แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ ประเด็นสำคัญจากรายงาน Cross Asset เดือนมกราคม | Part 1
Global Outlook 2026: ทะยานต่อด้วยพลัง AI และวัฏจักรกำไร
ภาพรวมปี 2025 สะท้อนว่าสินทรัพย์ส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยทองคำพุ่งขึ้นอย่างโดดเด่นถึง 70% ดัชนี MSCI ACWI ปรับขึ้น 20% ส่วนตลาดพันธบัตรระยะยาวของโลกให้ผลตอบแทนราว 7% จากแรงหนุนของวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง ขณะที่มีเพียงหุ้นไทยและน้ำมันดิบ Brent ที่ร่วง 11% และ 18% ตามลำดับ จากปัจจัยเฉพาะตัว
สำหรับปี 2026 BLS Wealth ประเมินว่าภาพรวมสินทรัพย์หลักยังคงมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนเชิงบวก แต่โมเมนตัมของพันธบัตรและทองคำอาจชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับปี 2025 หลังได้อานิสงส์จากช่วงแรกของการผ่อนคลายนโยบายการเงินไปพอสมควรแล้ว ทำให้จุดสนใจของการจัดสรรเงินลงทุนในปีนี้จะเทน้ำหนักไปที่ตลาดหุ้นโลก
ความไม่แน่นอนที่ต้องจับตามองในปี 2026 คือนโยบายกำแพงภาษีของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งศาลสูงสุดสหรัฐฯ กำลังพิจารณากฎหมายที่ใช้เป็นฐานในการเรียกเก็บภาษีแบบต่างตอบแทนกับจีน แคนาดา และเม็กซิโก แต่แม้รัฐบาลจะพ่ายแพ้ในศาล ก็ไม่ได้หมายถึงการยกเลิกนโยบาย เพราะประธานาธิบดีทรัมป์จะใช้อำนาจทางกฎหมายผ่านช่องทางอื่นต่อไป
ดังนั้น ภาพที่เราน่าจะได้เห็นจึงไม่ใช่สงครามการค้ารอบใหม่ แต่จะเป็นการดึงให้ประเทศคู่ค้าเข้าสู่กระบวนการเจรจาข้อตกลงใหม่ ซึ่งเป็นทิศทางที่ตลาดการเงินมักตอบรับในเชิงบวกมากกว่าความขัดแย้งจากการตอบโต้ทางภาษี
ในฝั่งยุโรป ความสัมพันธ์กับจีนกำลังเปลี่ยนจากคู่ค้ามาเป็นคู่แข่งเชิงอุตสาหกรรม การอ่อนค่าของเงินหยวนและการยกระดับตัวเองขึ้นสู่ value chain ที่สูงขึ้นของสินค้าจีนได้เพิ่มแรงกดดันต่อผู้ผลิตยุโรป ในขณะที่บริษัทยุโรปเผชิญอุปสรรคในการเจาะตลาดจีนที่เศรษฐกิจชะลอตัว โจทย์สำคัญคือยุโรปจะใช้มาตรการกำแพงภาษีตอบโต้หรือไม่ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงย่อมส่งผลกระทบต่อกระแสการค้าโลก
แม้มีความเสี่ยงดังกล่าว แต่ปัจจัยหนุนฝั่งบวกยังมีน้ำหนักมากกว่า โดยเฉพาะแนวโน้มการเร่งตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียน การคาดการณ์ของ Bloomberg consensus ชี้ว่า EPS ของดัชนี S&P 500 จะขยายตัวราว 16.5% และ Nasdaq 100 สูงถึง 25.8% ซึ่งสูงกว่า MSCI ACWI ที่ประมาณ 15.4%
การลงทุนด้าน AI ไม่เพียงขับเคลื่อนรายได้ แต่ยังเร่งให้ช่องว่างระหว่างผลิตภาพและค่าจ้างแรงงาน (Productivity-Pay Gap) ขยายตัวต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ทศวรรษ 1960 productivity เติบโตเร็วกว่าค่าจ้างถึงราว 2.5 เท่า สะท้อนว่าผลประโยชน์จากผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นไหลไปสู่กำไรของภาคธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีที่มีโมเดล Asset Light สามารถสร้างรายได้มหาศาลจากนวัตกรรม
สำหรับภาพรวมปี 2026 แม้ตลาดแรงงานจะเผชิญแรงกดดันอยู่บ้าง แต่คาดว่าอัตราการว่างงานจะปรับตัวสูงขึ้นในกรอบที่จำกัด ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจยังคงได้รับแรงหนุนจากรายได้ภาคครัวเรือนที่มีเสถียรภาพ และ Capex Cycle ที่แข็งแกร่ง เมื่อผสานกับแรงส่งจากนโยบายการคลังเชิงรุกของประธานาธิบดีทรัมป์ และทิศทางการผ่อนคลายนโยบายการเงินของเฟด จึงประเมินว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะยังคงเป็นกลุ่มนำในวัฏจักรขาขึ้นรอบนี้
นอกจากนี้ยังมีโอกาสในตลาดหุ้นเอเชีย โดยเฉพาะ Hang Seng Tech ที่คาดสร้างผลตอบแทนดีต่อเนื่องหนุนจากการเติบโตของกำไรที่ 37% และ Valuation น่าดึงดูดที่ Forward PE 19.2 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวและใกล้ระดับ -1SD เช่นเดียว กับหุ้นอินเดียที่ยังมุมมองเชิงบวกจาก EPS เร่งตัว โดยรวม BLS Wealth คาดว่าหลายตลาดหุ้นมีโอกาสทำจุดสูงสุดใหม่ในปี 2026 โดยเฉพาะสหรัฐฯ และอินเดีย ที่ได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรดอกเบี้ยผ่อนคลาย และโครงสร้างกำไรที่แข็งแกร่ง
(โปรดติดตามข้อมูล Part 1 เพิ่มเติมได้ในรายงานฉบับเต็มหน้า 3-8)
สรุปภาพตลาดวานนี้ SET ย่อตามฟอร์มวานนี้ (หลังบวกแรงวันก่อน) ซึ่งเป็นไปตามแรงขายทำกำไร DELTA และธนาคารบางแห่ง แต่ก็มี AOT ถูกขายแรงกว่าปกติ จากการ Downgrade ราคาเป้าหมายโบรกต่างชาติ และประเด็นกังวล PSC กลับมา แต่หุ้นกลุ่มโรงกลั่น มีแรงซื้อเข้ามาแรง (ตามที่เราได้ให้ดักไว้เป็นกลุ่มถัดจากธนาคาร) ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับหุ้นพลังงานยุคเก่าทั่วโลก
แนวโน้มตลาดวันนี้
ห้ามพักนาน-ต้องเดินหน้าขึ้นต่อ
กลยุทธ์ยังคงให้น้ำหนักกับ การหมุนกลุ่มสลับขึ้น (เช่น เมื่อวานไล่ราคาโรงกลั่น, โรงไฟฟ้า, ทุบ AOT) และยังคงแนะนำให้ถือหุ้น น้ำมัน โรงกลั่น PTT PTTEP TOP ตามที่แนะนำไป ไว้ก่อน
นอกจากหุ้นกลุ่ม ปิโตรดอลลาร์ กลับมาน่าสนใจในตลาดโลก (เมื่อวานหุ้นกลุ่มนี้...ที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ก็ขึ้นนำดัชนี) และเราเชื่อว่าหุ้น พลังงานบ้านเรา ยังมีโอกาสจะได้ไปต่อตามภูมิภาค กอปรกับความถูกกับผลตอบแทนเงินปันผลสูง ของราคาหุ้นเหล่านี้ เราจึงไม่ได้กังวล และแนะนำ เพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่มนี้...
ด้านปัจจัยอื่นๆที่น่าติดตาม เรามองไปที่ประเด็นมาตรการแก้ไขค่าเงินบาทแข็งค่า เพราะมีผลต่อ หุ้นภาคการเกษตร ส่งออก บริการ “ซึ่งควรเริ่มเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นของค่าเงินบาท” หุ้นเชื่อมโยงที่ควรจะบวกจากประเด็นนี้ คือ ส่งออกชิ้นส่วนฯ, เกษตร โรงแรม ท่องเที่ยว (เมื่อวาน เราแนะนำ เพิ่ม TU)
กลยุทธ์รอบนี้ เรายังคงเน้นไปที่การ ซื้อแล้วถือ และคอยเฝ้าพฤติกรรมราคาหุ้นที่เราแนะนำอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งติดตามประเด็นที่มีผลบวกหรือลบ ต่อราคาหุ้นที่เราแนะนำ เพื่อตัดสินใจที่จะถือต่อ หรือ ขายตัดขาดทุน โดยจะรอดูจังหวะหาหุ้นเพิ่มเข้าพอร์ตเมื่อมั่นใจว่า ตลาดหุ้นไทยตั้งรับกับสถานการณ์ได้แล้ว และ เห็นโมเมนตั้มทำงานผลักดันราคาขึ้น
กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ “รอ” สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง ไม่ไล่ราคา เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง, หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร
วิเคราะห์ทางเทคนิค SET ย่อตัว แต่!ยังอยู่บนเส้น EMA 25&200 วัน ลักษณะ breakout & throwback นอกจากนี้ยังมีจุดสังเกตเมื่อ RSI ยก low ยกฐานสูงขึ้น ส่งสัญญาณ “Bullish divergence” เตือนปลายทางขาลง และมีความเป็นไปได้ที่จะจบคลื่นขาลง....เพื่อเริ่มต้นนับ 1 2 3 กันใหม่ ส่วนรายละเอียดปลีกย่อย หุ้นฉุดตลาดหลักๆมีแค่ AOT + DELTA ร่วง! กด SET -5.7 จุด แต่ไม่น่ากังวล....หากดัชนีสามารถรักษาโซนรับที่ 1,250 จุด ขอลุ้นเป้าเดือนม.ค.นี้ปักธง 1,300 จุด
ไฮไลท์: ผลลัพธ์หุ้น “TOP” Form สมชื่อ!" / AOT กำลังลดระดับ....เตรียมตัวให้พร้อม!/ WHA ลมกลับทิศ....เปลี่ยนเป็นลง/ BA รอจังหวะเหินฟ้า (ทะลุ EMA 200)” / BTG ฟอร์มยังดีอยู่ / "Global Tech Investor เป็นเจ้าของธุรกิจหมื่นล้านด้วยปลายนิ้ว"
What to watch นายกเดนมาร์ก กล่าวถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับกลุ่ม NATO หากสหรัฐฯ ใช้กำลังทหารกับชาติสมาชิกของนาโต (NATO) บรรดาผู้นำยุโรปต่างรวมพลังสนับสนุนเดนมาร์ก หลังจากปธน.ทรัมป์ผุดแนวคิดเกี่ยวกับการยึดครองกรีนแลนด์อีกครั้ง ด้านรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศเยอรมนีกล่าวว่า ตามหลักการแล้ว กรีนแลนด์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเดนมาร์กจะต้องอยู่ภายใต้พันธกรณีการป้องกันร่วมกันของนาโต
ทรัมป์ประกาศสหรัฐฯ เข้าคุมเวเนซุเอลา เตรียมดึงยักษ์พลังงานอเมริกันขุดน้ำมันฟื้นเศรษฐกิจ ปธน.ทรัมป์ระบุว่า เขามีแผนจะให้บริษัทอเมริกันยักษ์ใหญ่หลายแห่ง เข้าไปขุดเจาะแหล่งน้ำมันสำรองของเวเนซุเอลา ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุด ในโลก เพื่อระดมทุนมาฟื้นฟูประเทศและทำให้เวเนซุเอลา "ยิ่งใหญ่อีกครั้ง"
ทั้งนี้ ปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ของสหรัฐฯ ถูกตั้งคำถามด้านข้อกฎหมายทั้งใน และต่างประเทศ เนื่องจากเป็นการดำเนินการโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภา คองเกรส และไม่ได้อยู่ในสภาวะที่มีภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติอย่างเร่งด่วน
กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และภาคสถาบันการเงิน ได้ร่วมกันออกกลไกเฉพาะกิจเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ ภายใต้โครงการ "ปิดหนี้ไว ไปต่อได้" ที่ได้เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 11 พ.ย.68 เพื่อให้ลูกหนี้รายย่อยสามารถมาแก้ไขปัญหาหนี้เสีย ในการที่จะกลับมาเริ่มต้นทางการเงินใหม่ได้อีกครั้ง โดยลูกหนี้ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ (1) เป็นลูกหนี้บุคคลธรรมดา และ (2) มีภาระหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loans: NPLs) ทุกประเภทสินเชื่อกับผู้ให้บริการทางการเงินทุกแห่ง รวมกันไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย ณ วันที่ 30 ก.ย.68
ธปท. ระบุว่า โครงการดังกล่าว ได้เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนได้แล้ว ตั้งแต่วันนี้ (5 ม.ค. 69) เป็นต้นไป โดยลูกหนี้ที่มีภาระหนี้ตามเงื่อนไขข้างต้น สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ผ่านช่องทางดังต่อไปนี้
หุ้นแนะนำวันนี้ PTTEP ผลตอบแทนเงินปันผล (Trailing) ยังสูงถึง 8.6%, PBV 0.86x
แนวรับ 110 ต้าน 115 Stop loss 105
รายงานพื้นฐานวันนี้
Property Sector
จากความสิ้นหวัง จะเปลี่ยนเป็นโอกาสได้หรือไม่?
รายงานวันนี้เราปรับเพิ่มมุมมองการลงทุนกลุ่มอสังหาฯ จาก “น้อยกว่าตลาด” ขึ้นมาเป็น “เท่ากับตลาด” โดยเราเห็นว่าปัจจัยลบ ได้สะท้อนไปแล้ว จาก 1) การตั้งเป้าหมายปี 2026 เป็นแบบอนุรักษ์นิยม 2) แรงกดดัน GM จากการแข่งขันราคาถูกสะท้อนไปแล้ว และ 3) สถานะทางการเงินแข็งแกร่งขึ้น เมื่อเทียบกับราคาหุ้น
ในส่วนภาพอุตสาหกรรมปี 2026 โดยรวมเรายังไม่คาดหวังการฟื้นตัวเชิงปริมาณอย่างรวดเร็ว แต่มองว่าอุตสาหกรรมเข้าสู่ช่วง late-downcycle ที่ downside ถูกจำกัดมากขึ้น ภายใต้แนวทางบริหารแบบเน้นวินัยทางการเงินของผู้ประกอบการ การเปิดโครงการใหม่จึงคัดเลือกที่มีศักยภาพจริง และเน้นการรักษาสภาพคล่องเป็นหลัก เมื่อความคาดหวังของตลาดอยู่ในระดับต่ำมาก โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ “ไม่แย่ไปกว่าคาด” หรือแม้แต่การทรงตัวได้ ย่อมเพียงพอที่จะสร้างแรงหนุนเชิง valuation ไม่ให้ลงไปกว่านี้ได้มากขึ้น
Fundamental view: ณ ระดับ valuation ปัจจุบัน กลุ่ม ResProp ซื้อขายที่ระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวราว −2SD ทั้งในเชิง P/E และ P/BV ซึ่งสะท้อนมุมมองเชิงลบไปแล้วเป็นส่วนใหญ่
รายงานวันนี้นอกจากปรับน้ำหนักการลงทุนของกลุ่ม เรายังปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้นรายตัวเป็น ซื้อ ได้แก่ AP SC SIRI และ SPALI โดยเลือก SPALI เป็น Top Pick ของกลุ่มฯ จากฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง สภาพคล่องสูง และบริหารความเสี่ยงได้ดี ส่วน AP เป็นตัวเลือกแบบเน้น Beta สูง
ITC
ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น
การเติบโตของกำไรปี 2026 ชัดเจนขึ้น
เรากำไรหลัก 4Q25 ของ ITC ที่ 790 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย -1% YoY และทรงตัว QoQ (แต่ดีกว่าคาดราว 4%) จากแรงหนุนของดีมานด์สหรัฐฯ ที่ยังยืดหยุ่น การขยายตัวของสินค้า premium และแรงส่งสินค้าใหม่ (NPD) โดยรายได้คาดโต 5% YoY ในสกุล USD และ 2–3% YoY ในบาท (กัดอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว) ประเด็นสำคัญ คือ NPD ที่คิดเป็น 20% ของยอดขาย 9M25 และสัดส่วนเป็น premium อยู่ที่ 50% ช่วยหนุน GM ที่ 25.4% ทรงตัว YoY/QoQ ขณะที่ SG&A/sales ลดเหลือ 10.5% จาก 11.2% ใน 3Q25
ผู้บริหารตั้งเป้ายอดขายปี 2026 โต 5–9% YoY (ในรูป USD) สูงกว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงโลกประมาณ 2 เท่า พร้อมสัญญาณยอดขาย 1Q26 YoY แข็งแรง (แม้ QoQ อ่อนตามฤดูกาล) เรามองช่วงอ่อนตัวเป็นจังหวะสะสม โดยปัจจัยต้นทุนยังเอื้อหนุน จากราคาทูน่าเฉลี่ย 1,573 USD/ตันใน 4Q25 และลดลงต่อเนื่องรายเดือน ขณะที่ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ทรงตัว
Fundamental view: เรายังคงให้ ITC เป็น Top pick กลุ่มเกษตรฯ โดยมองอัตราผลตอบแทน ปันผลสูงราว 5.7% และ Valuation สมเหตุสมผลที่ PER 14.9 เท่า จึงคงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 18.20 บาท ทั้งนี้ Upรide จากประมาณการจะมาจากโครงการลดต้นทุน และสินค้าใหม่ขยายตัวต่อเนื่อง
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน