Today’s NEWS FEED

ตอนนี้คุณกำลังอยู่ในเว็บไซต์สำหรับทดสอบระบบ

News Feed

บล.เอเซีย พลัส : บทวิเคราะห์ภาวะตลาดหุ้นรายวัน

92

 

ทรัมป์กลับลำ หนุนสินทรัพย์เสี่ยงไปต่อ


HORIZON MARKET VIEW
• ตลาดหุ้นโลกมีแนวโน้มดีดตัว นำโดยสหรัฐฯ วานนี้พลิก REBOUND ราว 1.2% -2.0% และเช้านี้เกาหลีใต้ +1.3% ญี่ปุ่น +1.1% หลัง ปธน.ทรัมป์กลับลำ กล่าวยืนยันว่าสหรัฐฯ จะไม่เข้าครอบครองกรีนแลนด์ด้วยการใช้กำลังทหาร พร้อมยกเลิกแผนเก็บภาษีนำเข้ายุโรปเพิ่มเติม 10% ในวันที่ 1 ก.พ. และ 25% วันที่ 1 มิ.ย. 69 นอกจากนี้ยังมีกรอบข้อตกลงเบื้องต้นกับ NATO ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลทันที
• อย่างไรก็ดี ข้อตกลง FRAMEWORK ที่ไม่ชัดเจน อาจทำให้เกิดความผันผวนรอบใหม่ได้ทุกเมื่อ ขณะที่เดนมาร์กประกาศชัดว่าไม่เจรจายกเกาะให้สหรัฐฯ อีกทั้งยังมีความไม่แน่นอนที่ต้องติดตามคือ คำตัดสินของศาลลูงสุดสหรัฐฯ เกี่ยวกับความถูกต้องตามกฎหมายของภาษีทรัมป์
• คืนนี้รอจับตาตัวเลขเงินเฟ้อ PCE สหรัฐฯ เดือน พ.ย. 68 คาด +2.8%YOY

REGION RADAR
• TRUMP ได้โพสต์บนแพลตฟอร์ม TRUTH SOCIAL พร้อมระบุว่า จะยังไม่ดำเนินการเก็บภาษีศุลกากรกับทางยุโรปที่เดิมมีกำหนดจะมีผลในวันที่ 1 กุมภาพันธ์คาดจะเป็น SENTIMENT เชิงบวกต่อหุ้นในกลุ่ม LUXURY
• หุ้นกลุ่ม LUXURY ในวันนี้คาดจะได้รับแรงหนุนจากการยกเลิกเก็บภาษีของ TRUMP ในฝั่งยุโรป หลังจากก่อนหน้านี้ ราคาหุ้นLUXURY ปรับตัวลงแรง นอกจากนี้ รายได้ในจีนไตรมาส 4 มีแนวโน้มแข็งแกร่ง แนะนำเก็งกำไร DR: HERMES80

 

THAI FOCUS

• ตัวเลขส่งออกไทย ธ.ค. 68 คาดโต +8% ตามเทรนด์ภูมิภาค แต่มีไส้ในที่น่ากังวลคือ ตลาดจีนที่นำเข้าไทยลดลง สะท้อนว่าคู่ค้าหลักอาจลดการพึ่งพาสินค้าไทย อีกทั้งเงินเฟ้อที่ติดลบต่อเนื่อง ทำให้มีกระแสเรียกร้องให้ ธปท. ลดดอกเบี้ย เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจ
• การที่ YIELD 10 ปีสูงกว่าดอกเบี้ยนโยบายมาก ชี้ถึงต้นทุนการเงินที่แพงขึ้น แต่ในอีกมุมหนึ่ง ถ้าYIELD 10 ปียืนระดับสูงได้เรื่อยๆจะช่วยลดความกังวลเรื่องการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงลงได้บ้าง

 

SYNAPSE STRATEGY
เทียบ MARKET EARNING YIELD GAP ประเทศต่างๆ • ตลาดหุ้นไทยมีความโดดเด่นในเชิง MARKET EARNING YIELDGAP สูงถึง4.87% ซึ่งสูงสุดเมื่อเทียบกับหลายประเทศ โดยมีปัจจัยหนุน 2 ประการ 1. BOND YIELD ไทยต่ำกว่าประเทศอื่น 2. ดัชนีSET ยังไม่ปรับตัวขึ้นแรงน้อยกว่าประเทศอื่น
• ดังนั้นจึงเป็นเป้าหมาย FUND FLOW จากต่างชาติและสถาบันในช่วงนี้โดย PRIME PICK วันนี้เลือกหุ้นอสังหาฯ ปันผลสูง (SIRI),หุ้นเทคโนโลยีพิมพ์นิยม (DELTA) และหุ้นพลังงานที่ได้ประโยชน์จากราคาก๊าซธรรมชาติปรับตัวขึ้น (BANPU)

 


HORIZON MARKET VIEW
ตลาดหุ้นฟื้นทันที แค่ทรัมป์ยอมถอยเรื่อง "กรีนแลนด์"
ตลาดหุ้นโลกมีแนวโน้มดีดตัว นำโดยสหรัฐฯ วานนี้พลิก REBOUND ราว 1.2% - 2.0% และเช้านี้เกาหลีใต้+1.3% ญี่ปุ่น +1.1% หลัง ปธน.ทรัมป์กลับลำ กล่าวยืนยันว่าสหรัฐฯ จะไม่เข้าครอบครองกรีนแลนด์ด้วยการใช้กำลังทหาร พร้อมยกเลิกแผนเก็บภาษีนำเข้ายุโรปเพิ่มเติม 10% ในวันที่ 1 ก.พ. 69 และ 25% ในวันที่ 1 มิ.ย. 69นอกจากนี้ยังมีกรอบข้อตกลงเบื้องต้นกับ NATO ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลทันท


อย่างไรก็ดีข้อตกลง FRAMEWORK ที่ไม่ชัดเจน อาจทำให้เกิดความผันผวนรอบใหม่ได้ทุกเมื่อ ขณะที่เดนมาร์กประกาศชัดว่าไม่เจรจายกเกาะให้สหรัฐฯ อีกทั้งยังมีความไม่แน่นอนที่ต้องติดตามคือ คำตัดสินของศาลลูงสุดสหรัฐฯ เกี่ยวกับความถูกต้องตามกฎหมายของมาตรการเก็บภาษีศุลกากรที่ใช้โดยอ้างอิงกฎหมาย IEEPA โดยผลโพลจาก POLYMARKET คาดว่าอาจไม่เห็นการตัดสินเร็วๆ นี้

สำหรับแนวโน้มทิศทางดอกเบี้ยในการประชุมธนาคารกลางต่างๆ ในช่วง 1Q69 อาจเห็นการเปลี่ยนแปลง ขณะที่เงินเฟ้ออังกฤษเดือน ธ.ค. 68 พุ่ง 3.4%YOY สูงกว่าคาดที่ 3.3%YOY และปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนที่3.2%YOY ส่วนคืนนี้รอจับตาตัวเลขเงินเฟ้อ PCE สหรัฐฯ เดือน พ.ย. 68 โดย CONSENSUS คาด +2.8%YOYซึ่งยังสูงกว่ากรอบเป้าหมายที่ 2%


EGION RADAR
TRUMP ประกาศยังไม่เก็บภาษียุโรปในวันที่ 1 ก.พ.
TRUMP ได้โพสต์บนแพลตฟอร์ม TRUTH SOCIAL พร้อมระบุว่า จะยังไม่ดำเนินการเก็บภาษีศุลกากรกับทางยุโรปที่เดิมมีกำหนดจะมีผลในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ เนื่องจากการประชุมเรื่องกรีนแลนด์เป็นไปอย่างสร้างสรรค์กับทางเลขาธิการใหญ่ของนาโต้

หุ้นกลุ่ม LUXURY คาดได้รับ SENTIMENT เชิงบวกจากการยกเลิกเก็บภาษี
หุ้นกลุ่ม LUXURY ในวันนี้คาดจะได้รับแรงหนุนจากการยกเลิกเก็บภาษีของ TRUMP ในฝั่งยุโรป หลังจากก่อนหน้านี้ ราคาหุ้น LUXURY ปรับตัวลงแรงทั้งกลุ่มหลังจาก TRUMP ประกาศจะเก็บภาษียุโรป (18 ม.ค.) นอกจากนี้รายได้ในกลุ่ม LUXURY ของจีนในไตรมาส 4 มีแนวโน้มแข็งแกร่งจากยอดนำเข้ากระเป๋าหนังจากฝรั่งเศสในเดือนพ.ย. พลิกกลับมาเติบโตที่ระดับ 15% YOY ซึ่งเป็นการเติบโตในระดับ DOUBLE DIGIT ครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2023 โดยยอดนำเข้ากระเป๋าหนังและยอดขายสินค้า LUXURY ในจีนมีค่า CORRELATION สูงถึง 86%

แนะนำเก็งกำไร HERMES (DR: HERMES80) โดยเป็นหุ้น TOP PICK ในกลุ่ม LUXURY เนื่องจากบริษัทมีรายได้จากเอเชียมากที่สุดในกลุ่มราว 53%

 

THAI FOCUS
ปัจจัยในประเทศมีอะไรบ้างที่ต้องติดตาม (ตัวเลขส่งออก และ BOND YIELD 10 ปี)ตลาดกำลังจับตาการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของไทย โดยเฉพาะ ตัวเลขการส่งออก เดือน ธ.ค. 68 คาดว่าจะขยายตัวได้ถึง +8.0%YOY ปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ 7.1%YOY ซึ่งเป็นไปตามการฟื้นตัวในภูมิภาค ที่มีแนวโน้มการส่งออกยังคงอยู่ในทิศทางขยายตัวเช่นกัน โดยเฉพาะเวียดนามที่เติบโตโดดเด่น (23.8%)อย่างไรก็ตามภาพรวมการส่งออกที่ยังดูดี แต่เมื่อเจาะลึกลงไปในตลาดจีน พบว่าตัวเลขการนำเข้าสินค้าจากไทยของจีน (CHINA IMPORTS FROM THAILAND) มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดติดลบที่ -8.02%YOYสะท้อนถึงอุปสงค์จากประเทศคู่ค้าหลักอย่างจีนที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ หรือเพิ่มการนำเข้าจากคู่ค้าอื่นแทน ซึ่งอาจเป็นแรงกดดันต่อภาคการส่งออกไทยในระยะถัดไป

 

ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2026 ยังคงเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ ทั้งจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์โลกและความเปราะบางภายในประเทศ เสริมแรงด้วยอัตราเงินเฟ้อยังติดลบต่อเนื่อง ซึ่งควรพึ่งพาการลดดอกเบี้ยจากธปท.ในการประชุมช่วงต้นปีเพื่อพยุง อย่างไรก็ตามการที่ BOND YIELD 10 ปี ปรับตัวขึ้นเหนือ POLICY RATEมากๆ สะท้อนถึงต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น หรือนักลงทุนเริ่มเทขายพันธบัตรเพื่อไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยจะเห็นว่าในอดีต (แถบสีชมพูอ่อน) ช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยมักจะถูกปรับลดลง แต่ปัจจุบันเราอยู่ในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นหรือทรงตัวในระดับสูง ซึ่งทำให้ลดความกังวลการเกิดวิกฤตไปได้บ้าง

 

 

SYNAPSE STRATEGY
แม้ YIELD 10 ปีไทยจะขึ้น แต่ยังต่ำกว่าประเทศอื่น เปรียบเทียบเชิง MARKET EARNING YIELDGAP ยังน่าสนใจ

ในสภาวะที่ตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกเต็มไปด้วยความผันผวน การตัดสินใจว่าควรเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดใดนั้น นักลงทุนมืออาชีพมักไม่ได้มองเพียงแค่การปรับตัวขึ้นลงของดัชนี แต่เครื่องมือสำคัญที่เป็นเสมือนเข็มทิศชี้วัดความคุ้มค่าคือ MARKET EARNING YIELD GAP (MEYG) หรือส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนคาดหวังจากกำไรของตลาดหุ้นเทียบกับผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ซึ่งจากข้อมูลล่าสุด พบว่าตลาดหุ้นไทยมีความโดดเด่นเรื่องนี้โดยมีค่า MEYG สูงถึง 4.87% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ หากมองฝั่งตลาดที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา หรือเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย จะเห็นภาพที่ย้อนแย้งกันอย่างสิ้นเชิง โดยทั้งสองตลาดนี้มีค่า MEYG ที่ติดลบ โดยสหรัฐฯ อยู่ที่ -0.35% และอินโดนีเซียอยู่ที่ -0.38%สาเหตุหลักเกิดจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (BOND YIELD) 10 ปี ของทั้งสองประเทศพุ่งสูงขึ้นไปแตะระดับ 4.25% และ 6.33% ตามลำดับสาเหตุที่ทำให้ MEYG ของไทยทรงตัวอยู่ในระดับสูงและมีความโดดเด่น มาจากสองปัจจัย 1.อัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตรในประเทศไทยที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำกว่าหลายประเทศทั่วโลก 2.ระดับราคาหุ้นไทย(SET INDEX) ในปัจจุบันที่ยังไม่ได้ปรับตัวขึ้นแรงจนเกินไปเมื่อเทียบกับกำไรของบริษัทจดทะเบียน (LOW P/E)สภาพการณ์เช่นนี้มักจะเป็นสัญญาณดึงดูดกระแสเงินทุนไหลเข้า (FUND FLOW) ในระยะกลางถึงยาว เนื่องจากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติมักจะมองหาตลาดที่มีมูลค่า (VALUATION) ถูกและมีส่วนต่างผลตอบแทนที่กว้างพอที่จะรองรับความผันผวนได้ส่วน PRIME PICK วันนี้เลือก SIRI DELTA BANPU โดยมีรายละเอียด ดังนี้SIRI เป็นหนึ่งในหุ้นที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผล (DIVIDEND YIELD) สูงที่สุดในกลุ่มอสังหาฯ โดยคาดการณ์ในปี2569 อาจสูงถึง9-10% อีกทั้งแผนธุรกิจปี 2569 ยังเน้นความสมดุล โดยตั้งเป้ายอดโอนที่ 39,000 ล้านบาท และเปิดโครงการใหม่กว่า 33 โครงการ เน้นเจาะกลุ่ม PREMIUM และ MEDIUM ที่มีกำลังซื้อจริง มอง EPS GROWTHปีนี้โตระดับ 5%YOY

 

DELTA แม้ว่า VALUATION (ค่า P/E) จะอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับกลุ่ม แต่ด้วยศักยภาพในการเป็นผู้นำด้านอิเล็กทรอนิกส์ในไทย ทำให้ยังเป็นที่ต้องการของนักลงทุนสถาบันและกองทุนต่างชาติอีกทั้งได้ SENTIMENT เชิงบวกจากความผ่อนคลายเชิงภูมิรัฐศาสตร์คืนที่ผ่านมาBANPU มีโอกาสกลับมาทำกำไรเติบโตสูงในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า หลังจากผ่านพ้นช่วงการปรับโครงสร้างกับ BPPส่วนช่วงสั้นได้แรงเก็งกำไรจากราคาก๊าซฯ HENRY HUB ปรับตัวเพิ่มขึ้น 24.31%DOD จากสาเหตุสภาพอากาศหนาวเย็นจัดในสหรัฐฯ ที่คาดจะส่งผลกระทบตั้งแต่ช่วงกลางไปจนถึงปลายเดือนมกราคม 2569 ทำให้ความต้องการใช้ก๊าซเพื่อให้ความร้อนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว


STOCK MONITOR
กลุ่มธนาคาร : กำไรสุทธิ 4Q68 น้อยกว่าฝ่ายวิจัยคาดจาก OPEX เลือก KTB, TISCO และ KKPกำไรสุทธิกลุ่มฯ (8 ธนาคาร) งวด 4Q68 อยู่ที่ 5.5 หมื่นล้านบาท (-23% QOQ, -6% YOY) น้อยกว่ากว่าฝ่ายวิจัยคาด 8% และ BB CONSENSUS ราว 7% จาก BBL, BAY, SCB, KBANK ส่วน TISCO และ KTB ตามตลาดคาด มี KKP กับ TTB ดีกว่าตลาดคาด ในเชิง QOQ การชะลอตัวของกำไรฯ หลักๆ มาจาก OPEX ตามฤดูกาลของ ธ.พ. ใหญ่ ด้าน YOY เพราะ NII ตามวงจรดอกเบี้ยขาลง โดยมีเพียง KKP รายงานกำไรฯ โต 6%QOQ และ 22% YOY หนุนด้วยผลขาดทุนรถยึดต่ำลง

สินเชื่อกลุ่มฯ ณ สิ้นงวด 4Q68 เพิ่ม 1.3% QOQ (-1.1% YOY) ซึ่ง ธ.พ. ที่มีสินเชื่อโต QOQ และ YOY ได้แก่ KTB(+ 5% QOQ, 0.5% YOY) เพราะสินเชื่อรัฐบาล และ TISCO (+ ราว 2% QOQ และ YOY) หลังกลับมาปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อ ซึ่งได้ประโยชน์ยามต้นทุนการเงินลดลง ส่วน NII กลุ่มฯ ที่ 1.6 แสนล้านบาท (-2% QOQ, - 8%YOY) หลัง NIM กลุ่มฯ ลง 10 BPS QOQ และ 40 BPS YOY กดดันจาก ธ.พ. ใหญ่ ตามวงจรดอกเบี้ยขาลงNON-NII กลุ่มฯ ที่ 7.3 หมื่นล้านบาท ลดลง 15% QOQ (+16% YOY) จาก TRADING INCOME (FVTPL +กำไรจากการขายเงินลงทุน) ราว 1.6 หมื่นล้านบาท ต่ำลง 49% QOQ (+39% YOY) หลังกำไรจากการขายตราสารหนี้ลดลง (KTB, BBL) ตาม BOND YIELD ที่ปรับตัวขึ้น ด้านรายได้ค่าธรรมเนียมฯ กลุ่มฯ ราว 4.4 หมื่นล้านบาท (+5% QOQ, + 8% YOY) เพราะ BANCA และ WEALTH ส่วนเชิง YOY มีผลจากการที่ TTB เข้าซื้อ TNSและ BAY รวมงบการเงินกับ TIDLOR

 

ภายใต้ภาวะการหารายได้เป็นไปอย่างจำกัดของ ธ.พ. ใหญ่ ทำให้การบริหารจัดการ OPEX เป็นตัวเข้ามาลดทอนผลกระทบ โดย COST TO INCOME RATIO (CIR) กลุ่มฯ ที่ 48% เพิ่มจาก 43% งวดก่อน ตามฤดูกาล และ 47%งวดเดียวกันปีก่อน ซึ่งใน ธ.พ. ใหญ่ มีเพียง KTB และ SCB ที่ดีขึ้น YOY และโดดเด่นกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มฯ อยู่ที่ 41%(4Q67 ราว 45%) และ 42% (4Q67 ที่ 43%) ตามลำดับ ส่วน CREDIT COST กลุ่มฯ ที่ 1.5% ลดจาก 1.6% งวดก่อน (4Q67ราว 1.5%) จาก BBL, KKP, TISCO และ TTB ตามคุณภาพสินทรัพย์อยู่ในการควบคุม โดย NPL /LOAN กลุ่มฯ อยู่ที่ 3.7% เทียบกับ 3.8%ณ สิ้นงวดก่อน (เพิ่มจากสิ้นปี 2567 ที่ 3.6% ตามมูลหนี้ NPL ปรับขึ้น1% YOY และฐานสินเชื่อลดลง) โดย ธ.พ. ที่ระดับ NPL ดีขึ้นทั้ง QOQ และ YOY คือ KTB กับ TISCO ด้านCOVERAGE RATIO ราว 189% เทียบ 185% ณ สิ้นงวดก่อน (สิ้นปี 2567 ที่ 181%) ซึ่ง BBL (324%) กับ KTB(200%) สูงเป็น 2 อันดับแรกของกลุ่มฯ จะมีกันชนเพื่อรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจมหภาคมากกว่ากลุ่มฯ

ภาพรวมกำไรสุทธิปี 2568 ที่ 2.6 แสนล้านบาท (+3.5% YOY จาก TRADING INCOME และ CREDIT COST)ส่วนแนวโน้มกำไรฯ กลุ่มฯ ปี 2569 ชะลอตัว 4% YOY จาก ธ.พ. ใหญ่ ตามวัฎจักรดอกเบี้ย ในทางตรงข้ามทิศทางกำไรฯ ของ ธ.พ. ขนาดกลาง อย่าง TISCO กับ KKP ขยายตัวเด่นกว่ากลุ่มฯ ราว 2% รับประโยชน์จากLOAN SPREAD กว้างขึ้น ตามวงจรดอกเบี้ย และมองว่าค่าธรรมเนียมฯ เติบโตได้จาก BANCA และธุรกิจWEALTH

ความเห็นการลงทุน เนื่องด้วยกำไรฯ ที่อ่อนแอกว่าคาด อาจนำไปสู่การทำ SECTOR ROTATION จากตลาดหลังราคาปรับขึ้นมาก่อนหน้า จึงมองว่าแรงขับเคลื่อนราคาหุ้นในกลุ่มฯ ระยะถัดไปจะมาจากการเข้าช่วงประกาศจ่ายปันผลช่วง ก.พ. เลือก ธ.พ. ที่มี ROE สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มฯ (8%) และส่งมอบกำไรฯ ใกล้เคียงตลาดคาดได้ต่อเนื่อง สะท้อน EARNING VISIBILITY สูง โดย ธ.พ. ใหญ่ ชอบ KTB (ROE ราว 10%) และ ธ.พ. ขนาดกลางอย่าง TISCO (ROE ที่ 16%) รวมทั้ง KKP ที่กำไรฯ เติบโตได้ดีกว่ากลุ่มฯ มีโอกาสที่ราคาหุ้นเคลื่อนไหวได้ดีกว่ากลุ่มฯ ในระยะถัดไป

 

 

จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์

ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985

สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้