สำนักข่าวหุ้นอินไซด์( 15 มกราคม 2569)-----------กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Financial Markets: SCB FM) เปิดเผยว่า เงินบาทในเดือนนี้ผันผวนมากขึ้น โดยแข็งค่าเร็วตามราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้นแรง แต่กลับมาอ่อนค่าได้หลังมีข่าวเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายในตลาดการเงินของไทย สำหรับในช่วงครึ่งปีแรก คาดว่าเงินบาทอาจแข็งค่าต่อได้ หาก Fed ลดดอกเบี้ยตามที่คาด และราคาทองคำยังสูงขึ้นต่อตามความเสี่ยงเรื่องสงครามในต่างประเทศ อย่างไรก็ดี เงินบาทมีโอกาสกลับมาอ่อนค่าได้ในช่วงครึ่งปีหลัง หากการลดดอกเบี้ยของ Fed จบลง เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้า EM รวมถึงไทยน้อยลง และเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอตามที่คาด นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เงินบาทกลับมาอ่อนค่าได้ในบางช่วง มองกรอบเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วง 1 เดือนนี้ที่ราว 31.10-31.60
นายแพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ Head of Financial Markets Function ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าตั้งแต่เปิดปีใหม่มา เงินบาทผันผวนมากขึ้น โดยในช่วงสัปดาห์แรกพบว่าเงินบาทแข็งค่าเร็วตามราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้นแรง หลังเกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และเหตุการณ์ความไม่สงบในต่างประเทศ ทั้งเวเนซุเอลา และอิหร่าน อีกทั้งเงินทุนเคลื่อนย้ายยังไหลเข้าตลาดบอนด์ไทยต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ก็เป็นอีกปัจจัยที่ดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นมา อย่างไรก็ดี หลังมีการให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับแนวทางการดำเนินนโยบายในตลาดการเงินของไทย เช่น โอกาสการลดดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า รวมถึงโอกาสที่จะปรับกฎเกณฑ์ควบคุมการทำธุรกรรมซื้อ/ขายทองคำ โดยเฉพาะในแพลตฟอร์มออนไลน์ จึงทำให้เงินบาทกลับมาอ่อนค่าเร็ว
สำหรับมุมมองในระยะต่อไป เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกเล็กน้อย หรืออยู่ในโซนแข็งค่า อย่างน้อยภายในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ แต่ในช่วงครึ่งปีหลังมีโอกาสที่จะเห็นเงินบาททยอยกลับมาอ่อนค่าได้ โดยปัจจัยที่จะทำให้เงินบาทแข็งค่าได้ต่อในช่วงครึ่งปีแรกมาจาก 1) ดัชนีเงินดอลลาร์อาจยังอ่อนค่าตามการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) โดยมองว่าแรงกดดันเงินเฟ้อในสหรัฐฯ จะปรับลดลง ขณะที่ตลาดแรงงานยังมีความเสี่ยงที่จะปรับแย่ลงต่อจากเทรนด์ AI ที่อาจเข้ามาแทนที่แรงงานบางส่วน จึงทำให้ Fed จะลดดอกเบี้ยต่อได้อีก 2 ครั้งในปีนี้ 2) เศรษฐกิจโลกที่ยังโตต่อได้ ซึ่งอาจส่งผลให้ความต้องการถือดอลลาร์อาจไม่มากนัก 3) ค่าเงินภูมิภาค โดยเฉพาะเงินหยวน มีแนวโน้มแข็งค่าต่อได้จากมุมมองเศรษฐกิจและการค้าที่ยังขยายตัวได้ต่อเนื่องในปีนี้ และ 4) ราคาทองคำที่อาจปรับสูงขึ้นต่อได้ แม้จะไม่มากเท่าปีที่แล้ว อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินบาทอาจไม่มากเท่าในปีที่แล้ว และหาก ธปท. ออกนโยบายดูแลการซื้อขายทองคำเพื่อลดทอนผลกระทบของราคาทองคำต่อเงินบาทได้อย่างตรงจุด ก็จะทำให้แรงกดดันด้านแข็งค่าของเงินบาทลดลงได้ มองกรอบ USDTHB ในช่วง 1 เดือนนี้ที่ราว 31.10-31.60
สำหรับในระยะยาว เงินบาทอาจกลับมาอ่อนค่าได้ มองกรอบปลายปีที่ราว 32.00-33.00 บาทต่อดอลลาร์ ปัจจัยที่อาจทำให้เงินบาทอ่อนค่ามาจาก 1) หลังจบ Easing cycle และเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังโตต่อได้ดีจากการลงทุนและนโยบายภาครัฐที่เร่งการใช้จ่าย/ลงทุน (AI, Data center, Defense) ซึ่งจะดันให้เงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าได้ 2) เศรษฐกิจไทยที่ยังมีแนวโน้มอ่อนแอลง และดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มปรับแย่ลงตามการส่งออกที่อาจหดตัวได้ในปีนี้ 3) เงินทุนเคลื่อนย้ายอาจไม่ไหลเข้ามาเท่าในปีก่อน เพราะ Easing cycle ในเอเชียใกล้จบลง และการโยกเงินออกจากสหรัฐฯ อาจลดลง หลังนักลงทุนเคยชินกับความไม่แน่นอนของนโยบายทรัมป์ และ 4) การเมืองไทยที่ยังมีความไม่แน่นอน และอาจทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า
นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงที่มีความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาล อาจทำให้มีเงินไหลออกและบาทอ่อนค่าได้ในบางช่วง โดยผลต่อเงินบาทจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาการจัดตั้งรัฐบาล หากการเลือกตั้งไม่ถูกเลื่อนออกไป รัฐบาลจัดตั้งได้เร็ว เงินบาทอาจอ่อนค่าเพียงเล็กน้อยและในช่วงสั้น อย่างไรก็ดี หาก Timeline การจัดตั้งรัฐบาลถูกเลื่อนออกไปจากที่ประเมิน หรือมีการประท้วงการเลือกตั้ง ก็อาจทำให้บาทอ่อนค่าเร็วได้ โดยกรณี Worst case บาทอาจอ่อนค่ามากกว่า 30-40 สตางค์ภายใน 1 วันได้ สำหรับกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2027 นายวชิรวัฒน์ มองว่าหากการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปตาม Timeline พ.ร.บ. งบฯ ปี 2027 อาจประกาศล่าช้า 1-2 เดือน ขณะที่การเร่งรัดเบิกจ่ายงบฯ ปี 2026 จะทำให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและตลาดการเงินอาจไม่มากนัก อย่างไรก็ดี หากการจัดตั้งรัฐบาลมีความล่าช้า ส่งผลต่อการจัดทำงบฯ ปี 2027 ก็อาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจไทยและค่าเงินในช่วงครึ่งปีหลังได้
สำหรับมุมมองนโยบายการเงินไทยคาดว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงไปอยู่ที่ 1% ภายในกลางปีนี้ และทรงตัวต่ำนานถึงปี 2027 เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำมากต่อเนื่อง สำหรับมุมมองของผู้เล่นในตลาดการเงินนั้น ตลาดให้โอกาสเพียง 40-50% ที่ กนง. จะลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ และพบว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมาจากอุปสงค์ของนักลงทุนที่เบาบางลง ขณะที่อุปทานพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้กลุ่มค่าน่าเชื่อถือสูงมีออกมามากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้หาก กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบายตามที่ประเมิน ก็จะกดดันให้ Short-term bond yields ปรับลดลงมาได้
สำหรับมุมมองสกุลเงินอื่นในปีนี้ มองว่าเงินยูโรและเงินหยวนมีแนวโน้มแข็งค่าเทียบต่อเงินดอลลาร์สหรัฐ และอาจแข็งค่าเทียบต่อเงินบาทเช่นกัน โดยเงินยูโรมีแนวโน้มแข็งค่าต่อได้ จาก 1) ดัชนีเงินดอลลาร์ที่ปรับอ่อนค่าลง 2) แรงส่งจากภาคการคลัง โดยเฉพาะจากเยอรมนีที่ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐานนอกงบประมาณ รวมถึงการเพิ่มการใช้จ่ายด้านการทหาร ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อภาคการผลิต (Manufacturing) 3) เศรษฐกิจของบางประเทศที่คาดว่ายังโตได้ดีในปีนี้ เช่น สเปน ที่การใช้จ่ายผู้บริโภคยังขยายตัวดีตามการใช้จ่ายภาครัฐ และเศรษฐกิจหันไปเน้นภาคบริการที่มี value-added มากขึ้น และ 4) ส่วนต่างดอกเบี้ยมีแนวโน้มแคบลง เพราะ Fed อาจลดดอกเบี้ยต่ออีก 2 ครั้ง ขณะที่ ECB น่าจะคงดอกเบี้ยในปีนี้ ทำให้มองว่า เงินยูโรเทียบต่อบาทอาจแข็งค่าขึ้นไปที่ราว 37.00-37.50 ภายในไตรมาสแรกของปีนี้ อย่างไรก็ดี เงินยูโรอาจเจอแรงกดดันด้านอ่อนค่าบางช่วง จากความไม่แน่นอนทางการเมืองในบางประเทศ เช่น ฝรั่งเศส
สำหรับเงินหยวนมีแนวโน้มแข็งค่าต่อได้ จาก 1) เศรษฐกิจจีนที่คาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากการส่งออกที่อาจโตต่อเนื่องได้ และสินค้าจีนที่มีคุณภาพสูงขึ้น ขณะที่ราคาต่ำ จะส่งออกไปแข่งขันต่างประเทศมากขึ้น 2) จีนมีส่วนแบ่งตลาดของแร่ Rare earth refining และ Magnet production ถึง 90% ทำให้มีอำนาจต่อรองในการยับยั้งการขึ้น Tariffs ในระดับสูงได้ 3) ภาคการผลิตจีนมีแนวโน้มขยายตัวแข็งแกร่ง และดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น เพราะการขยายตัวของภาคการผลิตและการส่งออก ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแอ ทำให้การนำเข้าจะยังไม่โตนัก โดยมองว่าเงินหยวนเทียบต่อบาทอาจแข็งค่าขึ้นไปที่ราว 4.53 ภายในไตรมาสแรกของปีนี้
ด้านเงินเยนมองว่ามีแนวโน้มแข็งค่าได้เพียงเล็กน้อย เพราะตลาดยังให้น้ำหนักต่อความกังวลเรื่องการเมืองญี่ปุ่น ขณะที่การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่นจะเป็นไปอย่างช้า ๆ โดยคาดว่า BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ 1-2 ครั้งในปีนี้ (ครั้งแรกอาจเป็นเดือน ก.ค.) ซึ่งถือว่าค่อยเป็นค่อยไป และ reaction ของค่าเงินน่าจะยังน้อย ขณะที่ประเด็นการเมืองยังเป็นปัจจัยใหญ่ที่กดดันเงินเยนให้อ่อนค่า โดยในช่วงนี้ต้องจับตาการประกาศยุบสภา และการเลือกตั้งต่อไป อีกทั้ง มาตรการการคลังของญี่ปุ่นเพิ่มแรงกดดันด้านสูงต่อ JGB yields และกดดันให้เงินเยนอ่อนค่าเช่นกัน สำหรับความกังวลเรื่องการ Unwind carry trade ของนักลงทุนโลก นายวชิรวัฒน์มองว่าจะไม่รุนแรงนัก เพราะ 1) Policy normalization จะเป็นอย่างช้า ๆ ขณะที่ดอกเบี้ยญี่ปุ่นยังต่ำกว่าต่างประเทศอยู่มาก และ Global environment จะยังหนุนให้มีการลงทุนในสหรัฐฯ จึงน่าจะไม่มีการ unwind การลงทุนกลับมามาก และ 2) ส่วนต่างดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มแคบลง ทำให้ FX hedging cost ของนักลงทุนญี่ปุ่นที่จะลงทุนต่างประเทศถูกลง จึงคาดว่า อาจมีการทำ FX hedge เพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้ Capital flows มีผลต่อค่าเงินน้อยลง