KTB : ผลประกอบการใน 4Q25 : สอดคล้องกับประมาณการ
KTB รายงานกำไรสุทธิ 1.08 หมื่นล้านบาท (-2% YoY / -26% QoQ) สอดคล้องกับคาดการณ์ของ Bloomberg consensus และสูงกว่าที่เราคาดไว้ 7% หลักๆ มาจากการกู้คืนหนี้เสียที่ดีกว่าคาด โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
- กำไรจากเงินลงทุนลดลงตามคาด เหลือ 0.4 พันล้านบาท (เทียบกับ 1.9 พันล้านบาทก่อนหน้า) ท่ามกลางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับสูงขึ้น FVTPL ชะลอลงแต่ยังอยู่ในระดับสูงที่ 2.1 พันล้านบาท อย่างไรก็ตาม KTB สามารถกู้คืนหนี้เสียได้ในระดับน่าพอใจ ส่งผลให้รายได้อื่นออกมาดีกว่าคาด ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้กำไรสุทธิออกมาดีกว่าที่คาด
- องค์ประกอบอื่นๆ ออกมาใกล้เคียงกับคาดการณ์ สินเชื่อพุ่งขึ้นใน 4Q25 (+4.6% QoQ) ส่วนใหญ่มาจากสินเชื่อภาครัฐ (+20% QoQ) ขณะที่กลุ่มอื่นๆ ก็เติบโตเล็กน้อย ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ลดลง 11 bps แต่ยังถือว่าทรงตัวได้ดี เมื่อพิจารณาถึงการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อภาครัฐซึ่งให้ผลตอบแทนต่ำ
- คุณภาพสินทรัพย์ยังคงแข็งแกร่ง แม้ว่าสินเชื่อระยะที่ 2 (+5% QoQ) และสินเชื่อระยะที่ 3 (+2% QoQ) จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่น่าเป็นห่วงเมื่อพิจารณาจากการขยายตัวของสินเชื่อในวงกว้าง KTB คง credit cost ไว้ที่ 107 bps ทำให้ coverage ratio อยู่ในระดับสูงถึง 200%
- เราเน้น 2 ปัจจัยเชิงบวก ประการแรก การบริหารความมั่งคั่งยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของรายได้ค่าธรรมเนียมรวม (+5% YoY) และเรามองว่ายังมีโอกาสที่ธุรกิจนี้ของ KTB จะขยายตัวต่อไปได้อีก ประการที่สอง ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (opex) ถูกควบคุมได้ดี (-11% YoY) โดยค่าใช้จ่ายหลักทุกหมวดลดลง ไม่ว่าจะเป็นบุคลากร (-3% YoY) สถานที่ (-7% YoY) และค่าใช้จ่ายอื่นๆ รวมถึงการตลาดและ IT (-23% YoY)
คงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับ KTB โดยมูลค่าที่เหมาะสมเท่ากับ 33.00 บาท
ผลประกอบการของ KTB เป็นไปตามที่เราคาดการณ์ไว้ แม้ว่ารายได้รวมจะอยู่ภายใต้แรงกดดันจากกำไรพิเศษที่ลดลง แต่เราคาดว่าน่าจะดีขึ้นจากนี้ไป แตกต่างจากธนาคารอื่นๆ KTB ดูจะบริหารต้นทุนได้ดี มีส่วนรองรับความเสี่ยงใน coverage ratio และสามารถคง credit cost ไว้ในระดับต่ำได้ การตีมูลค่าใหม่ของ THAI ซึ่งมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในปีนี้ น่าจะเป็นแรงหนุนเพิ่มเติมต่อกำไรของปีนี้ เราคาดเงินปันผลปี FY25 ที่ 1.8 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทน 6.7% ซึ่งอยู่ในระดับน่าสนใจ โดยอัตราการจ่ายปันผลอยู่ที่เพียง 53% ทำให้ยังมีความหวังต่อการบริหารเงินทุนที่เชิงรุกมากขึ้น เราเชื่อว่าการปรับฐานของราคาหุ้นล่าสุดเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ