Today’s NEWS FEED

ตอนนี้คุณกำลังอยู่ในเว็บไซต์สำหรับทดสอบระบบ

News Feed

KKP Year Ahead 2026: ประสานวิสัยทัศน์รัฐ-เอกชน ผ่าทางตันเศรษฐกิจไทยหลังเลือกตั้งผู้ว่าฯ ธปท. ย้ำเสถียรภาพเป็นหัวใจรับลมผันผวน ขณะที่ ‘ดร.ศุภวุฒิ’ แนะรัฐบาลใหม่ต้อง ‘กล้าเปลี่ยนโครงสร้าง’ เพื่อสลัดหล่มจีดีพีโตต่ำ

106


สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(13 มกราคม 2569)----------ในภาวะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ภายใต้ความคาดหวังต่อรัฐบาลชุดหลังการเลือกตั้ง กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) จัดงานสัมมนาใหญ่แห่งปี KKP Year Ahead 2026 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ รวบรวมผู้นำทางความคิดและผู้กำหนดนโยบายระดับประเทศ ร่วมถอดรหัสความท้าทายที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญ พร้อมส่งสัญญาณเตือนถึงความจำเป็นในการเลือกเส้นทางที่ถูกต้องระหว่าง "นโยบายประคองอาการ" กับ "ยุทธศาสตร์ผ่าตัดโครงสร้าง"

รากฐานท่ามกลางความผันผวน


ในการบรรยายพิเศษ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ให้ภาพเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน แต่ปัญหาหลักในขณะนี้ของประเทศไทยคือปัญหาเชิงโครงสร้าง คือ “ผลิตภาพต่ำ” ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันและการปรับตัวของธุรกิจ “ภูมิคุ้มกันต่ำ” เพราะครัวเรือนและธุรกิจเปราะบาง มีหนี้สูง ส่งผลต่อเนื่องถึงการบริโภคและการลงทุนของเอกชนให้เติบโตต่ำลง และ “เหลื่อมล้ำสูง” ขาดโอกาสในการแข่งขันที่เท่าเทียม ทำให้การเติบโตและประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่กระจายตัว ทำให้ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเติบโตลดลงต่อเนื่อง และปีนี้คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ที่ 1.5% ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพที่ 2.7% สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ได้เติบโตโดยใช้ทรัพยากรที่มีทั้งหมดอย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่

ท่ามกลางความไม่แน่นอนและปัญหาเชิงโครงสร้างมากมาย นายวิทัยเน้นย้ำว่า ถึงเวลาที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกัน ‘ลงมือทำ’ เพื่อแก้ปัญหาที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย โดย ธปท. จะปรับบทบาทที่นอกจากการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างราบรื่นในระยะยาวแล้ว จะต้องขยายบทบาทในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยผสมผสานเครื่องมือเชิงนโยบาย ทั้งนโยบายการเงินที่ยืดหยุ่น และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดที่จะช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยอย่างตรงจุด รวมทั้งทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงิน เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากได้ โดย ธปท. มีมาตรการที่สำคัญ ได้แก่

1. การแก้ไขปัญหาหนี้ NPL ของลูกหนี้รายย่อยให้กลับมามีประวัติที่ดีได้ ผ่านกลไกของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้)
2. การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนของ SMEs ที่มีศักยภาพผ่านกลไกการค้ำประกันเครดิต (โครงการ SMEs Credit Boost)
3. การกำกับดูแลธุรกรรมทองคำที่ส่งผลให้เงินบาทเคลื่อนไหวเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานในช่วงที่ผ่านมา โดยให้ธนาคารเข้มงวดในการตรวจสอบธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำ และจะกำหนดเพดานการซื้อขายผ่าน online platform และให้ร้านทองรายงานธุรกรรมการซื้อขายทองคำเพิ่มเติม
4. การยกระดับการติดตามและตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติเพื่อแก้ปัญหาทุนเทา

ก้าวพ้น ‘ประชานิยม’ สู่ ‘ยุทธศาสตร์ชาติที่กินได้’


ในขณะที่ภาพมหภาคต้องการเสถียรภาพ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ได้วิเคราะห์เจาะลึกถึง "หลุมพราง" ที่ประเทศไทยต้องก้าวข้าม โดยระบุว่าประชาชนคาดหวังให้การเลือกตั้งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แต่หากรัฐบาลยังติดอยู่กับการใช้นโยบาย "เอาใจ" เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นมากกว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยก็จะไม่สามารถหลุดพ้นจากวังวนจีดีพีโตต่ำที่ 1-2% ได้


“การปรับเปลี่ยนโครงสร้างนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทบต่อผลประโยชน์เดิมและการลดทอนอำนาจรัฐเพื่อเปิดทางให้กับการแข่งขันเสรี จึงมักถูกแรงต่อต้านและไม่ถูกหยิบยกมาใช้ในการหาเสียง แต่วันนี้เราต้องเลือกระหว่างการประคองตัวหรือการยอมเจ็บเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างให้ลูกหลานมีอาชีพใหม่ในวันหน้า” ดร.ศุภวุฒิกล่าว

ดร.ศุภวุฒิ ได้เสนอ 6 หัวใจสำคัญในการรื้อสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่ออนาคตของคนไทย:


1. ปฏิรูปเกษตรสู่มูลค่าสูง: เปลี่ยนจากการผลิตอาหาร "คาร์โบไฮเดรต" ไปสู่ "โปรตีนมูลค่าสูง" โดยใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลผลิตต่อหัว แทนการอุดหนุนราคาหรือประกันรายได้ที่ไม่ได้ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน

 


2. เอกภาพในภูมิรัฐศาสตร์: ในโลกที่มหาอำนาจแบ่งพรรคแบ่งพวก ไทยและอาเซียนต้องเป็นปึกแผ่นเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและป้องกันการถูกแทรกแซงจากภายนอก

 


3. สนับสนุนเอกชนเป็นหัวหอก: รัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้ควบคุม" เป็น "ผู้สนับสนุน" ในอุตสาหกรรมศักยภาพ อาทิ OSAT(Outsourced Semiconductor Assembly and Test), HDD (Hard Disk Drive), โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ


4. ปรับสมดุลนโยบายการเงิน: บาทแข็งคือแรงฉุดรั้งความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากภาวะการเงินที่ตึงตัวเกินไปจนอัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าเป้าหมายมาอย่างต่อเนื่อง


5. เสรีพลังงานสะอาด: เร่งเปิดเสรีการผลิตและซื้อขายไฟฟ้าผ่านโครงข่ายรัฐ เพื่อเปลี่ยนไปใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่มีต้นทุนต่ำกว่าการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050


6. OECD คือกุญแจความเชื่อมั่น: เร่งเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยเร็วเพื่อยกระดับมาตรฐานสากลและลดคอร์รัปชั่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มจีดีพีได้ถึง 1.6% ต่อปี โดยใช้เวที World Bank-IMF ในเดือนตุลาคมนี้เป็นประกาศเจตนารมณ์ที่ชัดเจน

การรวบรวมทัศนะจากผู้เชี่ยวชาญหลากสาขาในงาน KKP Year Ahead 2026 ยืนยันถึงความมุ่งมั่นของ KKP ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเน้นย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างนั้นแม้จะยากและอาจกระทบต่อโครงสร้างผลประโยชน์ปัจจุบัน แต่คือหนทางเดียวที่จะสร้างโอกาสและการเติบโตเต็มศักยภาพต่อไปได้อย่างแท้จริง

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้