Today’s NEWS FEED

ตอนนี้คุณกำลังอยู่ในเว็บไซต์สำหรับทดสอบระบบ

News Feed

บล.เอเซีย พลัส : บทวิเคราะห์ภาวะตลาดหุ้นรายวัน

112

 

รอลุ้นผลหลายอย่างในสัปดาห์นี้

HORIZON MARKET VIEW
• FED มีกำหนดประชุมครั้งแรกของปีในวันที่ 28 ม.ค. 69 (วันที่ 29 ม.ค. 68เวลา 2.00น. ตามประเทศไทย) โดยผลการสำรวงของ FEDWATCH TOOL ให้น้ำหนักเกือบ100% คาด FED จะคงคอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% หลังจากลดต่อเนื่อง 3 ครั้ง ปลายปี 2568และในปีนี้คาดว่าจะเริ่มปรับลดดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วง 2H68 ท่ามกลางตลาดแรงงาน
สหรัฐฯ ที่นิ่งขึ้น รวมถึงเงินเฟ้อที่ค่อนข้างทรงตัว ทั้งนี้ DOT PLOT คาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยอีกแค่ 1 ครั้งในปี 2026
• อีกประเด็นหนึ่งในคดีภาษีทรัมป์ (TARIFF) ศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้ปิดสมัยประชุมยาว 4สัปดาห์ รอลุ้นคำตัดสินอีกครั้งในวันที่ 20 ก.พ. 68 อย่างไรก็ดี ผลโพลจากPOLYMARKET ให้น้ำหนักแค่ 16% ซึ่งระหว่างรอการตัดสินนี้ อาจเห็นทรัมป์ยังคงนำประเด็น TARIFF มากดดันประเทศคู่ค้าเป็นระยะๆ

 


REGION RADAR
• จับตาการรายงานงบของกลุ่ม MAG7 ในสัปดาห์นี้ อาทิMICROSOFT, META, TESLA และ APPLE ด้านกลุ่ม DEFENSEอาทิ BOEING, RTX, NORTHROP GRUMMAN
• ZIJIN MINING GROUP เปิดเผยว่าโครงการเหมืองทองแดงJULONG (ระยะที่ 2) ได้ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์และ เริ่มเดินเครื่องผลิตอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 23 มกราคม การขยายโครงการครั้งนี้เพิ่มกำลังการผลิตทองแดงสู่ระดับ 300,000 ตัน/วัน (จากเดิม190,000 ตัน/วัน) +57% YOY


THAI FOCUS
• ปี 2568 มีมูลค่าขอรับการส่งเสริม BOI สูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท (+67%) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ปัจจัยหนุน มาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เร่งให้เกิดการย้ายฐานการผลิตมาไทย
• 4 กลุ่มหุ้นรับอานิสงส์บวก 1. ยอดขายที่ดินเพิ่ม (WHA, AMATA,PIN) 2. ความต้องการใช้ไฟพุ่งตามโรงงาน (GULF, GPSC) 3.รับเหมา/วางระบบงานโครงสร้างพื้นฐาน (INSET, AIT) 4. ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รับผลบวกจาก SUPPLY CHAIN ใหม่ (DELTA, KCE,HANA)


SYNAPSE STRATEGY
• ปัจจัยไม่แน่นอน ทั้งประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์, ทิศทาง ขึ้นดอกเบี้ยกระทันหันนโยบายการเงินของ FED และความกังวลเรื่อง GOVERNMENTSHUTDOWN สหรัฐ ส่งผลให้นักลงทุน สลับมาขายสุทธิ ETFตลาดหุ้นทั่วโลก เป็นสัปดาห์แรก 2.37 หมื่นล้านบาท หลังจากซื้อสุทธิทุกสัปดาห์ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา
• ส่วนไทยกองทุนยังขายสุทธิหนัก กลยุทธ์เลือกเก็งกำไรหุ้นพื้นฐานที่กองทุนถือหุ้นน้อยกว่า 1% อย่าง IRPC, STA, STGT, CPAXT,BA, SJWD, SIRI,LH, SPALI, DELTA


HORIZON MARKET VIEW
คาด FED คงดอกเบี้ยใน 1H69 ขณะที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ อาจเลื่อนตัดสินคดีภาษีทรัมป์ออกไปFED มีกำหนดประชุมครั้งแรกของปีในวันที่ 28 ม.ค. 69 (วันที่ 29 ม.ค. 68 เวลา 2.00 น. ตามประเทศไทย) โดยผลการสำรวงของ FEDWATCH TOOL ให้น้ำหนักเกือบ 100% คาด FED จะคงคอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% หลังจากลดต่อเนื่อง 3 ครั้ง ปลายปี 2568และในปีนี้คาดว่าจะเริ่มปรับลดดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วง 2H68 (หลังประธาน FED เจอโรม พาวเวลล์ หมดวาระ) ท่ามกลางตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่นิ่งขึ้น รวมถึงเงินเฟ้อที่ค่อนข้างทรงตัว ทั้งนี้ DOTPLOT คาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยอีกแค่ 1 ครั้งในปี 2026


อีกประเด็นหนึ่งในคดีภาษีทรัมป์ (TARIFF) ศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้ปิดสมัยประชุมยาว 4 สัปดาห์รอลุ้นคำตัดสินอีกครั้งในวันที่ 20 ก.พ. 68 อย่างไรก็ดี ผลโพลจาก POLYMARKET ให้น้ำหนักแค่ 16% ซึ่งระหว่างรอการตัดสินนี้อาจเห็นทรัมป์ยังคงนำประเด็น TARIFF มากดดันประเทศคู่ค้าเป็นระยะๆ โดยนับตั้งแต่ต้นปีมีทั้ง
• การขู่เก็บภาษีเพิ่ม 25% กับประเทศที่ทำการคำกับอิหร่าน
• การขู่เก็บภาษีเพิ่ม 10-25% ภาษี 8 ประเทศพันธมิตรในยุโรป หากไม่หนุนสหรัฐฯ ซื้อเกาะกรีนแลนด์
• การขู่เก็บภาษีเพิ่ม 25% กับแคนาดา หากทำดีลการค้าเสรี FTA กับจีน
• และล่าสุดทรัมป์เตรียมขึ้นภาษีสินค้าเกาหลีใต้เป็น 25% (เดิม 15%) อ้างว่าเกาหลีใต้ไม่ทำตามข้อตกลงที่ให้ไว้กับสหรัฐฯ

REGION RADAR
หุ้นกลุ่ม MAG7 เริ่มทยอยรายงานงบในสัปดาห์นี้
จับตาการรายงานงบของกลุ่ม MAG7 ในสัปดาห์นี้ อาทิMICROSOFT, META, TESLA และ APPLE ด้านกลุ่มDEFENSE อาทิ BOEING, RTX, NORTHROP GRUMMAN และกลุ่มชิป อย่าง ASML, LAM RESEARCH,SANDISK และ WESTERN DIGITAL

 

ZIJIN MINING ประกาศเริ่มดำเนินงานโครงการเหมืองทองแดง PHASE 2
ZIJIN MINING GROUP เปิดเผยว่าโครงการเหมืองทองแดง JULONG (ระยะที่ 2) ได้ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์และเริ่มเดินเครื่องผลิตอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 23 มกราคม การขยายโครงการครั้งนี้เพิ่มกำลังการผลิตทองแดงสู่ระดับ 300,000 ตัน/วัน (จากเดิม 190,000 ตัน/วัน) +57% YOY


สัดส่วนกำไรหลักก่อนหน้านี้มาจากทองคำเป็นหลัก รองลงมาคือทองแดง อย่างไรก็ตาม ภายหลังโครงการเหมืองทองแดง PHASE 2 ส่งผลให้กำไรหลักในปี 2026 จะมาจากทองแดงเป็นหลัก


ในปี 2026 เม็ดเงิน ETF ไหลเข้ากลุ่ม COMMODITY ต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่ม PRECIOUS METAL อาทิ ทองคำเงิน และทองแดง ส่งผลให้ราคาแร่โลหะมีค่าปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่องในช่วงนี้

 

THAI FOCUS
BOI ปี 2568 ทุบสถิติประวัติศาสตร์ ดันไทยสู่ HUB ดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์โลก
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนตลอดทั้งปี2568 เห็นถึงการเติบโตแบบก้าวกระโดดและทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มีมูลค่าเงินลงทุนรวม 1.8 ล้านล้านบาท +67%YOY , จำนวนโครงการ 3,370 โครงการ +11%YOY โดยประเทศที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรกได้แก่ สิงคโปร์, ฮ่องกง, จีน, สหราชอาณาจักร และ ญี่ปุ่น ซึ่งเหตุผลหลักไม่ได้เกิดจากอุปสงค์ในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (TECH WAR) ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ทำให้นักลงทุนย้ายฐานการผลิตมายังไทย ซึ่งเม็ดเงิน 1.8 ล้านล้านบาทนี้ จะไม่ได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทันทีทั้งหมด แต่จะทยอยเข้าสู่ระบบผ่านการก่อสร้างโรงงาน การนำเข้าเครื่องจักร และการจ้างงานในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญให้ GDPไทยเติบโตได้แข็งแกร่งขึ้นท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน

 

ซึ่งหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจ คือ โครงสร้างการลงทุนที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากเดิมที่ขับเคลื่อนด้วยยานยนต์และปิโตรเคมี เปลี่ยนมาเป็น เทคโนโลยีและดิจิทัลที่ครองแชมป์ ด้วยมูลค่า 746,198 ล้านบาท (151 โครงการ) ตามด้วยอันดับ 2 อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า มูลค่า 277,645 ล้านบาท (470 โครงการ) ดังนั้น กลุ่มหุ้นที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงและทางอ้อมจากประเด็นนี้ ได้แก่
1. กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม จากยอด FDI และจำนวนโครงการที่เพิ่มขึ้น อาทิ WHA AMATA PIN
2. กลุ่มโรงไฟฟ้าจากความต้องการไฟฟ้ามากขึ้น อาทิ GULF GPSC
3. กลุ่มรับเหมาและวางระบบเทคโนโลยีจากที่ต้องมีการสร้าง INFRASTRUCTURE อาทิ INSET AIT
4. กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากการเข้ามาของ SUPPLY CHAIN ใหม่ๆ อาทิ DELTA KCE HANA

 

SYNAPSE STRATEGY
เม็ดเงินไหลออกตลาดหุ้นโลก กองทุนขายหุ้นไทยหนัก หาหุ้นหลบแรงขายจากกองทุน
ความไม่แน่นอนเต็มตลาดการเงิน ทั้งประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์, ทิศทางนโยบายการเงินของ FED และความกังวลเรื่อง GOVERNMENT SHUTDOWN สหรัฐรวมถึงกลัว UNWIND YEN CARRY TRADE ส่งผลให้นักลงทุน สลับมาขายสุทธิ ETF ตลาดหุ้นทั่วโลก เป็นสัปดาห์แรก 2.37 หมื่นล้านบาท หลังจากซื้อสุทธิทุกสัปดาห์ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา


กลับมาที่ตลาดหุ้นไทย แม้ต่างชาติจะซื้อสุทธิเดือนนี้ 2.8 พันล้านบาท (ซื้อสุทธิมา 2 เดือนติด) แต่กองทุนยังขายสุทธิหนักในเดือนนี้ 2.6 หมื่นล้านบาท (ขายสุทธิติดต่อกัน 4 เดือน 5.7 หมื่นล้านบาท)

 

ดังนั้นฝ่ายวิจัยฯ จึงทำการคัดกรองหาหุ้นที่กองทุนถือเยอะเกิน 4% อาจมีความเสี่ยงถูกกองทุนขายสุทธิออกมากดดันได้ซึ่งไม่เกี่ยวกับพื้นฐานบริษัท อย่าง KTB, BAM, SCB, BCP, PTT, WHART, ERW, FTREIT, TTB,AMATA, BAREIT, TIDLOR, PR9, CPNREIT, MTC, BCH, AEONTS, COM7 ในทางกลับกันฝ่ายวิจัยฯ ทำการคัดกรองหาหุ้นพื้นฐานที่กองทุนถือน้อยกว่า 1% น่าเก็งกำไรในช่วงนี้ คือ IRPC, PTG, STGT, STA, M,GUNKUL, CPAXT, BA, SJWD, SIRI, LH, SPALI, DELTAส่วน TOPPICK ยังคงชื่นชอบหุ้นอิงราคา COMMODITY อย่าง PTTEP, IVL และ TRUE ที่ราคาลงมาลึกเกินไป

 

 

 

จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์

ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985

สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

กลับลำ By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ บน ต่างชาติ ลุยซื้อตลาดพันธบัตรเช้าวันนี้ และหวังว่า ต่างชาติจะกลับลำมา ซื้อหุ้นไทยอีกครั้ง..

มัลติมีเดีย

พูด คุยสบายๆ... EKH ปี 70-71 จะดีกว่าปี 69 - หุ้นอินไซด์ ทอล์ค

พูด คุยสบายๆ... EKH ปี 70-71 จะดีกว่าปี 69 - หุ้นอินไซด์ ทอล์ค

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้