Today’s NEWS FEED

ตอนนี้คุณกำลังอยู่ในเว็บไซต์สำหรับทดสอบระบบ

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

86


แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ
ประเด็นสำคัญจากรายงาน Cross Asset เดือนมกราคม

ทองคำทำสถิติใหม่: สัญญาณยืนยัน Supercycle แต่อาจเผชิญความผันผวนในระยะสั้น
ทองคำเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดในปี 2025 โดยราคาปรับขึ้นถึงราว 70% outperform ดัชนีตลาดหุ้นโลก (MSCI ACWI) ที่ให้ผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปีที่ 22% และถือเป็นการปรับขึ้นรายปีที่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1979 โดยได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่ อ่อนค่าลง รวมถึงโมเมนตัมเชิงบวกของราคา โดยนักลงทุนและธนาคารกลางต่างเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในทองคำ เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุน

นับตั้งแต่ต้นปี 2026 มา ราคาทองคำยังพุ่งทำสถิติใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดแตะระดับสูงสุดราว 4,520 ดอลล่าร์ หากพิจารณารูปแบบการฟอร์มตัวของราคาในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2025 ที่ผ่านมานั้น ราคาทองคำได้ฟอร์มตัวในรูปแบบ Bullish Triangle Pattern ตามมาด้วยการ Breakout และสามารถยืนเหนือแนวรับใหม่ได้หลังการย่อตัว ซึ่งถือเป็นสัญญาณสะท้อนว่าแนวโน้มขาขึ้นยังคงแข็งแรง และสอดคล้องกับมุมมองเชิงบวกของเราต่อทิศทางราคาทองคำที่ว่า ทองคำกำลังอยู่ใน Supercycle ซึ่งเริ่มตั้งแต่ต้นปี 2015 และนับเป็น Supercycle รอบที่ 3 หลังจากที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว 2 รอบ ในปี 1976-1980 และ 2002-2011

สำหรับแนวโน้มระยะสั้น คาดว่าราคาทองคำอาจเผชิญความผันผวนและแรงเทขายทำกำไรบริเวณแนวต้าน 4,600-4,750 ดอลลาร์ฯ หลังจากปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงกว่า 70% นับตั้งแต่ต้นปี 2025 โดยสัญญาณทางเทคนิคเริ่มแจ้งเตือนภาวะซื้อมากเกินไป (Extremely Overbought) สะท้อนผ่านค่า RSI รายเดือนที่แตะระดับ 94 ควบคู่ไปกับการเกิดสัญญาณขัดแย้งเชิงลบ (Bearish Divergence) ในดัชนี Momentum Tracker ซึ่งไม่สามารถทำจุดสูงสุดใหม่ตามราคาทองคำได้ ดังนั้น กลยุทธ์ที่เหมาะสมในช่วงนี้คือนักลงทุนควรชะลอการเข้าซื้อและรอจังหวะให้ราคา ปรับฐาน

อย่างไรก็ตาม การพักตัวดังกล่าวถือเป็นการปรับสมดุลเพื่อลดความร้อนแรงของตลาดและระบายแรงเก็งกำไร มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนทิศทางของแนวโน้มหลัก โดยโครงสร้างราคายังคงได้รับแรงหนุนแข็งแกร่งจากปัจจัยพื้นฐาน ทั้งนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงแรงซื้อสะสมอย่างต่อเนื่องจากทั้งนักลงทุนและธนาคารกลาง ซึ่งจะช่วยพยุงให้ราคาทองคำยังคงอยู่ในทิศทางขาขึ้นได้ในระยะกลางถึงยาว


ทั้งนี้ ในปี 2025 ปริมาณการถือครองทองคำผ่านกองทุน ETF ทั่วโลกกลับมาเพิ่มขึ้น 481 ตัน ส่งให้ยอดคงค้างแตะ 3,075 ตัน หลังจากไหลออกต่อเนื่องในช่วงปี 2021–2024 รวมกันถึง 730 ตัน หากดูรายเดือนจะพบว่าเป็นการไหลเข้าสุทธิเกือบทุกเดือน ยกเว้นเดือนพฤษภาคมที่มีไหลออกเล็กน้อย แสดงให้เห็นว่าตลาดพร้อมเข้าซื้อเมื่อราคาย่อตัว หากโมเมนตัมนี้ยืนระยะได้ เราประเมินว่าการถือครองอาจกลับไปแตะระดับสูงสุดเดิมกว่า 3,400 ตันในสองปี หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 5.2% ต่อปี
นอกจากนั้น ธนาคารกลางทั่วโลกยังเดินหน้าสะสมทองคำอย่างมีนัยสำคัญ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2025 การซื้อสะสมทองคำของธนาคารกลางรวมแตะ 634 ตัน แม้ยอดทั้งปี 2025 อาจต่ำกว่าช่วง 2022–2024 ที่ซื้อเกิน 1,000 ตันต่อปี แต่ก็ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนปี 2022 ที่ราว 400–500 ตันอย่างชัดเจน และจากผลสำรวจของ WGC หลายธนาคารกลางยังมีแผนเพิ่มสัดส่วนทองคำต่อเนื่องในปี 2026


ด้วยเหตุนี้ เราจึงยังคงมุมมองเชิงบวกต่อทองคำ และคงราคาเป้าหมายสำหรับปี 2026 ไว้ที่ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งสะท้อนอัพไซด์ที่อยู่ในระดับน่าสนใจ แม้จะไม่ร้อนแรงเทียบเท่าการปรับตัวในปี 2025 ก็ตาม


สรุปภาพตลาดวานนี้
หุ้นไทยลงต่อ แม้ไอซีที ท่องเที่ยว ธนาคาร จะพยายามพยุงไว้ แต่ก็โดนแรงขายกระจานหลายกลุ่มเข้ามากระแทก หลักๆ DELTA BDMS BH PTT CPALL CPN HMPRO GPSC MTC SAWAD TIDLOR


แนวโน้มตลาดวันนี้
หุ้นที่ไม่ได้ไปต่อ...
หุ้นไทยที่ไม่ได้ไปต่อรอบนี้ ยังคงเป็นหุ้นกลุ่มเดิมที่ออกอาการ โมเมนตั้มเล่นแย่มาระยะหนึ่งแล้ว เช่น หุ้นโรงพยาบาล (ราคาหุ้นเดินหน้าทำนิวโลว์-หมดยุคประกันสุขภาพแบบเหมาๆ) หุ้นค้าปลีก, หุ้นเชื่อมโยงเศรษฐกิจฐานราก (SAWAD MTC TIDLOR CPAXT BJC CPALL) และโรงไฟฟ้า (BGRIM GPSC) เริ่มออกอาการที่ไม่สู้ดี (เริ่มเห็นนโยบาย กดค่าไฟฟ้า ในการหาเสียงฯ) ด้วยโมเมนตั้มที่แย่กว่าตลาดเราไม่แนะนำให้รีบช้อนซื้อหุ้นเหล่านี้ และเช่นเดียวกลุ่มที่ราคาเล่นอยู่ด้านบน (Over bought) อย่างกลุ่มธนาคาร หุ้นที่ขึ้นแรงก่อนหน้านี้ AOT DELTA เราก็ไม่แนะให้รีบซื้อ
กลุ่มหุ้นที่ แข็งกว่าตลาดรอบนี้ เหลือแค่ ICT และหุ้นรายตัวที่บวก เช่น BANPU CENTEL ฯลฯ ตลอดจนกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ที่เราแนะนำก่อนหน้า
กลยุทธ์รอบนี้ เรายังคงเน้นไปที่การ ซื้อแล้วถือ และคอยเฝ้าพฤติกรรมราคาหุ้นที่เราแนะนำอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งติดตามประเด็นที่มีผลบวกหรือลบ ต่อราคาหุ้นที่เราแนะนำ เพื่อตัดสินใจที่จะถือต่อ หรือ ขายตัดขาดทุน (วันนี้ขายตัดขาดทุน TU)
โดยเราจะรอดูจังหวะหาหุ้นเพิ่มเข้าพอร์ตเมื่อเชื่อว่า ราคาหุ้นตั้งรับกับสถานการณ์ ความผันผวนของตลาดได้แล้ว และ เห็นโมเมนตั้มเริ่มทำงาน ผลักดันราคาขึ้น
ด้านปัจจัยในต่างประเทศ ติดตามนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ต่อจากเคส บุกจับอดีต ปธน.เวเนซุเอลา, กรีนแลนด์ และอิหร่าน เราคาดเรื่องเหล่านี้จะมีอิทธิพลเชิงบวกต่อ ราคาหุ้นวัฏจักรกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (พลังงาน น้ำมัน โรงกลั่น ปิโตรเคมี ส่งออกอาหาร) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้ดีกว่าตลาดในรอบนี้ และน่าจะเป็นไปตามที่เราคาด
ส่วนประเด็นอื่นใน ตปท. ติดตามคำตัดสิน เคสกำแพงภาษีสหรัฐฯ, การฟ้องร้องดำเนินคดีกับ ประธานเฟดคนปัจจุบัน ฯลฯ


กลยุทธ์การลงทุน
กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ “รอ” สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง ไม่ไล่ราคา เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง, หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร

 

 

วิเคราะห์ทางเทคนิค
SET Index ร่วง! หลุดจุดวัดใจปิดต่ำกว่า 1,250 จุด อาจส่งผลให้ตลาดเลือกทาง ขาลง“ “Bearish Megaphone” มีโอกาสลงมาที่ 1,200 จุดตรงกับตำแหน่งตัวเลข Fibonacci retracement 50% โดยเราคาดว่าตลาดจะเทรดใน “Wave C” (ปลายทางคลื่นขาลง) นอกจากนี้ MACD หนุนสัญญาณ Bearish ตัดเส้น signal + เทรดต่ำกว่าเส้น 0....จับตาภาพใหญ่ Sectors ที่ดูน่ากลัว! อาจฉุดดัชนีตลาดให้ลง มีใครบ้างไปดูเฉลยกัน
ไฮไลท์หุ้น: เจาะ 3 กลุ่มเสี่ยงที่ต้อง 'ถอย' มาตั้งหลักด่วน!/ The Power Duo “PTTGC & IVL”/ KTC “Head & Shoulder Top" ลงแล้วลงอีก / CPN เช็คอินวันนี้ เพื่อกำไรที่ในวันหน้า/ BTG: The Future of Food Intelligence / Global DR01: สะพานเชื่อมการลงทุนสู่บริษัทชั้นนำระดับโลก…

 


What to watch
ตลท.กาง 3 กลยุทธ์ขับเคลื่อนแผน 3 ปี (69-71) เพิ่มสภาพคล่อง-ผนึกกำลังหนุนโต-เสริมแกร่งโครงสร้างพื้นฐาน
1) รุกสร้างโอกาส เสริมสภาพคล่อง เพิ่มความเชื่อมั่น (Exciting Markets with Confidence)
2) ผนึกกำกำลัง ขยายการเติบโต (Grow Business with Stakeholders)
3) เสริมแกร่งโครงสร้างพื้นฐาน ขับเคลื่อนพัฒนาคน (Great Process and People)
นอกจากนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีแผนที่จะลงทุนจ้าง Market Maker เข้ามาช่วยเพิ่มสภาพคล่อง ซึ่งจากศึกษาจากตลาดในต่างประเทศหลายตลาดที่จะมี Market Maker ที่มาช่วยสร้างสภาพคล่องทั้งหุ้นขนาดใหญ่และหุ้นขนาดเล็กอย่างเหมาะสม
เพนตากอนกางแผนโจมตีอิหร่านชุดใหญ่ให้ทรัมป์พิจารณา เล็งเป้าทั้งฐานนิวเคลียร์และขีปนาวุธ
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ เพนตากอน กำลังนำเสนอ "ทางเลือกในการโจมตีที่หลากหลายขึ้น" เพื่อให้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ พิจารณาใช้รับมือกับอิหร่าน ซึ่งเป็นแผนที่ครอบคลุมกว่าที่มีรายงานออกมาก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม ทางเลือกในวงจำกัดอย่างการโจมตีทางไซเบอร์ หรือการโจมตีหน่วยงานด้านความมั่นคงภายในของอิหร่าน มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้มากกว่า
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน ยอมรับว่า ประเด็นอิหร่าน และสหรัฐฯจัดเก็บภาษี 25% สำหรับประเทศคู่ค้าอิหร่าน จะส่งผลกระทบกับราคาน้ำมัน ทั้งในเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ จากพัฒนาการที่เข้มข้นเรื่อย ๆ ของสหรัฐฯ ซึ่งอาจจะทำให้ราคาน้ำมันในช่วงนี้ปรับไปในทิศทางขึ้น แต่ราคาของประเทศไทยไม่ต้องห่วง ไม่ได้มีการปรับขึ้นแน่นอน แต่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ประธาน สรท.ยังกล่าวถึงการพิจารณาคดีภาษีทรัมป์ของศาลฎีกาสหรัฐฯ (Supreme Court) ว่า ต้องจับตาดูว่าวันที่ 14 ม.ค. จะมีคำพิพากษาออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งคาดว่าการที่ศาลสูงสหรัฐฯ ชะลอคำตัดสินออกมาเพื่อหาแนวทางออกที่จะเกิดผลกระทบต่อสหรัฐฯ ให้น้อยที่สุด เพราะหากคำตัดสินออกมาให้ชดเชยการเสียภาษีก็จะต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก



หุ้นแนะนำวันนี้
PTT Valuation ยังเทรดอยู่ในโซนถูก PBV 0.81x Div-Yield 6.62%
แนวรับ 31 ต้าน 33 Stop loss 30

Tactical port ตัดขาดทุน TU

 

 

รายงานพื้นฐานวันนี้

IT Retails Sector
iPhone 17 จุดชนวนการเติบโตกลุ่ม IT retail
เราคาดยอดขายกลุ่ม IT Retail 4Q25 อยู่ที่ราว 5 หมื่น ลบ. (+9%YoY, +15%QoQ) จากแรงซื้อ iPhone 17, Android รุ่นใหม่ๆ และโน้ตบุ๊ก (ลูกค้าเร่งเปลี่ยนเครื่องหลัง Windows 10 หมด ซัพพอร์ต) ซึ่งมากพอชดเชยผลกระทบน้ำท่วมและสถานการณ์ชายแดนได้ ทั้งนี้ ยอดขาย ADVICE โตแรงสุด +22%YoY จากเปิด iStore เร็ว, SYNEX +10%YoY ตามด้วย COM7 +9%YoY เร่งจาก ไตรมาสก่อน หนุน iPhone 17 และสินเชื่อ uFund, ส่วน SIS +5%YoY โตช้ากว่าเพราะไม่มี Apple ในพอร์ต
คาดกำไรหลักรวม 4Q25 ที่ 1.63 พันลบ. (+19%YoY, +25%QoQ) โตแรงกว่ายอดขาย เพราะ
1) มาร์จิ้นดีขึ้น จากรายได้ non-retail ของ COM7 และเงินบาทแข็งช่วย SIS และ
2) ค่าใช้จ่ายสำรองลดลง ทั้ง ECL และสต็อก SYNEX โตแรงสุด +45%YoY, ตามด้วย ADVICE +33%YoY และ COM7 +17%YoY
Fundamental view: ราคาหุ้นกลุ่มนี้ลง 4-6% YTD ลงแรงกว่า SET ที่ -1% เพราะตลาดกังวลยอดขาย 1Q26 ช่วงรัฐบาลสูญญากาศ เบิกจ่ายรัฐช้า (กระทบ SIS, SYNEX) และไม่มี Easy e-Receipt 2.0
แต่เราเชื่อว่า IT retailer อย่าง ADVICE และ COM7 กระทบน้อย เพราะลูกค้าหลักอยู่ต่างจังหวัด (ADVICE มีต่างจังหวัด 80% , COM7 มี 70%) ไม่ใช่เป้าหมายหลักพึ่งสิทธิลดหย่อนภาษี ขณะที่ กำไร 4Q25 ยังแข็งแรง และปันผล 2H25 สูง (ADVICE ~3.3%, COM7 ~5.7%) จึงมองว่าเป็น โอกาสสะสม และ Top picks เลือกเป็น ADVICE, COM7


Electronic Sector (Tactical)
หากวันนี้ตัดสิน Tariff จบ แต่อย่าลืมว่า Trade war ยังอยู่
ในวันที่ 14 ม.ค. นี้ หากศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีการตัดสินเรื่องภาษีทรัมป์ เรามองว่าไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงภาพพื้นฐานกำไรของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทยอย่างมีนัยสำคัญ แต่จะเป็นเพียง Sentiment ระยะสั้นเท่านั้น
Fact checks: บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ไทยยังพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในสัดส่วนสูง (DELTA ~35%, KCE ~20–25%, HANA ~10–15% ทางตรง และ ~30% ทางอ้อม) อย่างไรก็ดี ผู้บริหารทุกบริษัทยืนยันตรงกันว่า ต้นทุนภาษีนำเข้าถูกผลักไปยังลูกค้า 100% ทำให้การยกเลิกภาษี (หากเกิดขึ้น) ไม่ก่อให้เกิด upside และไม่มีการคืนภาษีย้อนหลัง อย่างไรก็ตาม ความกังวลของตลาดไม่ใช่เรื่อง “ใครจ่ายวันนี้” แต่คือ ความเสี่ยงที่ภาษีจะถูกผลักกลับมายัง supplier ในอนาคต ผ่านการกดราคา (ASP) หรือการชะลอคำสั่งซื้อ แต่หากศาลตัดสินให้เป็นโมฆะ ความเสี่ยงเหล่านี้จะลดลง ส่งผลให้ sentiment กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์มีโอกาสฟื้น โดยเรียงลำดับความอ่อนไหวเชิงบวกเป็น HANA > KCE > DELTA (ได้รับผลกระทบสุด เพราะการเติบโตมาจาก AI และ data center)
Historical Analysis: ในอดีต การคลายความกังวลเรื่องภาษีเคยหนุนให้ valuation กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ฟื้นจากระดับ -1SD กลับสู่ค่าเฉลี่ย (ช่วงกลางปี 2024) แต่รอบนี้คาดว่าการฟื้นตัว จะสั้นกว่าเดิม เพราะดีมานด์โลกยังไม่แข็งแรงเหมือนเดิม เรามองเป็นเพียงเก็งกำไรระยะสั้น โดยกรอบราคาเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ ของ HANA ~19 บาท, KCE ~20 บาท ส่วน DELTA จากเดิมที่มองแกว่งแถว 160 บาท อาจขยับขึ้นได้ถึง ~180 บาท หาก sentiment บวก แต่ยังไม่ใช่ V-shape
Next step: ทั้งนี้ แม้ว่าศาลภาษีทรัมป์จะไม่ได้ไปต่อ เรามองว่าทรัมป์ยังถือไพ่อีกหลายใบในมือในการผลักดันเรื่องนี้ เช่น Section 232 ซึ่งจะสร้างความไม่แน่นอนให้กับตลาด และอาจจะทำให้คำสั่งซื้อบางกลุ่มถูกชะลออีกครั้ง แม้การยกเลิกภาษีทรัมป์จะเร่งการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน ซึ่งเป็นบวกเชิงโครงสร้างต่อ KCE (จีนครองกำลังการผลิต PCB โลก ~70%) แต่ในระยะสั้น ผู้ผลิตจีนที่อ่อนแออาจใช้กลยุทธ์ตัดราคาในตลาดส่งออก กด upside ของกลุ่ม
สำหรับ DELTA สถานการณ์ดังกล่าวอาจยิ่งหนุนการย้ายคำสั่งซื้อออกจากไต้หวัน เสริม positioning ระยะยาว
ขณะที่ HANA มีคู่แข่งที่กระจายฐานผลิตอยู่แล้ว ทำให้ความได้เปรียบเชิงโครงสร้างไม่ได้เปลี่ยนมาก


Healthcare Sector (Tactical)
ตลาดกังวลกรณีข่าวลบประกันสุขภาพมากเกินไป
Tactical idea call กลุ่มโรงพยาบาลวันนี้ จะชี้ให้เห็นว่า ราคาหุ้นปรับตัวลงไปมากกว่า 10% ภายใน 3 วัน จากข่าวนโยบายใหม่ของบริษัทประกันฯ นั้น สะท้อนด้านลบมากเกินปัจจัยพื้นฐาน
Fact Check: รายได้จากประกันคิดเป็นประมาณ 38% ของรายได้รวมของ BDMS, 25% ของ BCH, 24% ของ PR9 และ 20% ของ BH และการเติบโตของรายได้ประกันอยู่ในช่วงราว 3–5% ต่อปี
วิเคราะห์ Reaction ของราคา: ราคาหุ้นที่ปรับตัวลงมาระดับปัจจุบัน (เทียบก่อนมีข่าว) เสมือนสะท้อนว่า กำไรปี 2026 จะหดตัวประมาณ 12% สำหรับ BH, 9.3% สำหรับ BDMS, 8.7% สำหรับ BCH และ 7.1% สำหรับ PR9 ซึ่งหากเรามองว่าการหดตัวทั้งหมดเกิดจากรายได้ประกันที่หายไปเพียงอย่างเดียว เท่ากับว่าตลาดกำลังคาดว่ารายได้จากประกันจะลดลงราว 8–10% สำหรับ BH, 5–7% สำหรับ BDMS, 6–8% สำหรับ BCH และ 4–6% สำหรับ PR9 ซึ่งในมุมมองของเรา เป็นสมมติฐานที่มากเกินกว่าความเป็นจริงเกินไป
เพราะอะไร?:
1) ตลาดอาจกำลังเข้าใจผิดเกี่ยวกับนโยบายใหม่ ที่ความจริงผู้ถือกรมธรรม์เดิมและต่ออายุ ไม่ได้รับผลกระทบ คงมีสิทธิต่อเนื่องตามเดิม และตามกฎหมาย บริษัทประกันไม่สามารถยกเลิกหรือปรับลดสิทธิประโยชน์ของผู้เอาประกันเดิมได้ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีผลเฉพาะกับกรมธรรม์ใหม่
2) เรื่องนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2024 และนโยบายใหม่นี้ก็ได้มีการปรับใช้ตั้งแต่ต้นปี 2025 แล้ว
3) บริษัทประกันไม่ได้จะลดการคุ้มครองการรักษาพยาบาล แค่เปลี่ยนวิธีการชำระเงิน
4) แม้ในกรณีเลวร้ายที่สุด หากรายได้จากผู้ป่วยประกันไม่โต (ปกติโต 3–5% ต่อปี) ผลกระทบต่อรายได้รวมจะอยู่เพียงประมาณ 2% สำหรับ BDMS และราว 1% สำหรับโรงพยาบาลรายอื่น
Tactical view: เราเริ่มเห็นจังหวะการซื้อสวน จากผลกระทบต่อราคาที่มากเกินไปข้างต้น และแรงขายเริ่มลดลงบ้างแล้วจากช่วงแรก โดยเราเลือก BH เป็นหุ้นเด่นอันดับหนึ่งของกลุ่ม เนื่องจาก BH มีสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติ-ระดับบนสูงที่สุด รายได้จากประกันต่ำที่สุด แต่ราคาหุ้น BH ปรับตัวลงแรงที่สุด จน PER ปัจจุบันเพียง 13 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวมากกว่า -2SD และต่ำกว่าระดับในช่วงโควิด-19 ทั้งที่กำไรคาดจะทำสถิติใหม่ต่อเนื่องในปี 2026 และคาดรายได้ทำทำสถิติใหม่ใน 4Q26 นี้ด้วย


สรุปประเด็นจาก Quick take
TFM
ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์
คาดผลการดำเนินงาน 4Q25 ออกมาดีกว่าคาด
เราคาดผลการดำเนินงาน 4Q25 จะออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ จากยอดขายที่คาดโต >10% YoY จากส่วนแบ่งการตลาดที่สูงขึ้นจากธุรกิจอาหารกุ้ง โดยหากเทียบ 9M25 อยู่ที่ 25.4% เพิ่มจาก 20.2% ใน 9M24 ซึ่งทำให้รายได้ทั้งปี2025 จะโต >10% ซึ่งสูงกว่าที่บริษัทตั้งเป้าและตลาดคาดไว้
View from fundamental: TFM เป็น non-rated สำหรับเรา อย่างไรก็ดี เราคาดว่าผลการดำเนินงานที่จะออกมาดีกว่าคาด เป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นได้

 

วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้