หุ้นไทยแข็งแกร่งจากบาทแข็ง และ YIELD ขึ้น
HORIZON MARKET VIEW
• วานนี้ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงลงแรง (ยกเว้นไทย +1.0%) โดยเฉพาะในฝั่งสหรัฐฯ -1.2%ถึง -2.4% ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างสหรัฐฯ – ยุโรป ในการปกป้องกรีนแลนด์ถูกยึดครองโดยสหรัฐฯ ทำให้เกิดการตอบโต้ขยายวงกว้างไปสู่การตั้งกำแพงภาษีเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังมีความกังวลด้านการคลังญี่ปุ่น จากหนี้สาธารณะ/ GDP สูงสุดในกลุ่ม DMทำให้ตลาดอ่อนไหวต่อแผนใช้จ่ายภาครัฐมากเป็นพิเศษ กดดันตลาดพันธบัตรญี่ปุ่นทรุดหนัก และผลัก BOND YIELD 40Y พุ่งทะลุ 4%
• ฝ่ายวิจัยฯ มองว่าความขัดแย้งระหว่างประเทศ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้นในระยะสั้น ซึ่งสิ่งที่ต้องจับตา หลักๆ คือ ระดับความรุนแรงของสถานการณ์และการกล่าวสุนทรพจน์ของ ปธน. ทรัมป์ ในการประชุม WEF วันที่ 21 ม.ค.เวลา 14.30 น.ตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับเวลา 20.30 น.ตามเวลาไทย
REGION RADAR
• NETFLIX (NFLX US) -4% ในช่วง PRE-MARKET แม้ผลประกอบการไตรมาส 4 จะออกมาดีกว่าคาด โดยนักลงทุนกังวลถึงดีลการซื้อขายกิจการ WARNER BROS. DISCOVERY และกังวลถึงค่าใช้จ่ายที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในปี 2026
• POP MART (9992 HK) +9% หลังบริษัทประกาศเข้าซื้อหุ้นคืนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2024 บริษัทได้ซื้อหุ้นคืนจำนวน 1.4 ล้านหุ้น รวมมูลค่าประมาณ HK$251 ล้าน โดยซื้อราคาประมาณ HKD177.70 -HKD181.20 ต่อหุ้น แนะนำเก็งกำไรระยะสั้น DR: POPMART80
THAI FOCUS
• เศรษฐกิจและตลาดทุนไทย กำลังส่งสัญญาณฟื้นตัว โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลัก 4 ด้าน ได่แก่ 1.กำไร บล.4Q68 เติบโตแรง YOY 2.SETรับอานิสงส์เลือกตั้งใหญ่ 3.ปรากฏการณ์ "LISA EFFECT" 4.กลุ่มพลังงานฟื้นตัว ตามความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
• 4 ปัจจัยทั้งหมด ล้วนเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อแข็งแกร่งขึ้น ท่ามกลางความท้าทายจากปัจจัยภายนอก โดยวันนี้คาดกรอบการเคลื่อนไหวของ SET INDEX1275/1286 –1305/1312 จุด
SYNAPSE STRATEGY
FUND FLOW ไหลเข้าตลาดหุ้นและตลาด TFEX หนาแน่น
• 1 สัปดาห์ที่มหัศจรรย์ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นแรงที่สุดในโลก +5%ขึ้นมาอยู่ที่ 1296 จุด จุดสูงสุดในรอบ 2 เดือนกว่าๆ พร้อมด้วยFUND FLOW ไหลเข้าหุ้น 1.3 หมื่นล้านบาท เข้าตลาด TFEX 1.08แสนสัญญา มูลค่าซื้อขายวานนี้หนาแน่น 5.2 หมื่นล้านบาท และโครงสร้างหุ้นแต่ละตัวกลับขึ้นยืนเหนือเส้น EMA 10 วัน 64% และEMA 50 วัน 53% ดัชนีที่แข็งแรงขึ้นหนุนให้มีโอกาสเดินหน้าต่อ
• แนะหุ้นใหญ่พื้นฐานดี กำไร 4Q68 ฟื้น : PTT, PTTEP, DELTA,IVL, BDMS, PLANB, ICHI
HORIZON MARKET VIEW
ตลาดหุ้นร่วงแรงจากความกังวลเรื่องกรีนแลนด์และญี่ปุ่น
วานนี้ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงลงแรง (ยกเว้นไทย +1.0%) โดยเฉพาะในฝั่งสหรัฐฯ -1.2% ถึง -2.4% ท่ามกลางความ
ตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างสหรัฐฯ – ยุโรป จากประเด็นการปกป้องกรีนแลนด์จากความเสี่ยงถูกยึดครองโดย
สหรัฐฯ ทำให้เกิดการตอบโต้ขยายวงกว้างไปสู่การตั้งกำแพงภาษีเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังมีความกังวลด้านการ
คลังญี่ปุ่น จากหนี้สาธารณะต่อ GDP สูงสุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้ตลาดอ่อนไหวต่อแผนใช้จ่ายภาครัฐ
ของญี่ปุ่นมากเป็นพิเศษ กดดันตลาดพันธบัตรญี่ปุ่นทรุดหนัก และผลัก BOND YIELD 40Y พุ่งทะลุ 4%
เมื่อประเมินความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ – ยุโรป ที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง มีดังนี้
• กระแสยุโรปตอบโต้ปรับขึ้นภาษีสหรัฐฯ 93 พันล้านยูโร (ราว 108 พันล้านดอลลาร์) หาก ปธน.ทรัมป์ยังเดินหน้าผลักดันการควบคุมเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นพื้นที่ปกครองตนเองภายใต้เดนมาร์ก และเก็บภาษีเพิ่มเติม 10% - 25% กับสินค้าจากยุโรป 8 ประเทศ อีกทั้งล่าสุดมีการประกาศว่าจะเก็บภาษีไวน์-แชมเปญฝรั่งเศส 200% เพื่อบีบให้ ปธน. มาครง เข้าร่วมคณะกรรมการสันติภาพ
• การยกระดับการป้องปรามทางทหาร โดยเดนมาร์กและชาติ NATO อีก 7 ประเทศได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปประจำการบนเกาะในปฏิบัติการ ARCTIC ENDURANCE และกองบัญชาการอาร์กติกของเดนมาร์ก จะขยายการซ้อมรบให้เป็นตลอดปี
• นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ JENS-FREDERIK NIELSEN ระบุว่า ประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ ในกรีนแลนด์จำเป็นต้องเตรียมพร้อมต่อความเป็นไปได้ในการถูกรุกรานทางทหาร โดยได้มีการจัดตั้งคณะทำงานพิเศษด้านความมั่นคงรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน และกำลังจัดทำแนวทางปฏิบัติใหม่พร้อมคำแนะนำให้ประชาชนสำรองอาหารไว้สำหรับ 5 วัน ที่บ้านของตน
• การลดน้ำหนักสินทรัพย์สหรัฐฯ โดย BOND YIELD 10Y สหรัฐฯ พุ่งขึ้นสู่ 4.3% หลังกองทุนบำนาญของเดนมาร์ก AKADEMIKERPENSION วางแผนเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ ทั้งหมด ภายในสิ้นเดือนนี้(ราว 100 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2025) เนื่องจากเชื่อว่านโยบายของ ปธน. ทรัมป์ จะทำให้การคลังในระยะยาวไม่ยั่งยืนก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านเครดิต นอกจากนี้ยุโรปกำลังทบทวนบทบาทของสหรัฐในฐานะ SAFE HAVEN
อย่างไรก็ตาม การที่ฝรั่งเศสขอใช้เครื่องมือป้องกันการบีบบังคับทางเศรษฐกิจ (ANTI‑COERCIONINSTRUMENT) ตอบโต้สหรัฐฯ ยังไม่สามารถบังคับใช้ได้ทันที เพราะต้องมีเสียงสนับสนุนจำนวนมาก(QUALIFIED MAJORITY VOTING) และในกรณีที่เห็นสัญญาณการตกลงเจรจาสหรัฐฯ – ยุโรป เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น อาจทำให้ความตึงเครียดระหว่างประเทศผ่อนคลายลงได้ฝ่ายวิจัยฯ มองว่าความขัดแย้งระหว่างประเทศ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้นในระยะสั้น ซึ่งสิ่งที่ต้องจับตา คือ
1. การกล่าวสุนทรพจน์ของ ปธน. ทรัมป์ ในการประชุม WEF วันที่ 21 ม.ค.เวลา 14.30 น.ตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับเวลา 20.30 น.ตามเวลาไทย
2. ระดับความรุนแรงของสถานการณ์ หากมีการตอบโต้อย่างดุเดือด อาจทำให้กลุ่มสินค้าชิ้นส่วนฯ,รถยนต์, ยา, น้ำมัน มีราคาสูงขึ้น กดดันทำให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ล่าสุดที่ 2.7% ลดลงได้ยาก เนื่องจากสหรัฐฯ นำเข้าสินค้าจาก EU สูงสุด มีสัดส่วนราว 20.2% รวมถึงมีโอกาสกดดัน GDP โลก เพราะTOTAL TRADE ของสหรัฐฯ ไปยุโรปคิดเป็น 18% ของทั้งหมด ยุโรปไปสหรัฐฯ 7% ของทั้งโลก เสี่ยงกดดันเศรษฐกิจชะลอตัวลง หนุนเม็ดเงินไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างเช่นทองคำ และเกิดแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยง ตามมาด้วยตลาดหุ้นร่วงลงแรงได้โดยสังเกตจากข้อมูลในอดีต ช่วงที่มีประเด็นประกาศตอบโต้ทางการค้า (โดยเฉพาะสหรัฐฯ -จีน) โดยนับตั้งแต่ เดือน ก.พ. 2025 เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามภาษี และรุนแรงสุดในเดือน เม.ย. 2025 ที่ภาษีพุ่งถึง 125% แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย มีสัญญาณหันหน้าสู่โต๊ะเจรจา มักเห็นตลาดหุ้น REBOUND ได้เช่นกัน
3. การใช้จ่ายงบทางการทหารที่มีแนวโน้มสูงขึ้น อาจหนุนให้กลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้ประโยชน์ระยะสั้น
REGION RADAR
NETFLIX รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ออกมาดีกว่าคาด แต่ราคาหุ้นปรับตัวลงแรง
NETFLIX (NFLX US)-4% ในช่วง PRE-MARKET แม้ผลประกอบการไตรมาส 4 จะออกมาดีกว่าคาด โดยบริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ $1.2 หมื่นล้าน +18% YOY (สูงกว่าคาด 0.7%) และ EPS อยู่ที่ $0.56 +31% YOY (สูงกว่าคาด 2.6%) อีกทั้งจำนวนสมาชิกได้ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 325 ล้านราย +8% YOY อย่างไรก็ตาม ด้านนักลงทุนกลับมากังวลถึงดีลการซื้อขายกิจการ WARNER BROS. DISCOVERY และกังวลถึงค่าใช้จ่ายที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในปี 2026 โดย CFO ระบุว่า “ปีนี้เราจะเพิ่มงบค่าใช้จ่ายขึ้นเล็กน้อย เพื่อใช้ลงทุนในโอกาสใหม่ๆ” และบริษัทระบุว่าดีลการซื้อกิจการ WARNER BROS. DISCOVERY ยังต้องรอการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล
POP MART ประกาศซื้อหุ้นคืนครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2024
POP MART (9992 HK) +9% หลังบริษัทประกาศเข้าซื้อหุ้นคืนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2024 บริษัทได้ซื้อหุ้นคืนจำนวน 1.4 ล้านหุ้น รวมมูลค่าประมาณ HK$251 ล้าน โดยซื้อในช่วงราคาประมาณ HKD177.70 - HKD181.20ต่อหุ้น ซึ่งการกลับมาซื้อหุ้นคืนในครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณว่าบริษัทมั่นใจใน VALUATION ณ ปัจจุบันที่ราคาหุ้นมีการปรับตัวลงจากจุดสูงสุดราว42% และแนวโน้มในไตรมาส 4 มีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร
THAI FOCUS
ประเทศไทยยังดูดีในระยะถัดไป หนุน SET INDEX ยังเดินหน้าตลาดกระทิงภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยในช่วงรอยต่อปี 2568 ถึง 2569 แสดงสัญญาณการฟื้นตัวที่น่าจับตามองโดยมีอยู่ 4 ปัจจัย ดังนี้
• ผลประกอบการงบประมาณไตรมาส 4 ปี 2568 (4Q68) ของบริษัทจดทะเบียนไทยมีแนวโน้มขยายตัวYOY จากฐานที่ต่ำและ QOQ จากแรงภาคการบริโภคที่คึกคักในช่วงปลายปี
• SET INDEX มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวจากการก้าวเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 8ก.พ.69ซึ่งสถิติในอดีตมักชี้ให้เห็นว่าดัชนีมักปรับตัวขึ้นก่อน-หลังเลือกตั้ง ในช่วง 1 เดือน ราว 2.1% ถึง2.5% รวมถึงมีเม็ดเงินหมุนเวียนจากการหาเสียงและนโยบายเศรษฐกิจของแต่ละพรรคจะช่วยสร้างSENTIMENT เชิงบวกและหนุนดัชนีให้ปรับตัวขึ้นได้ในระยะสั้น
• ความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ได้ ลิซ่า (LISA) เข้ามาดำรงตำแหน่ง AMAZINGTHAILAND AMBASSADOR เพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทยตลอดปี 2569 ซึ่งคาดว่าจะสร้างปรากฏการณ์ "LISA EFFECT" ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติคุณภาพสูงและสร้างเม็ดเงินสะพัดสู่ท้องถิ่นอย่างล่าสุดได้ถ่ายภาพโปรโมทการท่องเที่ยวไทยที่ ทะเลบัวแดง จังหวัดอุดรธานี ในแคมเปญใหม่ของททท. ที่ชื่อว่า "FEEL ALL THE FEELINGS"
• ด้านกลุ่มพลังงาน-โรงกลั่นในไทยอย่าง PTT PTTEP IRPC TOP SPRC ยังได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบโลกที่เริ่มมีทิศทางฟื้นตัวและปรับตัวสูงขึ้นจากสมดุลอุปสงค์และอุปทานที่ตึงตัว ตามความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้ล้วนเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อได้อย่างแข็งแกร่งท่ามกลาง
ความท้าทายจากปัจจัยภายนอก โดยวันนี้คาดกรอบการเคลื่อนไหวของ SET INDEX 1275/1286 –1305/1312 จุด
SYNAPSE STRATEGY
ความหวังปี 2026 เม็ดเงินมีโอกาสสลับจากตลาดตราสารหนี้มาที่ตลาดหุ้น
ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงเวลามหัศจรรย์ของตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้น แรงที่สุดในโลก โดยปรับตัวขึ้นทุกวัน รวม 64 จุด หรือ 4.96% ขึ้นมาอยู่ที่ 1296 จุด ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในรอบ 2 เดือนกว่าๆและหากตรวจสุขภาพ SET INDEX ในเบื้องต้น พบว่า แข็งแรงขึ้นมาก คือ
▪ มี FUND FLOW เข้ามาอย่างหนาแน่นทั้งตลาดหุ้นและตลาด TFEX ตลอด 1 สัปดาห์โดย FUND FLOWที่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยสูงถึง 1.3 หมื่นล้านบาท พร้อมกับมียังมีการซื้อสุทธิสัญญา SET50FUTURESสูงถึง 1.08 แสนสัญญา หรือคิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท
▪ มูลค่าซื้อขายหนาแน่นกลับสู่สภาวะปกติ คือ วานนี้มูลค่าซื้อขายกลับมาอยู่ที่ระดับ 5.2 หมื่นล้านบาทซึ่งคิดเป็น TURNOVER ต่อปี 77% ถือว่าเป็นระดับที่เพียงพอต่อการหล่อเลี้ยงและผลักดันดัชนีได้โดยพิจารณาจากสถิติในอดีต TURNOVER ต่อปี ที่เกิน 70% หรือมูลค่าซื้อขายราวๆ 4.6 หมื่นล้านบาทต่อวัน มักจะผลักดันดัชนีให้ขยับขึ้นได้ดีมูลค่าซื้อขาย ณ 21/01/69 กลับมาสูงถึ
▪ โครงสร้างภายใน SET เชิงเทคนิค กลับมาแข็งแรงขึ้น คือ หุ้นทั้งหมดใน SET INDEX มากกว่า 64%กลับมายืนเหนือเส้น EMA 10 วัน และ 53% กลับมายืนเหนือเส้น EMA 50 วัน ซึ่งเป็นแนวต้านสำคัญที่หากข้ามไปได้แล้วมักจะมีแรงเก็งกำไรตามมา หนุนให้มี MOMENTUM ขึ้นต่อได
SET INDEX มีโอกาสเดินหน้าต่อ จากโครงสร้างที่ดูแข็งแรงขึ้น ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุน ยังคงแนะนำหุ้นดัก FUNDFLOW คือ หุ้นใหญ่พื้นฐานดี กำไร 4Q68 ฟื้น : PTT, PTTEP, DELTA, IVL, BDMS, PLANB, ICHI
จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985
สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์
ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์