Today’s NEWS FEED

ตอนนี้คุณกำลังอยู่ในเว็บไซต์สำหรับทดสอบระบบ

News Feed

ส.อ.ท. เผยผลสำรวจอุตสาหกรรมไทย ปี 69 แนวโน้มทรงตัวจากฐานต่ำ ชี้เร่งใช้ AI–นวัตกรรม เชื่อมโยงซัพพลายเชนโลก

100


สำนักข่าวหุ้นอินไซด์( 21 มกราคม 2569)--------สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจสถานการณ์และแนวโน้มอุตสาหกรรมไทย ปี 2569 ซึ่งจัดทำจากการรวบรวมความคิดเห็นของประธานกลุ่มอุตสาหกรรม จำนวน 48 กลุ่มอุตสาหกรรม รวมถึงประธานสภาอุตสาหกรรมภาคจาก 5 ภูมิภาค ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนสะท้อนมุมมองต่อแนวโน้มภาคอุตสาหกรรมในปี 2569 เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยการสำรวจและรวบรวมข้อมูลดังกล่าว ดำเนินการในช่วงเดือนตุลาคม–ธันวาคม 2568 เพื่อประเมินทิศทาง แนวโน้ม และข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะข้างหน้า

ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ พร้อมด้วย นางบัญชุสา พุทธพรมงคล กรรมการ ส.อ.ท. และรองประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ เปิดเผยว่า ผลการสำรวจแนวโน้มอุตสาหกรรมในปี 2569 พบว่า จากกลุ่มอุตสาหกรรมภายใต้ ส.อ.ท. ทั้งหมด 48 กลุ่ม มี 23 กลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าแนวโน้มจะยังคงทรงตัว ขณะที่ 15 กลุ่มอุตสาหกรรมทคาดว่าแนวโน้มจะขยายตัวดีขึ้น และอีก 10 กลุ่มอุตสาหกรรมคาดว่าจะมีแนวโน้มหดตัวลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา


สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมในระดับภูมิภาค พบว่า มีเพียงอุตสาหกรรมในภาคเหนือที่คาดว่าจะมีแนวโน้มทรงตัว ขณะที่อุตสาหกรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ คาดว่าจะมีแนวโน้มหดตัวลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงความกังวลต่อปัจจัยทางเศรษฐกิจในปีหน้าที่คาดว่าจะยังมีความผันผวนและมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งนี้ ปัจจัยที่คาดว่าจะส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมไทยในปี 2569 สามารถแบ่งออกเป็นปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยห่วงกังวลทั้งในและต่างประเทศ

ปัจจัยสนับสนุนภายในประเทศ ได้แก่ การฟื้นตัวของกำลังซื้อและการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยว การเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐที่เป็นไปตามเป้าหมายและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น มาตรการส่งเสริมการลงทุนที่เอื้อต่อการเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์ (Robotics) มาปรับใช้ในกระบวนการผลิต รวมถึงการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ส่วนปัจจัยสนับสนุนจากต่างประเทศ ได้แก่ ความต้องการสินค้าในบางประเทศคู่ค้าที่ปรับตัวดีขึ้น การบรรลุความตกลงการค้าเสรี (FTA) ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้า การย้ายฐานการผลิตส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมเป้าหมายในประเทศ การยอมรับในแบรนด์สินค้าไทยช่วยเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดสู่ระดับโลก รวมถึงกระแสความต้องการสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมจากนโยบายรัฐเพื่อขับเคลื่อนสร้างโอกาสให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย

ขณะเดียวกัน ปัจจัยห่วงกังวลภายในประเทศ ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ ระดับหนี้ภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูงและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ต้นทุนการผลิตที่ทรงตัวในระดับสูง ปัญหาสินค้านำเข้าราคาถูกที่เข้ามาทุ่มตลาด การเชื่อมโยง Supply Chain กับ FDI ยังมีข้อจำกัด ความเสี่ยงจากความล่าช้าในการพิจารณาจัดทำกรอบงบประมาณปี 2570 ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมและกดทับขีดความสามารถในการแข่งขันภาคธุรกิจ


สำหรับ ปัจจัยห่วงกังวลจากต่างประเทศ ประกอบด้วย ผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (NTM/NTB) การแข่งขันที่รุนแรงในตลาดประเทศคู่ค้าของไทย ความเสี่ยงจากปัญหา
ภูมิรัฐศาสตร์และสถานการณ์ความไม่แน่นอนบริเวณชายแดน ค่าเงินบาทที่แข็งค่าและความผันผวนสูงซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้ภาคการส่งออก ตลอดจนการบังคับใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการจะต้องเร่งปรับตัวรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจในปีนี้


นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. กล่าวเพิ่มเติมว่า จากผลสำรวจจะเห็นว่าแนวโน้มกลุ่มอุตสาหกรรมส่วนใหญ่คาดว่าจะมีแนวโน้มทรงตัวจากฐานต่ำในปีที่ผ่านมา ซึ่งเศรษฐกิจปี 2569 ก็คาดว่าภาคอุตสาหกรรมไทยยังต้องดำเนินธุรกิจภายใต้แรงกดดันรอบด้านหรืออาจได้รับผลกระทบที่รุนแรงมากขึ้น ทั้งจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก นโยบายการค้าและการแข่งขันระหว่างประเทศที่เข้มข้นขึ้น ตลอดจนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศที่สะสมมาเป็นเวลานาน โดย คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียงประมาณ 1.6–2.0% ชะลอลงจากปี 2568 ที่คาดว่าจะเติบโตราว 2.0% สะท้อนแรงกดดันต่อภาคเศรษฐกิจ การผลิต การค้า และบริการ โดยเฉพาะภาคการผลิตอุตสาหกรรม ซึ่งสะท้อนจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ในปีที่ผ่านมา ที่ไม่สอดคล้องกับการขยายตัวของการส่งออก สาเหตุสำคัญมาจากปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าและการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment) รวมถึงการไหลบ่าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่เข้ามาทุ่มตลาดในประเทศ ส่งผลให้ผู้ผลิตไทยจำนวนมากสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน


ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ยังคงเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนและภาระทางการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง ข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ต้นทุนการผลิต ทั้งด้านพลังงาน วัตถุดิบ ค่าแรง โลจิสติกส์ และต้นทุนทางการเงิน ส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรของ SMEs ซึ่งมีโครงสร้างต้นทุนต่อรายได้สูงและมีอำนาจต่อรองจำกัด ขณะเดียวกันคาดว่าปี 2569 รายได้ของ SMEs จะฟื้นตัวได้ช้ากว่าภาคธุรกิจขนาดใหญ่ เนื่องจากกำลังซื้อภายในประเทศที่อาจยังชะลอตัวต่อเนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ตลอดจนการแข่งขันในตลาดที่รุนแรงทั้งในมิติด้านราคาและการใช้เทคโนโลยีการผลิต

 


สำหรับแนวทางการปรับตัวในปี 2569 ส.อ.ท. เสนอให้ภาคอุตสาหกรรมเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ และยกระดับมาตรฐานสินค้าให้เป็นที่ยอมรับในตลาดสากล เร่งยกระดับทักษะแรงงานผ่านการ Upskill, Reskill, New Skill ตลอดจนการปรับโมเดลธุรกิจเพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อให้ไทยสามารถอยู่ในห่วงโซ่การผลิตโลกได้อย่างยั่งยืน


พร้อมกันนี้ ยังเน้นการดำเนินธุรกิจตามแนวคิด ESG การส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมด้วย BCG Model การใช้วัสดุหมุนเวียน (Circular Materials) การเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด (Energy Transition) และการนำกลไกการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) มาปรับใช้ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)


ทั้งนี้ ปี 2569 นับเป็นอีกหนึ่งปีที่ภาคอุตสาหกรรมไทยยังคงเผชิญกับความเปราะบางจากปัจจัยท้าทายทั้งภายในและภายนอกประเทศ ภาคเอกชนจึงมีความจำเป็นต้องเร่งวางแผนและปรับตัวอย่างรอบด้าน เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในระยะข้างหน้า ขณะเดียวกัน ช่วงเวลาดังกล่าวยังถือเป็นจังหวะสำคัญในการวางรากฐานการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของภาคอุตสาหกรรมและระบบเศรษฐกิจ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม และปรับตัวให้สอดคล้องกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทความล่าสุด

ทะลุ 1,310 By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เงินทุนยังไหลเข้าต่อเนื่องในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ราคาหุ้นDELTA บวก 15 บาท ดันดัชนีฯ....

มัลติมีเดีย

หุ้นอินไซด์ทอลค์ : บุกขุมทรัพย์ PCE

หุ้นอินไซด์ทอลค์ : บุกขุมทรัพย์ PCE

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้