แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ อัปเดตการลงทุนในภูมิภาคจาก Fund Flow
นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นภูมิภาค
ภาพรวมสัปดาห์ล่าสุด เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (Fund Flow) พลิกกลับเป็นไหลออกจากตลาดหุ้นภูมิภาคหลังจากที่ไหลเข้าต่อเนื่องเป็นเวลาสองสัปดาห์ก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตามแรงขายนั้นถือว่าเบาบาง อยู่ที่ระดับ 396 ล้านดอลลาร์ เทียบกับแรงซื้อในสองสัปดาห์ก่อนที่ระดับรวม 5,345 ล้านดอลลาร์
เมื่อเจาะลึกรายประเทศพบว่า เม็ดเงินส่วนใหญ่ไหลออกจากตลาดหุ้นไต้หวัน ที่ระดับ 864 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสวนทางกับตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่มีแรงซื้อสุทธิ 464 ล้านดอลลาร์ สำหรับกลุ่มตลาด TIP นั้น เม็ดเงินยังคงเป็นการไหลเข้าสุทธิ แต่แรงซื้อชะลอลง โดยตลาดหุ้นอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ยังคงเป็นการซื้อสุทธิที่ 121 ล้านดอลลาร์ และ 36 ล้านดอลลาร์ ตามลำดับ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังคงเป็นเพียงตลาดเดียวในกลุ่มที่สวนกระแสเพื่อนบ้านด้วยแรงขายสุทธิ 153 ล้านดอลลาร์
ภาพรวมรายกลุ่มอุตสาหกรรมและมุมมองการลงทุน
จากการวิเคราะห์ดัชนี Volume Index พบว่าเริ่มมีแรงซื้อสะสมกลับเข้ามาในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่:
กลุ่มพลังงาน: ในตลาดหุ้นไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และไต้หวัน
กลุ่มธนาคาร: ในตลาดหุ้นไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และไต้หวัน
กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์: ในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ และไต้หวัน
กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์: ในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ และไต้หวัน
การที่ตลาดหุ้นในภูมิภาคส่งสัญญาณซื้อในหลากหลายอุตสาหกรรมตั้งแต่สัปดาห์แรกของปี 2026 สะท้อนภาพเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุนโดยรวม เนื่องจากเป็นสัญญาณว่า Market Breadth เริ่มขยายตัว กล่าวคือ แรงซื้อไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงบางเซคเตอร์เหมือนในช่วงก่อนหน้า แต่กระจายไปในหลายอุตสาหกรรมมากขึ้น ภาพดังกล่าวจึงช่วยยืนยันว่าฐานของการฟื้นตัวของตลาดมีความแข็งแรงและสมดุลมากขึ้น
สำหรับตลาดหุ้นไทยนั้น ดัชนี Volume Flow Index กลับมาปรับตัวลงเล็กน้อยในสัปดาห์ที่ผ่านมา เราคาดว่าดัชนี SET Index มีแนวโน้มผันผวนจากแรงกดดันของหุ้น DELTA ซึ่งมีอิทธิพลต่อตลาดสูง อย่างไรก็ตามการฟื้นตัวของหุ้นบางกลุ่มน่าจะช่วยประคองตลาดและจำกัดดาวน์ไซด์ของดัชนี SET โดยเราประเมินว่ากลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค จะเป็นกลุ่มหลักที่ช่วยประคองตลาดในสัปดาห์นี้
สรุปภาพตลาดวานนี้ SET เดี้ยง กระจายกลุ่ม ลงเกือบทั้ง เช่น DELTA BDMS AOT THAI CPALL CPAXT CRC SCC BBL แต่ที่บวกสวนจะมีแค่ไอซีที และประกัน
แนวโน้มตลาดวันนี้ หุ้นที่ไม่ได้ไปต่อ
หุ้นไทยที่ไม่ได้ไปต่อ รอบนี้ยังคงเป็นหุ้นกลุ่มเดิมที่ออกอาการ โมเมนตั้มเล่นแย่มาระยะหนึ่งแล้ว เช่น หุ้นโรงพยาบาล (ราคาหุ้นเดินหน้าทำนิวโลว์-หมดยุคประกันสุขภาพแบบเหมาๆ) หุ้นค้าปลีก และ หุ้นเชื่อมโยงเศรษฐกิจฐานราก (SAWAD MTC TIDLOR CPAXT BJC CPALL)
ด้วยโมเมนตั้มที่แย่กว่าตลาดเราไม่แนะนำให้รีบช้อนซื้อหุ้นย่อหน้าแรกเหล่านี้ และเช่นเดียวกลุ่มที่ราคาเล่นอยู่ด้านบน (Over bought) อย่างกลุ่มธนาคาร หุ้นที่ขึ้นแรงก่อนหน้านี้ AOT DELTA เราก็ไม่แนะให้รีบซื้อ
ด้านปัจจัยในต่างประเทศ ติดตามนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ต่อจากเคส บุกจับอดีต ปธน.เวเนซุเอลา, กรีนแลนด์ และอิหร่าน เราคาดเรื่องเหล่านี้จะมีอิทธิพลเชิงบวกต่อ ราคาหุ้นวัฏจักรกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (พลังงาน น้ำมัน โรงกลั่น ปิโตรเคมี ส่งออกอาหาร) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้ดีกว่าตลาดในรอบนี้ และน่าจะเป็นไปตามที่เราคาด
ส่วนประเด็นอื่นใน ตปท. ติดตามคำตัดสิน เคสกำแพงภาษีสหรัฐฯ, การฟ้องร้องดำเนินคดีกับ ประธานเฟดคนปัจจุบัน ฯลฯ
กลยุทธ์รอบนี้ เรายังคงเน้นไปที่การ ซื้อแล้วถือ และคอยเฝ้าพฤติกรรมราคาหุ้นที่เราแนะนำอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งติดตามประเด็นที่มีผลบวกหรือลบ ต่อราคาหุ้นที่เราแนะนำ เพื่อตัดสินใจที่จะถือต่อ หรือ ขายตัดขาดทุน โดยจะรอดูจังหวะหาหุ้นเพิ่มเข้าพอร์ตเมื่อมั่นใจว่า ตลาดหุ้นไทยตั้งรับกับสถานการณ์ได้แล้ว และ เห็นโมเมนตั้มทำงานผลักดันราคาขึ้น
กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ “รอ” สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง ไม่ไล่ราคา เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง, หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร
วิเคราะห์ทางเทคนิค SET Index ร่วง! ปิดต่ำกว่า 1,250 จุด ทรงกราฟไม่สู้ดี! หากลงต่อ....หลุดจุดวัดใจ อาจส่งผลให้ตลาดเลือกทางเลือก 1 “Bearish Megaphone” มีโอกาสลงมาที่ 1,200 อย่างไรก็ตามเราอาจจะยังไม่ตัดทางเลือกที่ 2 ออกไป โดยมีเงื่อนไขวันนี้ต้องบวกปิดเขียวให้ได้ ถ้าเป็นแบนนี้ SET ก็จะแกว่งออกข้าง sideway เหมือนเดิม สรุป: แนวโน้มตลาด ถอยหลังไม่ได้อีกแล้ว!
ปล. หุ้น BH ลงแรง -6% (ถูกถามเยอะ) จะลงไปถึงไหน มีเฉลยในหน้าถัดไป
ไฮไลท์หุ้น: จองอนาคตไปกับหุ้นท่องเที่ยวเบอร์ต้นของเมืองไทย “CENTEL”/ BH รอบนี้จะจบที่แนวรับไหน?/ KTC “Head & Shoulder Top" เสี่ยงหลุด low! / PTTGC: Chemistry for Better Living / GULF: Infrastructure ของโลกยุคใหม่/ มุ่งสู่ตลาดโลกกับ Global DR01
What to watch การส่งออกสินค้าประมงจากแหล่งประมงของเวียดนาม (Vietnamese fisheries) จำนวน 12 แหล่ง ถูกระงับการนำเข้าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ภายหลังสำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (National Oceanic and Atmospheric Administration: NOAA) มีมติไม่ให้การรับรองความเทียบเท่าด้านกฎระเบียบ (comparability findings) ตามข้อกำหนดของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล (Marine Mammal Protection Act: MMPA)
"ทรัมป์" ขู่ซ้ำ สหรัฐพร้อมแทรกแซง หากอิหร่านสังหารผู้ประท้วงอย่างสันติ ปธน.ทรัมป์ประกาศผ่านทรูธโซเชียลว่า "อิหร่านกำลังต้องการเสรีภาพอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และสหรัฐฯ ก็พร้อมให้ความช่วยเหลือ!!!"
ทั้งนี้ การประท้วงในอิหร่านเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธ.ค.ปีที่แล้ว เมื่อบรรดาพ่อค้าแม่ค้าได้ออกมาเดินขบวนบนท้องถนนในกรุงเตหะราน เมืองหลวงของประเทศ เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อการที่ค่าเงินเรียลของอิหร่านอ่อนค่าลงอย่างมากเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ
ทรัมป์จี้คุมดอกเบี้ยบัตรเครดิตไม่เกิน 10% นาน 1 ปี เริ่ม 20 ม.ค. ทรัมป์ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า รัฐบาลจะไม่ปล่อยให้ประชาชนอเมริกันถูกเอาเปรียบจากบริษัทบัตรเครดิตที่เรียกเก็บดอกเบี้ยสูงถึง 20-30% หรือมากกว่านั้น พร้อมชี้ว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นโดยไม่มีการควบคุมในช่วงรัฐบาลของโจ ไบเดน และย้ำว่า ความสามารถในการจ่ายของประชาชนเป็นประเด็นสำคัญ
ประธาน สรท.ยังกล่าวถึงการพิจารณาคดีภาษีทรัมป์ของศาลฎีกาสหรัฐฯ (Supreme Court) ว่า ต้องจับตาดูว่าวันที่ 14 ม.ค.จะมีคำพิพากษาออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งคาดว่าการที่ศาลสูงสหรัฐฯ ชะลอคำตัดสินออกมาเพื่อหาแนวทางออกที่จะเกิดผลกระทบต่อสหรัฐฯ ให้น้อยที่สุด เพราะหากคำตัดสินออกมาให้ชดเชยการเสียภาษีก็จะต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก
หุ้นแนะนำวันนี้ TU แนวโน้มกำไรกำลังเข้าสู่ช่วง Transform กลับสูงวงจรขาขึ้นรอบใหม่
1.การปรับลดลงของต้นทุนทางการเงิน
2. ต้นทุนอาหารสัตว์ลดลง
3. โอกาสทางธุรกิจ หลังอาหารทะเลเวียดนามถูก สหรัฐแบน
แนวรับ 12.5 ต้าน 13.5 Stop loss 12
รายงานพื้นฐานวันนี้
Commodities Tracker
ค่าระวางเรือคอนเทนเนอร์ขึ้นดีสุด
ภาพรวมสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าระวางเรือคอนเทนเนอร์ปรับขึ้นแรงสุด WoW ตามด้วย GRM ขณะที่ ค่าระวางเรือเทกองปรับลงแรงสุด และ ราคาน้ำมันดิบอ่อนตัว
น้ำมันดิบดูไบ เฉลี่ยลดลง US$2.20 WoW มาอยู่ที่ US$59.01/bbl จากความกังวลภาวะ oversupply หลัง OPEC+ และ non-OPEC เพิ่มกำลังผลิต
ค่าการกลั่น (GRM) อิงสิงคโปร์ เพิ่มขึ้น US$1.21 WoW เป็น US$8.19/bbl จาก crack spread ที่ดีขึ้นทุกผลิตภัณฑ์ ดีมานด์ในอาเซียนและอินเดียหนุน gasoline ขณะที่ jet fuel และ diesel ได้แรงหนุนจากฤดูหนาวและสต็อกต่ำ ส่วน HSFO ได้อานิสงส์จาก bunker demand ที่ดีขึ้น
ส่วนต่างปิโตรเคมี ส่วนใหญ่อ่อนตัวลง แม้ราคาผลิตภัณฑ์เคมีทรงตัว แต่สเปรดถูกกดดันจากต้นทุน Naphtha ที่สูงขึ้น
ถ่านหินอิงดัชนี Newcastle เพิ่มขึ้นเล็กน้อย WoW มาอยู่ที่ US$108.19/ตัน จากแรงซื้อในเอเชีย
ค่าระวางเรือ แบ่งเป็นค่าระวางเรือเทกอง หรือ BDI ลดลง 7% WoW เหลือ 1,773 จุด โดย Capesize และ Supramax อ่อนตัว ขณะที่ Panamax ฟื้นเล็กน้อย
ด้าน World Container Index พุ่งขึ้น 16% WoW มาอยู่ที่ 2,557 จุด หนุนมุมมองเชิงบวกต่อหุ้น RCL
Fundamental view: เรายังคงชอบ หุ้นโรงกลั่น SPRC และ TOP จาก GRM ที่ยังอยู่ในระดับดีและ Valuation ไม่แพง รวมถึง หุ้นเคมี IVL และ PTTGC ซึ่งยังมีมุมมองฟื้นตัวของสเปรดใน 2Q26
ส่วนกลุ่มเดินเรือ เน้นการเก็งกำไรเป็นรอบ
KTC
บัตรกรุงไทย
ทิศทางกำไรยังฟื้นตัวช้ากว่ากลุ่ม
เราประเมินว่าราคาหุ้น KTC จะด้อยกว่ากลุ่ม Retail Finance จาก 3 เหตุผล ได้แก่
1) เราคาดว่าแนวโน้มกำไรสุทธิ 4Q25 ของ KTC จะอยู่ที่ 1.9 พันล้านบาท ทรงตัวทั้ง YoY และ QoQ โดย KTC ยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งก็สอดคล้องกับ Primary research survey EP. 4 ของเราที่ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่จะใช้เงินสดและบัตรเครดิตแบบจ่ายเต็มจำนวน ในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงปีใหม่ มีเพียง 18% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะใช้สินเชื่อบัตรเครดิตแบบผ่อนจ่ายในช่วงปีใหม่ ซึ่งก็แปลได้ว่าแนวโน้มสินเชื่อของ KTC จะยังฟื้นตัวล่าช้า
2) แนวโน้มคุณภาพสินทรัพย์ของ KTC น่าจะค่อนข้างทรงตัวใน 4Q25 และต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า จากการเข้มงวดในการคัดกรองลูกค้า และจากการสำรวจ Primary research survey EP. 4 ซึ่งบอกเราว่าผู้บริโภคไม่อยากก่อหนี้นัก สามารถแปลได้ว่าลูกค้าก็มีความรับผิดชอบในการชำระหนี้ นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์ของเราก็คาดการณ์ว่าการบริโภคในประเทศใน 4Q25 จะเติบโต 2.5% YoY ซึ่งเป็นการเติบโตที่ใกล้เคียงกับ 3Q25 ทำให้เราประเมินว่าคุณภาพสินทรัพย์ของ KTC น่าจะทรงตัว QoQ ปลายปี 2025
3) เราประเมินว่าแนวโน้มกำไรสุทธิปี 2026 ของ KTC จะอยู่ที่ 7.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% YoY ซึ่งเติบโตช้ากว่ากลุ่ม สินเชื่อจำนำทะเบียนที่เราคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยที่ 10% YoY ในปี 2026
Fundamental view: เราประเมินว่าราคาหุ้น KTC จะด้อยกว่ากลุ่มสินเชื่อจำนำทะเบียนได้ โดยในกลุ่ม Retail Finance เราชอบ TIDLOR และ MTC มากสุด เนื่องจากแนวโน้มกำไรยังเติบโตได้ดีที่ระดับสูงกว่า 10% YoY ในปี 2026 และ valuation ถูกด้วย
SCGP
เอสซีจี แพคเกจจิ้ง
คาดการณ์กำไรหลักเติบโต YoY ใน 4Q25
เราคาดกำไรหลัก 4Q25 ของ SCGP ที่ 823 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 156% YoY แต่ลดลง 19% QoQ (หากรวมรายการพิเศษ คาดกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,213 ล้านบาท พลิกเป็นบวก YoY และเพิ่มขึ้น 27% QoQ) ปัจจัยหลักมาจากผลการดำเนินงานของธุรกิจ Packaging (IPB รวม Fajar) ที่ดีขึ้นชัดเจน ขณะที่การอ่อนตัว QoQ มาจาก SG&A ที่สูงขึ้น และ effective tax rate ที่เพิ่มขึ้น จากการปรับรายการ deferred tax assets
ด้านการดำเนินงาน 4Q25 ปริมาณขายกระดาษบรรจุภัณฑ์และ packaging เพิ่มขึ้นทั้ง YoY และ QoQ จากดีมานด์ที่แข็งแกร่งในไทยและอาเซียน โดยราคาขายทรงตัว ขณะที่ราคากระดาษบรรจุภัณฑ์อ่อนลงเล็กน้อย QoQ ต้นทุนเศษกระดาษ (RCP) ลดลงทั้ง YoY และ QoQ ส่วนต้นทุนถ่านหินเพิ่มขึ้น QoQ (แต่ลดลง YoY) ส่งผลให้ margin ธุรกิจ IPB ขยาย YoY แต่หด QoQ ขณะที่ธุรกิจเยื่อกระดาษ (Fibrous) margin ถูกกดดัน YoY จากราคาที่ต่ำลง แต่ฟื้น QoQ จากราคาและปริมาณขายที่ดีขึ้น
แนวโน้ม 1Q26 กำไรหลักเพิ่มขึ้น QoQ (ทรงตัว YoY) จากกำไรธุรกิจ IPB ที่ดีขึ้นจาก restocking ก่อนเทศกาล Tet (เวียดนาม) และ Hari Raya (อินโดนีเซีย) ต้นทุน RCP ที่ต่ำลง SG&A ที่ลดลง และ effective tax rate กลับสู่ระดับปกติ อย่างไรก็ดี ธุรกิจ Fibrous คาดกำไรลดลง YoY และ QoQ จากราคาและการปิดซ่อมโรงงานกดดันกำไร
แนวโน้มปี 2026 เราคาดดีมานด์บรรจุภัณฑ์กระดาษในเอเชียแปซิฟิก เพิ่มขึ้นราว 4.4% YoY ตามการเติบโตเศรษฐกิจ (มี correlation สูงถึง 98%) ด้านต้นทุน คาด RCP ทรงตัว YoY และ ต้นทุนถ่านหินลดลงเล็กน้อย YoY ประกอบกับปริมาณขายที่เติบโต และต้นทุนพลังงานลง โดยรวมหนุน margin ดีขึ้น
Fundamental view: เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ (ราคาเป้าหมาย 21 บาท) โดยมองว่าการฟื้นตัวของกำไร YoY ใน 4Q25 และแนวโน้มดีต่อเนื่องในปี 2026 จากดีมานด์อาเซียนเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้น อีกทั้งยังมี upside ต่อประมาณการกำไรปี 2026 จากโอกาสการเข้าซื้อกิจการใหม่
สรุปประเด็นจาก Quick take
Bank
แบงก์ชาติปรับลดเงินนำส่งกองทุนฟื้นฟูเหลือ 0.32% ถึงสิ้นปี 2026
ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศปรับลดอัตราเงินนำส่งของสถาบันการเงินเข้ากองทุนฟื้นฟูฯ (FIDF) จาก 0.46% ต่อปี ของเงินฝาก เหลือ 0.32% ต่อปี ถึงสิ้นปี 2026 เพื่อสนับสนุนการออกมาตรการช่วยเหลือในปี 2026 เป็นการชั่วคราว โดยมุ่งหวังให้สถาบันการเงินส่งผ่านความช่วยเหลือไปยังลูกหนี้เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจให้ไปต่อได้
View from fundamental: เรามีมุมมองเป็นกลางต่อประเด็นดังกล่าว เนื่องจากประเมินว่าธนาคารพาณิชย์จะส่งผ่านการช่วยเหลือให้ลูกค้าทั้งหมด ทั้งนี้ เราประเมินว่าธนาคารจะได้ผลบวกทางอ้อมจากแนวโน้มคุณภาพสินทรัพย์ของลูกหนี้กลุ่มเปราะบางมีโอกาสฟื้นตัวได้ดีขึ้นบ้างจากการช่วยเหลือของธนาคาร
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน