ พรรคเพื่อไทย) ซึ่งล้วนส่งผลให้นโยบายหลักยังคงเน้นการกระตุ้นการบริโภค การลงทุนภาคเอกชน และสนับสนุนการท่องเที่ยว
ทั้งนี้ บล.ฟิลลิป ให้เป้าหมายดัชนี SET Index ปี 2569 ไว้ที่ 1,440 จุด บนสมมติฐาน GDP ไทยเติบโต 1.7% โดยได้แรงหนุนสำคัญจาก 2 ปัจจัยบวก คือ ภาคการท่องเที่ยว ที่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติแตะ 35 ล้านคน และ ทิศทางดอกเบี้ยขาลง ที่คาดว่า กนง. จะปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ระดับ 1.00% ในช่วงไตรมาสแรกของปี
หุ้นนอก มองกระแส AI ไม่ใช่ฟองสบู่ แต่เป็นการลงทุนรอบใหญ่ที่มีกระแสเงินสดรองรับ
ในด้านตลาดต่างประเทศ บล.ฟิลลิป ให้มุมมองต่อกระแส AI ว่า “ไม่ใช่ฟองสบู่ แต่เป็นรอบการลงทุนที่มีกระแสเงินสดจริงรองรับ โดยแนะนำกลยุทธ์หมุนเงินลงทุนเข้าสู่ธีม ‘Physical AI’ รวมถึงกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ Data Center”
แนะสูตรจัดพอร์ต 50-30-20 พร้อมลุยตลาดปี 2026
เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจ บล.ฟิลลิป แนะนำกลยุทธ์การจัดพอร์ตลงทุนไตรมาส 1 ปี 2569 โดยแบ่งสัดส่วนดังนี้:
1. Theme Play: 50% (เน้นการเติบโตจากนโยบายรัฐ, ดอกเบี้ยขาลง และธีม AI/Nuclear)
- AMATA & GULF: รับประโยชน์โดยตรงจากการลงทุนภาคเอกชนและนโยบายภาครัฐชุดใหม่
- BA: รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวเต็มรูปแบบของการท่องเที่ยวไทย (เป้า 35 ล้านคน)
- SAWAD: ได้ประโยชน์เต็มที่จากเทรนด์ดอกเบี้ยขาลงของไทย (คาด กนง. ลด 0.25%)
- Nvidia (NVDA) - หุ้นนอก: หุ้นที่ยังเติบโตต่อตามกระแส AI คาดเปิดตัวชิปรุ่นใหม่ "Rubin" ตามแผนรายปีเพื่อทิ้งห่างคู่แข่ง
- Vertiv Holdings (VRT) - หุ้นนอก: หุ้นที่เป็นหัวใจสำคัญของ Data Center ซึ่งเชี่ยวชาญด้าน Liquid Cooling และการจัดการพลังงานให้กับชิปของ AI ทำให้มีโอกาสที่เติบโตได้อีกมาก
- ES-GTECH: กองทุนรวมที่เป็นตัวแทน Global Tech เพื่อเกาะกระแส Quality Growth ในตลาดสหรัฐฯ
- LHNUKZ: กองทุนรวมที่เป็นตัวแทน Physical AI (พลังงานนิวเคลียร์) ที่เป็นหัวใจสำคัญของ AI Data Center
2. Resilient Play: 30% (เน้นความมั่นคง และกระแสเงินสด)
- CPALL: หุ้นแกร่งที่โตได้แม้เศรษฐกิจชะลอตัว และได้ลุ้นมาตรการกระตุ้นการบริโภค
- TISCO: หุ้นปันผลสูง (Dividend Play) เพื่อสร้าง Cash Flow เข้าพอร์ต
- Novo Nordisk (NVO) - หุ้นนอก: บริษัทยาชั้นนำจากเดนมาร์ก เตรียมเปิดตัวยาใหม่ “CagriSema” คาดอนุมัติให้ใช้ช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดคืน
- SCBGHCA: กองทุน Healthcare ทั่วโลก สร้างเกราะป้องกันด้วยหุ้นกลุ่มสุขภาพที่รายได้ไม่ผันผวนตามวัฏจักร
3. Alternative: 20% (ป้องกันความเสี่ยง)
- SCBGOLD: กองทุนทองคำ เพื่อทำหน้าที่เป็น “Strategic Core Holding” ในจังหวะที่ทองคำเป็นขาขึ้นรอบใหญ่ (Supercycle)
เจาะลึก "The New Wealth Code" มองหาบริษัทอยู่รอดยุค AI
นอกจากมุมมองจากนักวิเคราะห์แล้ว งานนี้ยังได้รับเกียรติจาก นพ - พงศธร ธนบดีภัทร เจ้าของช่องธุรกิจชื่อดัง Nop Pongsatorn มาร่วมบรรยายในหัวข้อ "Special Session: The New Wealth Code" เพื่อเจาะลึกการบริหารความมั่งคั่งท่ามกลางกระแสเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก
ทั้งนี้ นพ พงศธร ได้แนะนำให้นักลงทุนใช้ Framework “4 Archetypes” ในการคัดกรองบริษัทในยุค AI ได้แก่ 1. AI Infrastructure Owners หรือผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น NVIDIA, 2. AI-First Operators หรือผู้สร้างบริษัทใหม่โดยใช้ AI เช่น Amazon, 3. AI-Enhanced Incumbents (บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ปรับตัวโดยใช้ AI มาปรับปรุงกระบวนการทั้งหมด เช่น JPMorgan) และบริษัทที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนคือ 4. AI-Disrupted Companies หรือบริษัทที่โมเดลธุรกิจล้าสมัยไปแล้ว โดยสรุปถึงสิ่งสำคัญที่สุดคือการมองหา "ROAI" (Return on AI) เพื่อวัดว่าบริษัทนั้นใช้ AI สร้างกำไรได้จริงอย่างไร
ภายในงาน นายสานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล กรรมการผู้จัดการ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) เล่าว่า มีการเปิดตัวแอปพลิเคชันใหม่ “Phillip Pocket” ภายใต้คอนเซปต์ “Just Right” (พอดีสำหรับคุณ) เราไม่ได้ต้องการมาแทนที่แอปฯ เทรดเดิมที่มีเครื่องมือวิเคราะห์กราฟหนัก ๆ (Heavy Weapon) แต่ Pocket ถูกออกแบบมาให้เป็น ‘ทางเลือก’ ที่เน้นความคล่องตัว ตัดสิ่งกวนใจออก เหลือแค่ฟังก์ชันที่จำเป็นสำหรับการเช็กพอร์ตและส่งคำสั่งซื้อขายที่รวดเร็ว เหมาะกับไลฟ์สไตล์นักลงทุนที่ทำการบ้านมาแล้วและต้องการ Action ทันที”
ฟีเจอร์เด่น: Multi-Asset & Multi-Portfolio ตอบโจทย์ทุกเป้าหมาย
จุดเด่นสำคัญของ Phillip Pocket คือความสามารถแบบ Multi-Asset ที่รวมหุ้นไทย หุ้นสหรัฐฯ และกองทุนรวมไว้ในที่เดียว พร้อมฟีเจอร์ Multi-Portfolio ที่ให้ผู้ลงทุนแยกพอร์ตได้ตามเป้าหมาย และยังปลดล็อกข้อจำกัดด้านเงินทุนด้วยฟีเจอร์ Fractional Share ลงทุนหุ้นระดับโลกอย่าง Apple หรือ Tesla ได้ เริ่มต้นเพียง 1 USD หรือ 0.001 หุ้น พร้อมฟังก์ชัน DCA เริ่มต้นเพียง 500 บาทต่อเดือน และบริการ Chat กับฟิลลิป เพื่อปรึกษาหรือให้ความช่วยเหลือได้โดยตรง ครบจบทุกบริการการลงทุนในแอปเดียว
โดยนายสานุพงศ์ ยังทิ้งท้ายถึง Roadmap ในอนาคตสำหรับสายเทรดมืออาชีพว่า บล.ฟิลลิป กำลังเตรียมเปิดตัว "Phillip P3" แพลตฟอร์มเทรดที่ครบครันด้วย Advanced Chart และ Real-time News เพื่อให้ Ecosystem ของฟิลลิปตอบโจทย์นักลงทุนทุกกลุ่มอย่างสมบูรณ์แบบในอนาคต