Today’s NEWS FEED

ตอนนี้คุณกำลังอยู่ในเว็บไซต์สำหรับทดสอบระบบ

News Feed

HotNews: เปิดกลยุทธ์การลงทุน รับปีม้า

377

สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(5 มกราคม 2569)----------- เปิดศักราชปี 2569  ปีม้า  สำนักข่าวหุ้นอินไซด์  พามาเปิดมุมมองการลงทุนของ  3  เทพหุ้น บล.เมย์แบงก์ ,บล.ทรีนีตี้  และ บล.เอเซีย พลัส   เปิดกลยุทธ์การลงทุน  รับปีม้า...

ทั้งนี้  บล.เมย์แบงก์   ระบุว่าคาดตลาดหุ้นไทยมีโอกาสเข้าสู่ช่วง rebound เชิงกลยุทธ์ในเดือนมกราคม แรงหนุนหลักมาจากความคาดหวังต่อ ความชัดเจนทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น และโอกาสเกิด election rally ซึ่งในเชิงสถิติที่ผ่านมา ตลาดมักให้ผลตอบแทนที่โดดเด่นในช่วง 1 เดือนก่อนถึง 1 เดือนหลังการเลือกตั้ง เฉลี่ยราว +4% ประเมิน SET Index จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,220 – 1,300 จุด แรงหนุนหลักมาจากความคาดหวังต่อ ความชัดเจนทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น ผสานกับในเชิงมูลค่า ตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในระดับที่ถูกและน่าสนใจเมื่อเทียบกับภูมิภาค โดยซื้อขายที่เพียง 11–12x forward P/E ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว และเป็นหนึ่งในตลาดที่มี valuation ต่ำที่สุดในอาเซียน ขณะที่ downside risk ต่อประมาณการกำไรมีจำกัด แม้ EPS growth ปี 2568 จะอยู่ในระดับปานกลาง ส่งผลให้ภาพรวมผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยงเริ่มเอียงไปทางบวก เมื่อ sentiment ฟื้นตัว ในเชิงกลยุทธ์ เราคาดว่าเม็ดเงินลงทุนจะหมุนเข้าสู่ หุ้นที่อิงเศรษฐกิจในประเทศและกลุ่มได้ประโยชน์จากการเลือกตั้ง อาทิ ธนาคาร การเงิน โทรคมนาคม ท่องเที่ยว และอสังหาริมทรัพย์ ขณะเดียวกัน ธีมระยะกลางอย่าง FDI, การลงทุน Data Center และการเปิดเสรีทางการค้า จะช่วยหนุน momentum ต่อเนื่อง ทำให้เรามองว่า เดือนมกราคมเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมสำหรับการทยอยสะสมหุ้นไทย 


หุ้น Top Picks มกราคม
-ICHI (TP 13.60 บาท) กำไรไตรมาส 4Q68 คาดโต +28% YoY จากการออกสินค้าใหม่ การขยายช่องทางจำหน่าย และมาตรการ คนละครึ่ง Plus ขณะที่กำไรปี 2569 คาดโตต่อ +10% YoY สูงกว่ากลุ่ม หนุนจากสภาพอากาศ El Niño ที่เอื้อต่อการบริโภคชา ปัจจุบันซื้อขายที่ PER69E 12.4 เท่า พร้อมเงินปันผลสูงราว 9% สะท้อนมูลค่าน่าสนใจเมื่อเทียบกับกลุ่ม
-MTC (TP 33.25 บาท) กำไรหลักคาดโต 12% ในปี 2568 และ 8% ในปี 2569 จากการขยายสินเชื่อและคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น โดยราคารถมือสองฟื้นช่วยลดขาดทุนจากการยึดรถ หุ้นซื้อขายที่ PBV26E 1.4 เท่า (-1.3SD) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว และได้อานิสงส์ sentiment เชิงบวกจากบรรยากาศการเลือกตั้ง
-WHA (TP 4.80 บาท) กำไรยังแข็งแกร่งจาก ยอดขายที่ดินสูง และ   ดีมานด์จาก Data Center ต่อเนื่องถึงปี 2570 โดยกำไรปกติไตรมาส 4Q68 คาด 1.34 พันล้านบาท (+6% YoY, +110% QoQ) หุ้นซื้อขายที่ PER69E 8.6 เท่า (-1.8SD) พร้อมเงินปันผลราว 6% น่าสนใจทั้งเชิงมูลค่าและรายได้



ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) เปิดเผยบทวิเคราะห์ระบุว่า เปิดฉากปี 2026 ด้วยสถานการณ์ความตึงเครียดระดับโลกและปัจจัยภายในประเทศที่นักลงทุนต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

1. สมรภูมิเวเนซุเอลาและทิศทางราคาน้ำมันโลก ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ทวีความรุนแรงขึ้นหลังสหรัฐฯ ดำเนินปฏิบัติการทางทหารเฉพาะกิจในเวเนซุเอลา เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2026 เพื่อจับกุมผู้นำมาดูโร (Maduro) แหล่งข้อมูลระบุว่าเหตุการณ์นี้ส่งผลต่อราคาน้ำมันใน 2 ระยะ คือ ระยะสั้น ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าราคาน้ำมันดิบ BRENT อาจปรับขึ้นเพียง 1-2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากปัจจุบันเวเนซุเอลาผลิตและส่งออกน้ำมันในปริมาณที่น้อยมากเมื่อเทียบกับอุปทานโลก ขณะที่ระยะยาว หากสถานการณ์คลี่คลายและได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ จนสามารถฟื้นกำลังการผลิตกลับสู่ระดับ 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ราคาน้ำมันอาจปรับตัวลดลงได้ถึง 4% เนื่องจากเวเนซุเอลามีปริมาณน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้วมากที่สุดในโลกถึง 3.03 แสนล้านบาร์เรล

2. โอกาสการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ ในฝั่งตลาดหุ้นโลก มีประเด็นที่น่าสนใจจากการที่ BAIDU (BIDU US) ประกาศ Spin-off ธุรกิจชิป "KUNLUNXIN" ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาชิปประสิทธิภาพสูงสำหรับประมวลผล AI เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2026 นอกจากนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในเวเนซุเอลายังเป็นปัจจัยหนุนต่อหุ้นกลุ่มอาวุธ โดยแนะนำเก็งกำไรผ่าน ISHARES U.S. AEROSPACE & DEFENSE ETF (ITA US) ซึ่งถือหุ้นบริษัทชั้นนำอย่าง Boeing และ Lockheed Martin ที่มีส่วนร่วมในปฏิบัติการครั้งนี้

3. ตลาดหุ้นไทยภายใต้กฎเกณฑ์ใหม่ปี 2026 หลังจากที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยในปี 2568 ปรับตัวลดลงถึง 10 ใน 11 ดัชนี โดยมีเพียง SETHD ที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวก ในปี 2026 นี้ ตลาดหุ้นไทยยังต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายและนโยบายใหม่ 3 ด้านสำคัญ:

• ภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์ (Low-Value Goods Tax): ยกเลิกการยกเว้น VAT สำหรับสินค้ามูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท โดยจะเก็บภาษีตั้งแต่บาทแรก ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการค้าปลีกไทย

• การเพิ่มเงินสมทบประกันสังคม: การปรับฐานเพดานเงินเดือนจะช่วยให้กองทุนประกันสังคมมีรายรับมากขึ้น ซึ่งมักส่งผลดีต่อรายได้ของโรงพยาบาลเอกชนในเครือคู่สัญญา

• โครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่: มุ่งเน้นสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) โดยเก็บภาษีต่ำสุดเพียง 2% ขณะที่รถยนต์สันดาป (ICE) อาจถูกเก็บภาษีสูงถึง 50%

กลยุทธ์การลงทุนที่แนะนำ แหล่งข้อมูลแนะนำให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ, เงิน และ ETF กลุ่มอาวุธ (ITA US) ในช่วงที่ตลาดผันผวน สำหรับหุ้นไทย แนะนำสะสมหุ้นปันผลสูง เช่น BBL, ICHI, MAJOR, PTTEP และเก็งกำไรหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากกฎเกณฑ์ใหม่ ได้แก่:

• กลุ่มค้าปลีกและวัสดุก่อสร้าง: CRC, HMPRO, DOHOME, MC

• กลุ่มโรงพยาบาล: BCH, CHG

• กลุ่มยานยนต์และพลังงานสะอาด: MGC, EA, NEX

นอกจากนี้ การคัดเลือกหุ้นยังควรคำนึงถึงมาตรฐานด้านความยั่งยืน (SET ESG Ratings) และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (CG Report) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนระยะยาว 




 

ขณะที่  นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยถึงแนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเดือนมกราคม 2569 ว่าดัชนีจะสามารถปรับตัว Sideways ถึง Sideways up ได้ แม้ว่าจะมีปัจจัยความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาบ้างในช่วงปลายปี โดยได้รับปัจจัยหนุนจากสภาพคล่องในตลาดที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี และในปีนี้ไม่มีเงินไถ่ถอนรอบใหม่ (Fresh redemption) จากกองทุนลดหย่อนภาษีประเภทต่างๆ อีกทั้ง สัญญาณ Fund flow น่าจะยังอยู่ในเกณฑ์ดี จากทิศทางเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ภายหลังธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีการปรับลดดอกเบี้ยรอบล่าสุด


นอกจากนี้ ความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยยังดูดีขึ้นผ่านมาตรวัด Earning yield gap (EYG) ที่ปรับตัวดีขึ้น จากการที่ Bond yield ของไทยปรับลดลงทำจุดต่ำสุดใหม่ของรอบ หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงินของไทย (กนง.) มีมติปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงในช่วงปลายปี พร้อมทั้งมีการส่งสัญญาณในโทนที่ Dovish มากขึ้น รวมทั้งยังมีปัจจัยเชิงเทคนิคได้แก่โอกาสที่หุ้น DELTA อาจกลับมาปรับตัวดีขึ้นอีกครั้งและช่วยหนุนดัชนี SET หลังจากผ่านพ้นช่วงปัจจัยกดดันจากการปรับพอร์ตของนักลงทุนสถาบัน เพื่อรองรับการหลุดดัชนี SETESG และการ Cap weight ของดัชนี SET50 และ SET100 ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นายณัฐชาต กล่าวว่า ขณะที่ในช่วงปลายเดือนมกราคมคาดว่า Sentiment ของตลาดหุ้นไทยเตรียมถูกยกระดับจากปรากฏการณ์ Election rally ที่มักเกิดขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนหน้าการเลือกตั้ง ซึ่งในรอบนี้ตรงกับวันที่ 8 กุมภาพันธ์

ทั้งนี้ประเมินกรอบการแกว่งตัวของ SET Index เดือนนี้ที่ 1230-1310 จุด ในเชิงกลยุทธ์ แนะนำถือครองหุ้นในส่วนเดิมต่อไป โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่แนะนำให้ 'Overweight' ยังคงเน้นไปที่กลุ่มที่อิงกับเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะภาคการบริโภค มองว่าได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดชั่วคราวของกำไรไปแล้ว และกำลังอยู่ในช่วง High season ไม่นับรวมกับตัวช่วยอื่นๆ เช่นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และความคาดหวังด้านนโยบายจากรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารงานปีนี้ ซึ่งน่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศได้ไม่มากก็น้อยที่สำคัญกลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้ ทั้ง ธนาคาร ไฟแนนซ์ ค้าปลีก อาหาร และสื่อฯ ล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มที่มีระดับ Valuation ต่ำอยู่แล้วและมักจะปรับตัวได้ดีในช่วงปรากฏการณ์ Election rally โดย Top pick เดือนนี้มองไปที่ CPALL, HMPRO, GLOBAL, AEONTS, BAM


นอกจากนั้น ยังคงชื่นชอบกลุ่มหุ้นปันผลสูงที่มีประวัติการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ และมักปรับตัว Outperform ในช่วง 3-4 เดือนแรกของทุกปีต่อไป อาทิเช่น KTB, ICHI, SCB, SABINA, TTB

ส่วนอีกกลุ่มที่ยังคงชื่นชอบและแนะนำให้ "Overweight" มาตลอดได้แก่กลุ่ม REIT ซึ่งล่าสุดในเดือนที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนไปถึง 4.4% มองกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากการปรับตัวลงของ Bond yield ไทย ซึ่งล่าสุดทำจุดต่ำสุดใหม่อย่างต่อเนื่องในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากจะทำให้ระดับ Dividend yield gap ทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไป









---จบ---

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

มีเงิน ก็เล่น By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง สำหรับนักลงทุน ที่มีเงิน มีกำลังทรัพย์ ก็เล่น ก็เทรดหุ้นไป หากนักลงทุน ถ้าเงินไม่มากพอ....

มัลติมีเดีย

หุ้นอินไซด์ทอลค์ : บุกขุมทรัพย์ PCE

หุ้นอินไซด์ทอลค์ : บุกขุมทรัพย์ PCE

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้