Today’s NEWS FEED

ตอนนี้คุณกำลังอยู่ในเว็บไซต์สำหรับทดสอบระบบ

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

97

 

 

แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ

อัปเดตแนวโน้มตลาดหุ้นโลกและทองคำ

ภาพรวมการลงทุนสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นโลก (MSCI ACWI) ย่อตัวลงเล็กน้อย 0.1% จากแรงกดดันในตลาดกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะยุโรป ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคลื่อนไหวในลักษณะผสมผสาน โดย S&P500 ปรับตัวลง -0.4% ในขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอย่าง Nasdaq100 สามารถปิดบวกได้ +0.3%
ขณะที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นถึง 3% โดยมีแรงซื้อใน กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (+17.7%) ตามด้วยกลุ่มโรงพยาบาล (+6.3%) และปิโตรเคมี (+3.7%)
สำหรับสินทรัพย์ทางเลือก กลุ่มโลหะมีค่าปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง นำโดย โลหะเงิน (Silver) ที่พุ่งทะยานถึง 14.5% และทองคำปรับขึ้น 8.5% ส่วนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 7–10 ปี ยังคงทรงตัวที่ระดับเดิม

 


ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
สถานการณ์ล่าสุดในตะวันออกกลางได้ยกระดับจาก ความตึงเครียดตามปกติเข้าสู่ภาวะ Pre-War Equilibrium หรือจุดสมดุลที่เปราะบางก่อนการปะทะ โดยสัญญาณทางทหารที่ชัดเจนที่สุดคือการเคลื่อนย้ายกองเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln พร้อมหมู่เรือพิฆาตจากเอเชียแปซิฟิกเข้าสู่พื้นที่ยุทธศาสตร์ เพื่อกดดันอิหร่านและป้องปรามการรื้อฟื้นโครงการนิวเคลียร์ รวมถึงรายงานความผิดปกติของสัญญาณ GPS บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งไม่เพียงส่งผลกระทบต่อการเดินเรือพาณิชย์ แต่ยังเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการเตรียมสนามรบในมิติไซเบอร์และสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare) ที่เข้มข้นขึ้น
สถานการณ์ยังมีความซับซ้อนมากขึ้นเมื่อผู้บัญชาการ CENTCOM เดินทางเยือนอิสราเอล เพื่อประสานแผนยุทธการทางทหารร่วมกัน ชี้ให้เห็นว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังเตรียมพร้อมสำหรับกรณีเลวร้ายที่สุด (worst case) ซึ่งความเสี่ยงระดับสูงนี้ได้รับการยืนยันจากการที่สายการบินพาณิชย์หลักของยุโรปอย่าง Air France และ KLM ระงับเที่ยวบินสู่ภูมิภาคทันที สะท้อนว่าภาคธุรกิจเริ่ม Price-in ความเสี่ยงของสงครามแล้ว
การเสริมกำลังทางทหารขนาดใหญ่ และการประสานงานใกล้ชิดระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล จึงบ่งชี้ว่าภูมิภาคนี้มีแนวโน้มเปราะบางต่อภาวะสงครามมากขึ้น ซึ่งจะกดดันให้ Risk Premium ในตลาดน้ำมันอาจปรับตัวสูงขึ้นในระยะสั้น


แนวโน้มราคาสินทรัพย์ต่างๆ ในสัปดาห์นี้


ภาพรวมตลาดในสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนว่าบรรยากาศการลงทุนในสหรัฐฯ ยังเคลื่อนไหวในทิศทางเชิงบวก โดยจำนวนหุ้นที่ทำจุดสูงสุดใหม่ (Net New Highs) บนกระดาน NYSE สามารถทำลายสถิติเดิมเมื่อเดือนกันยายน 2025 ลงได้ แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวขึ้นของตลาดที่มีคุณภาพและกระจายตัวดีขึ้น
ขณะเดียวกัน กระแสเงินทุนยังคงไหลเข้าสู่กองทุน ETF หุ้นที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจาก Bloomberg ระบุว่าในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา มีเงินไหลเข้าสูงถึงราว 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ สภาพคล่องระดับนี้ช่วยสร้างเกราะป้องกันให้ตลาดมีความยืดหยุ่น (Resilience) ต่อความผันผวนของข่าวลบได้เป็นอย่างดี
ขณะเดียวกัน ปัจจัยพื้นฐานยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่องในฤดูกาลประกาศงบการเงิน โดยข้อมูลจาก FactSet ระบุว่า 76% ของบริษัทที่รายงานแล้วมีกำไรดีกว่าคาด ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญในการรองรับแรงกระแทก ขณะที่สัปดาห์นี้จะเป็นช่วงเข้มข้นของการรายงานงบฯ โดยมีบริษัทใน S&P 500 กว่า 90 แห่งจ่อคิวประกาศผลการดำเนินงาน


ราคาทองคำยังคงรักษา โมเมนตัมขาขึ้น (Bullish Momentum) ได้อย่างแข็งแกร่ง โดยล่าสุดได้ขึ้นทดสอบ แนวต้านจิตวิทยาสำคัญที่ระดับ 5,000 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม สัญญาณเตือนเริ่มปรากฏชัดเมื่อเครื่องมือ Momentum Tracker พุ่งเข้าสู่ภาวะ Extremely Stretched
แม้เราจะมีมุมมองเชิงบวกในระยะยาวจนนำไปสู่การปรับเพิ่มราคาเป้าหมายปีนี้เป็น 5,250 ดอลลาร์ แต่ในเชิงกลยุทธ์ระยะสั้น เราแนะนำให้ใช้จังหวะที่ราคาดีดตัวแรงนี้ ลดน้ำหนักการลงทุน (Trim Positions) เพื่อล็อกผลกำไรและบริหารความเสี่ยง เนื่องจากภาวะ Overbought ในปัจจุบันสะท้อนถึงความเปราะบางของตลาด และความผันผวนที่มีโอกาสเร่งตัวขึ้นในระยะถัดไป


ราคาน้ำมันดิบฟื้นตัวอย่างโดดเด่นในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจาก Geopolitical Risk ในตะวันออกกลางที่กลับมาปะทุอีกครั้ง สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้สถานะการถือครองของนักลงทุนจะยังดูเบาบาง สะท้อนจาก Long-to-Short Ratio ที่ระดับเพียง 1.5 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 5.4 เท่าอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ภาพตลาดเริ่มเปลี่ยนแปลงไปพิจารณาได้จากโครงสร้างราคาล่วงหน้า (Forward Curve) ได้พลิกจากภาวะ Partial Contango เข้าสู่ Backwardation เมื่อรวมกับความเสี่ยงการเผชิญหน้าทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันมี Short-term Upside Risk จากการเร่งตัวของ War Risk Premium แม้ว่าอุปสงค์ที่แท้จริงในตลาดโลกจะยังไม่ได้ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งนักก็ตาม


สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ คาดว่าจะเข้าสู่โหมดพักตัวเพื่อลดความร้อนแรง หลังจากดัชนีปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เราประเมินว่า Downside risk มีค่อนข้างจำกัด เนื่องจากการหมุนเวียนเม็ดเงินเข้าสู่หุ้นขนาดใหญ่จะเข้ามาช่วยพยุงดัชนีและลดทอนแรงกดดันจากการขายทำกำไรในบางกลุ่มได้ ในเชิงกลยุทธ์ เรายังคงคำแนะนำ Selective Buy โดยเน้นคัดกรองหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มที่คาดว่า ผลประกอบการจะออกมาแข็งแกร่งหรือหุ้นที่มี Short-term Catalyst เฉพาะตัวคอยหนุนราคา
Quant Focus List (สัปดาห์นี้):
-Commerce: COM7, MRDIYT
-Commercial Real Estate: CPN
-Energy: PTT, PTTEP, TOP
-Finance: TIDLOR
-Utility: GULF, WHAUP



สรุปภาพตลาดวานนี้
ศุกร์ที่แล้วยังประคองตัวได้ หลังวันก่อนเจอเหตุการณ์ TRUE ทุบลงมา แต่ก็กลับมาปกติได้เร็ว โดยหุ้นอิเล็กฯ นำโดย DELTA ดันเป็นหลัก แต่หุ้นอื่นๆ ถือว่ากลบกันเอง กลุ่มถูกขายทำกำไร เช่น ธนาคาร GPSC MINT HMPRO CPF AOT ขณะที่แรงซื้อเข้าไป PTTEP TOP BH ADVANC AWC


แนวโน้มตลาดวันนี้
มีพักบ้าง แต่ทิศทางหลักยังไม่เปลี่ยน
หุ้นไทยศุกร์ที่แล้วกลับเข้าสู่โหมดปกติได้เร็ว (หลังวันก่อนเจอประเด็น กลุ่มเทเลนอร์ ขายหุ้น TRUE ให้กับ “อไรซ์ เวนเจอร์สฯ” กดดัน TRUE แต่ตัวอื่นๆ ก็ไม่ได้เสียทรง)
สำหรับสัปดาห์นี้ ประเด็นการไหลเข้าของ Fund flow ระยะสั้น ร้อนแรงในสัปดาห์ก่อนๆ อาจจะมีแรงขายทำกำไรบ้าง แต่คาด Downside risk จำกัด ตราบใดที่ยังไม่รุนแรง และหุ้นที่ถูกซื้อขึ้นมา ไม่ได้ถูกทิ้งแรง ยังมองว่า Momentum ตลาดไม่ได้เสียหาย ยังเป็นไปในทิศทางเดิม กรอบเบื้องต้น 1300-1330 ในช่วงสัปดาห์
กลยุทธ์หลักของการเล่นรอบนี้ยังคง “Valid” ใช้ได้อยู่ และมาถูกทาง ในการมองหุ้น 3 กลุ่ม คือ 1) หุ้นน่าขายและไม่ควรไล่ราคาซื้อ เมื่อราคาหุ้นกลุ่มนี้ลอยอยู่ด้านบน เช่น สื่อสาร, ธนาคาร 2) หุ้นที่เล่นแย่มาตลอดยังไม่ชัดว่าจะฟื้นต่อเนื่องมากกว่านี้หรือไม่ เช่น รพ. สินเชื่อ ค้าปลีก และ 3) กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ หุ้นวัฎจักร ซึ่งเล่นดีกว่าตลาด มาอย่างต่อเนื่องในรอบนี้ เรายังคงแนะนำ น่าสะสมเพิ่มเมื่อราคาย่อตัว

ส่วนความกังวลนโยบายการเมืองระหว่างประเทศ ของสหรัฐฯต่อเหตุการณ์ต่างๆ แม้กรณีกรีนแลนด์-ยูโรป จะลดความร้อนแรงลงไปบ้าง และน่าจะไม่ได้เกิดเหตุการณ์ที่นำพาไปสู่ความตึงเครียด-บานปลายไปมากกว่าที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน แต่ยังมีประเด็นให้ติดตามต่อ เช่น กรณีอิหร่าน ขณะที่สินทรัพย์ต่างๆ กลับเคลื่อนไหวไม่ค่อยสอดคล้องกันอย่างที่เคยเป็น เช่น ทองคำพุ่งทำจุดสูงสุดใหม่ (แม้สถานการณ์ดูคลี่คลาย), น้ำมันแกว่งออกข้าง (แทนที่จะดิ่งลงแรง และการเด้งก็อยู่แค่ในกรอบไม่ได้ทะลุ), ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ (ควรจะลง แต่ไม่ยอมลงแรง แค่ย่อเบาๆ) ส่วนการประชุมเฟดวันที่ 29 ม.ค. นี้ ตลาดมองยังคงดอกเบี้ยตามเดิม (ยังไม่ได้ปรับเปลี่ยนคาดการณ์)
ส่วนด้าน Flow Rotation รอบนี้ในสินทรัพย์ประเภทต่างๆที่มีการเคลื่อนไหวแตกต่างไปจากเดิม และ ราคาหุ้นในตลาดหุ้นไทยก็เคลื่อนไหวแตกต่างไปจากรูปแบบเดิม และน่าจะเป็นการหมุนกลุ่มตามที่เรามีการประเมินไว้ในย่อหน้าแรก อิงตามรายงานกลยุทธ์รอบนี้ที่ หุ้นเล่นรอบ ควรจะแยกออกจากกระแสการลงทุน และ อิงตามโมเมนตั้มของการหมุนกลุ่มเป็นหลักดังที่กล่าวไป


กลยุทธ์การลงทุน
กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ “รอ” สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง ไม่ไล่ราคา เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง, หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร


วิเคราะห์ทางเทคนิค
SET Index ชะลอความร้อนแรงภายหลังติดเครื่องปรับขึ้นทั้งสิ้นถึง 7.5% ขึ้นจาก low 1,232 จุด ทำจุดสูงสุดที่ 1.327 จุด ส่งผลให้ RSI เข้าใกล้เขต overbought และเริ่มชะลอความร้อนแรง …เป็นช่วงจังหวะพอดิพอดีเมื่อดัชนี test previous high 1,330 จุดซึ่งเป็นด่านทองคำ (Fibo 61.8%) ทำให้เกิดแรงขายในหุ้นที่ขึ้นแรง หุ้นมีการขึ้นหมุนเวียนสลับกลุ่ม เปลี่ยนตัวเล่น อยู่ในช่วงประกาศงบ 4Q25
สรุป: แนวโน้ม SET Index ย่อเพื่อขึ้น (จบรอบขาลง) แนวรับ 1,280-1,300 จุด ต้านแรก 1,330 ถัดไป 1,350 จุด….“Healthy correction” จับตา: volume ตลาดกลับมาหนาแน่น!
ไฮไลท์หุ้น: GULF ตอน 40 บอกแพง! แต่ตอนนี้จะถึงเป้า 50 ละนะ /จะ All-in หรือจะถอยดี? เมื่อพี่ DELTA จ่อคอหอยที่เลข 200" /เมื่อพี่ใหญ่ PTT กำลังพุ่งทะยาน/ CPF ปรับฐานไม่เป็นไร แต่อย่าปรับ "จาน" ให้เล็กลงก็พอ/ INSET “เน้นธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม Data Center” / ลุยหุ้นระดับโลกแบบไร้พรมแดนด้วย DR01

 

What to watch
MSCI Reviews รอบเดือน ก.พ.69 ยังไม่ได้กำหนดวันประกาศผล (ปีที่แล้วอยู่ในช่วง 11 ก.พ.) ขณะที่มีกระแสข่าวในตลาดเรื่อง การเปลี่ยนเกณฑ์ Free float สำหรับคำนวณน้ำหนักดัชนี อาจมีผลให้ ตลาดหุ้นที่มี บจ. Free Float น้อยกว่า 15% (ตลาดหุ้นที่มี หุ้นจำนวนมากที่ Free float น้อย) ถูกลดน้ำหนัก (กลายเป็นแระแสบวกต่อตลาดหุ้น EM ในเอเชีย เช่น ไทย ฯลฯ อาจได้อานิสงส์น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น แทน)
ประเด็นมหภาค ติดตามการประชุมเฟด 29 ม.ค. ตลาดคาดคงดอกเบี้ย
สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ - อิหร่าน/ฮูตี ว่าจะข้ามขอบแขตจากสงครามจิตวิทยาสู่การสู้รบหรือไม่อย่างไร
ติดตามสถานการณ์ไวรัสนิปาห์ ในอินเดีย (ไทยยังเฝ้าระวัง)
การหาเสียงในโค้งสุดท้าย นโยบายเซอร์ไพร์ส-กระแสการเลือกตั้ง
เกาหลีใต้ชูมาตรการภาษี หวังดึงเงินลงทุนกลับประเทศ-หนุนค่าเงินวอน


หุ้นแนะนำวันนี้
GULF รายได้งานมอเตอร์เวย์ กาญจนบุรี รับรู้เชิงพาณิชย์แล้วปีนี้ และรายได้ดาต้าเซ็นเตอร์ GSA03 มีฐานลูกค้าจองเต็มเรียบร้อย ทยอยรับรู้รายได้ ปี 2027
แนวรับ 44 ต้าน 48 Stop loss 42

 


รายงานพื้นฐานวันนี้

Quant Portfolio
อัพเดทพอร์ตการลงทุน
พอร์ตการลงทุนของเราให้ผลตอบแทน 0.8% นับจากวันที่เราออกบทวิเคราะห์ฉบับล่าสุดในวันที่ 20 ม.ค. ซึ่งต่ำกว่าผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยซึ่งอยู่ที่ +2.8% ในบทวิเคราะห์ฉบับนี้เรามีการปรับหุ้นในพอร์ตการลงทุน โดยเพิ่มหุ้น ADVICE และ PR9 เข้ามาในพอร์ตการลงทุน รวมถึงเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้น COM7 CPN และ TIDLOR และถอดหุ้น BDMS และ TRUE ออกจากพอร์ตการลงทุน

Econ

Export: ส่งออกไทย ธ.ค. โต 16.8% YoY สูงกว่าตลาดคาด
มูลค่าส่งออกสินค้าไทยในเดือนธันวาคม 2025 ขยายตัว +16.8% YoY (+5.4% MoM) ดีกว่าตลาดคาดที่ 8% YoY (Bloomberg consensus) และหากหักการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ (อาทิ ทองคำ เพชร พลอย) การส่งออกสินค้าพื้นฐานก็ยังขยายตัวสูงที่ +16.1% YoY (+5.6% MoM) ภายใต้แรงหนุนของกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หนุนยอดส่งออกทั้งปี 2025 ขยายตัวอยู่ที่ +12.9% YoY ดีกว่าคาด

สินค้าเกษตรโดยรวมมีแนวโน้มดีขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยขยายตัว +10.3% MoM (-0.6% YoY) โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกผลไม้สด และยางพารา ขณะที่มูลค่าการส่งออกข้าวยังคงหดตัว -27.4% YoY (-14.3% MoM) จากแรงกดดันด้านราคา สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรขยายตัวขึ้นเล็กน้อยที่ +6.8% YoY (-1.5% MoM) หนุนจากอาหารทะเลกระป๋อง โดยเฉพาะทูน่ากระป๋อง (+4.7% YoY, +9.7% MoM) ผลไม้กระป๋องและแปรรูป (+14.9% YoY, +10.5% MoM) และอาหารสัตว์เลี้ยง (+18.4% YoY, +10.3% MoM)


สินค้าอุตสาหกรรมเดือนธันวาคม 2025 ยังคงขยายตัวโดดเด่นต่อเนื่องที่ +20.3% YoY (+5.4% MoM) และเป็นแรงขับเคลื่อนการส่งออกหลักของทั้งปี 2025 โดยได้แรงหนุนหลักจากการส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้า (+17.2% YoY, +11.2% MoM) รวมถึงการส่งออกกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังคงแข็งแกร่งจากแรงหนุนด้านเทคโนโลยี AI ไม่ว่าจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ (+51.5% YoY, +11.4% MoM) โทรศัพท์และอุปกรณ์ (+102.6% YoY, +17.3% MoM) แผงวงจรไฟฟ้า (+14.6% YoY, -7.3% MoM) วงจรพิมพ์ (+37.4% YoY, +8.2% MoM) ตลอดจนหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ (+53.3% YoY, +22.5% MoM)
แม้มูลค่าการส่งออกจะขยายตัวได้ดีเกินคาด แต่ด้วยมูลค่าการนำเข้าที่เติบโตสูงเช่นกัน โดยทั้งปี 2025 มูลค่าการนำเข้าเติบโตสูงถึง +12.9% YoY ทำให้โดยรวมแล้วไทยยังขาดดุลการค้าราว 5,307.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นับว่าเป็นการขาดดุลการค้าเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน หรืออาจกล่าวได้ว่า Net exports ไม่ได้เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ

ส่วนภาพการส่งออกไทยในระยะข้างหน้า เรายังคงมุมมองว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 มีแนวโน้มหดตัวราว 2%-3% จากผลของฐานสูงและแรงกดดันของมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และน่าจะทยอยฟื้นตัวเป็นบวกได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2026 จากการฟื้นตัวของวัฏจักรภาคการผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing cycle) ส่งผลให้การส่งออกทั้งปี 2026 น่าจะขยายตัวได้เล็กน้อยราว 0.4% (กรณีฐาน)

 

 

 

Agro & Food
ความผันผวนจาก La Niña สู่ El Niño กระทบทิศทางลงทุนอย่างไร
สภาพอากาศโดยรวมปี 2026 (ENSO) กำลังเคลื่อนจาก La Niña สู่ Neutral (เป็นกลาง) และมีความเสี่ยง El Niño เพิ่มขึ้นในช่วง 2H26 ซึ่งในข้อมูลอดีต ENSO มักเป็นปัจจัยสร้างความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์มากกว่าการเปลี่ยนแนวโน้มอย่างชัดเจน ทำให้ปี 2026 ยังถูกมองเป็นปีของการขยายตัวอัตรากำไร (margin expansion) โดยสภาพอากาศเป็นเพียง swing factor ไม่ใช่ base-case risk

สำหรับราคาหมู แม้ El Niño เคยทำให้มีราคาฟื้นตัวบางช่วง แต่ปัจจัยหลักยังคงเป็นอุปทานในประเทศ โรค และนโยบาย มากกว่าสภาพอากาศ ขณะที่ข้าวโพดไทยไม่มี pattern ราคาขึ้นที่สม่ำเสมอในช่วง El Niño และราคายังขึ้นกับสมดุลในประเทศเป็นหลัก ด้านกากถั่วเหลือง supply โลกยังเพียงพอจากสหรัฐฯ และอเมริกาใต้ ช่วยจำกัดแรงกดดันต้นทุนอาหารสัตว์ ส่วนน้ำตาลผลกระทบจะค่อนข้างช้าและจำกัด โดยความเสี่ยงการเพาะปลูกในไทยและอินเดียมักถูกชดเชยด้วยบราซิล และจะสะท้อนกับฤดูกาลผลิต 2026/27 มากกว่า สำหรับทูน่า ENSO มีผลต่อความผันผวนด้านการจัดหาวัตถุดิบ แต่ราคายังถูกขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์ตลาดเป็นหลัก

Fundamental view: เรายังเลือก ITC เป็นตัวเด่นในกลุ่มอาหาร รองลงมาคือ BTG และในกลุ่มเครื่องดื่มชอบ CBG จากความชัดเจนของแบรนด์และการกระจายสินค้า

 

Property Sector
เลือกเก็งกำไรเฉพาะตัวเลือกที่เห็นการฟื้นตัวชัด
กลุ่มอสังหาฯ ที่อยู่อาศัยใน 4Q25 เริ่มเห็นสัญญาณทรงตัว โดย presales รวมอยู่ที่ 4.15 หมื่นล้านบาท (+2% YoY, –4% QoQ) สะท้อนว่าดีมานด์แนวราบน่าจะผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ขณะที่คอนโดยัง ฟื้นตัวไม่สม่ำเสมอและขึ้นกับจังหวะเปิดโครงการเป็นหลัก แนวราบยังเป็นแรงพยุงสำคัญด้วยสัดส่วน 67% ของ presales และยอดขายทรงตัวทั้ง YoY และ QoQ ส่วนคอนโดแม้บวก YoY แต่หดตัว QoQ หลังการฟื้นแรงใน 3Q25 ด้านรายบริษัท AP ยังโดดเด่นจากแนวราบแข็งแรง ขณะที่ SC ฟื้นตัว QoQ จากการเปิดคอนโดใหม่ ส่วน SIRI และ SPALI อ่อนตัวจากการเปิดโครงการที่จำกัด

แนวโน้มผลประกอบการ 4Q25 คาดว่าจะดีขึ้น QoQ จากการโอนตามฤดูกาลและการส่งมอบแนวราบที่เสถียรขึ้น แต่ยังถูกกดดัน YoY จากต้นทุนก่อสร้าง ดอกเบี้ย และการแข่งขันด้านราคา ทำให้การฟื้นตัวของกำไรยังเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไปต่อเนื่องถึงต้นปี 2026 มากกว่าการเร่งตัว

Fundamental view: เรายังคงมุมมองว่ากลุ่มอสังหาฯ อยู่ในช่วง “stabilization” มากกว่าการเข้าสู่รอบขาขึ้นเต็มตัว โดยให้น้ำหนักกับผู้พัฒนาที่มี execution แข็งแรง งบดุลไม่ตึงตัว และเน้นแนวราบเป็นหลัก เช่น AP และ SC ในระยะสั้น และหุ้น Laggard SIRI/SPALI

 

วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

มัลติมีเดีย

พูด คุยสบายๆ... EKH ปี 70-71 จะดีกว่าปี 69 - หุ้นอินไซด์ ทอล์ค

พูด คุยสบายๆ... EKH ปี 70-71 จะดีกว่าปี 69 - หุ้นอินไซด์ ทอล์ค

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้