สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(5 มกราคม 2569)----------บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ได้รับการปรับเพิ่มคะแนน ESG จาก FTSE Russell ในการประเมินรอบล่าสุด สะท้อนความก้าวหน้าต่อเนื่องในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ภายใต้กลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® 2030 พร้อมตอกย้ำบทบาทของบริษัทในการร่วมยกระดับความโปร่งใสและการดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบในห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลทั่วโลก
คะแนน ESG รวมของไทยยูเนี่ยนปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.3 คะแนน จาก 4.1 คะแนนในปีก่อนหน้า อยู่ในเปอร์เซ็นไทล์ที่ 92 เพิ่มขึ้นจาก 89 อันเป็นผลมาจากการปรับปรุงกระบวนการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนให้มีความโปร่งใสและครอบคลุมยิ่งขึ้น รวมทั้งความก้าวหน้าในประเด็น ESG หลายมิติ โดยบริษัทได้รับคะแนนสูงสุดในหมวด Environmental Supply Chain และ Social Supply Chain เช่นเดียวกับคะแนนด้านธรรมาภิบาลที่ปรับตัวดีขึ้น โดยบริษัทได้รับคะแนนสูงสุดในหมวด Anti-Corruption, Corporate Governance และ Risk Management
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "ผลการประเมินครั้งนี้สะท้อนถึงความก้าวหน้าของกลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® 2030 ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจของไทยยูเนี่ยน เรายังคงมุ่งยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเล เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ควบคู่ไปกับการทำธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ และการสร้างคุณค่าในระยะยาว"
FTSE4Good เป็นดัชนีด้านความยั่งยืนที่นักลงทุนใช้อ้างอิงเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบ โดยคะแนน ESG จาก FTSE Russell จะพิจารณาจากการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ครอบคลุมประเด็นด้านความยั่งยืนที่สำคัญต่างๆ นอกจากนี้ คะแนนดังกล่าวยังใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงสำหรับนักลงทุนในการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานระหว่างอุตสาหกรรมและประเทศต่างๆ โดยผลการประเมินครั้งนี้สะท้อนความสามารถของไทยยูเนี่ยนในการผลักดันพันธกิจด้านความยั่งยืนให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและวัดผลได้จริงตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าของบริษัท
ภายใต้กลยุทธ์ SeaChange® 2030 ไทยยูเนี่ยนยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ผ่านกรอบการทำงานภายใต้ 11 พันธกิจหลัก ครอบคลุมประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน การอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล การบริหารจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชนในห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก โดยนับเป็นการสานต่อการดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ SeaChange® ซึ่งริเริ่มขึ้นในปี 2559 สอดคล้องกับแนวทางด้านความยั่งยืนในระดับสากลและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ และเจตนารมณ์ของไทยยูเนี่ยนในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับผู้คนและสิ่งแวดล้อม เพื่อขับเคลื่อนอนาคตของอุตสาหกรรมอาหารทะเลทั่วโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืน