Today’s NEWS FEED

ตอนนี้คุณกำลังอยู่ในเว็บไซต์สำหรับทดสอบระบบ

News Feed

บลจ.จิตตะ เวลธ์ บทเรียนปี 2568 ทิศทางการลงทุนปี2569

139

สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ (05 มกราคม 2569 )-----คุณตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จิตตะ เวลธ์ จำกัด (บลจ.จิตตะ เวลธ์)  


  1. สรุปภาพรวมการลงทุนโลกในปี 2568 เหตุการณ์หรือปัจจัยเด่น ๆ ที่กระทบต่อตลาดหุ้นและการลงทุน 

 

ปี 2568  ถือเป็นอีกปีที่นักลงทุนทั่วโลกต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากหลากหลายมิติ ​ที่มากระทบกับอารมณ์ของนักลงทุนที่ต้องเผชิญกับความผันผวนรุนแรง แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้คือนักลงทุนที่ยังลงทุนอย่างมีหลักการและรักษาวินับในการลงทุนไว้ได้ ยังช่วยให้พอร์ตลงทุนได้รับผลกระทบน้อยและเติบโตได้ต่อเนื่อง

ความผันผวนที่มาจาก Liberation Day 

เหตุการณ์ Liberation Day ของทรัมป์มาพร้อมกับการประกาศขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ (Tariffs) ที่กระทบต่อการลงทุนทั่วทั้งโลก  ทำให้ตลาดการเงินโลกผันผวนหนัก  โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ  อย่างตลาด S&P500 ปรับตัวลดลงกว่า 12% ในช่วงต้นเดือนเมษายน แต่ภายในระยะเวลาเพียง 4 เดือนช่วงปลายมิถุนายนดัชนี S&P500 สามารถกลับมาทำจุดสูงสุดใหม่ได้ แม้ในช่วงที่ตลาดตกหนักและความกลัวในตลาดอย่างดัชนีชี้วัด Fear and Greed ลดลงไปสู่ระดับ Extreme Fear ที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้าลงทุนแต่ดัชนียังสามารถทำ All time high มาได้อย่างต่อเนื่อง เพราะพื้นฐานจากกำไรที่แข็งแกร่งต่อเนื่องเป็นปัจจัยสนับสนุน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนว่าในช่วงสั้นตลาดมีการตอบสนองต่อข่าวร้ายเกินจริง ทั้งที่ปัจจัยพื้นฐานยังมีทิศทางที่ดี 

 

ยุค AI สร้างการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม

อีกหนึ่งปัจจัยที่ขับเคลื่อนตลาดในช่วงที่ผ่านมา หนีไม่พ้น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญในช่วงปีที่ผ่านมา เข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมต่างๆ และกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งบริษัทในกลุ่ม Magnificent 7 ก็ได้รับอานิสงส์จาก AI เช่น บริษัทอย่าง Nvidia ที่ต้องเร่งการผลิตชิปใหม่ Blackwell สำหรับใช้ในการประมวลผล AI  Amazon (AWS) และ Google (Cloud) ที่เป็นเจ้าของ Cloud Server ขนาดใหญ่ที่บริษัททั่วโลกต้องมาเช่าเพื่อรันระบบ AI ต่างๆ หรือ Tesla นำ AI มาช่วยประมวลระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ (FSD) ดียิ่งขึ้น ทำให้หุ้นในกลุ่มนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากในปีที่ผ่านมาและทำให้สัดส่วนของ Magnificent 7 ใน S&P500 มีสัดส่วนสูงกว่า 30% เมื่อสิ้นเดือนพฤศจิกายน 68 

 

โดย AI ยังคงเป็น Megatrend ที่จะเข้ามาเปลี่ยนภูมิทัศน์ของทุกอุตสาหกรรม จนกลายเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจที่ขาดไม่ได้  โดยมีส่วนขับเคลื่อนของธุรกิจในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยลดระยะเวลา R&D ลง ทำให้การพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาดไวมากขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่ลดต้นทุนแรงงาน ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้า​รวมถึง การคาดการณ์​ความต้องการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางธุรกิจได้ทันท่วงที AI จึงไม่ใช่เพียงธีมระยะสั้น แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมในระยะยาว 

 

แรงส่งจาก “ดอกเบี้ยขาลง” ปลดล็อกมูลค่าหุ้นเติบโต  

 

การลดอัตราดอกเบี้ยของ FED ในปี 2568 ส่งผลบวกโดยตรงต่อตลาดทุนและสินทรัพย์ลงทุน โดยทำให้ต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจลดลงและเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นเติบโต (Growth Stocks) และหากดูดัชนีหุ้นเทคโนโลยีอย่าง NASDAQ ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันทำผลตอบแทนไปแล้วกว่า 22.37% (ข้อมูล ณ วันที่ 29/12/25) จากที่ต้นทุนทางการเงินลดต่ำลงช่วยให้การประเมินมูลค่าหุ้นปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากนักลงทุนใช้อัตราคิดลด (Discount Rate) ที่ต่ำลง ในการคำนวณมูลค่ากระแสเงินสดในอนาคต ทำให้หุ้นเทคฯ กลับมาเป็นเป้าหมายหลักของเม็ดเงินลงทุนที่ไหลออกจากสินทรัพย์ปลอดภัย และกลุ่มตราสารหนี้และพันธบัตรรัฐบาลยังได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากราคาพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้นสวนทางกับอัตราผลตอบแทน (Bond Yield) ที่ลดลงตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย

 

ในทางกลับกัน ภาคธนาคารพาณิชย์อาจเผชิญแรงกดดันจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่น้องลง ซึ่งอาจกระทบต่อกำไรในระยะสั้น และค่าเงินบาทมีความผันผวนตาม Fund Flow ที่ไหลเข้ามาเพิ่มขึ้นทำให้ปัจจุบันค่าเงินไทยบาทแข็งค่าเป็นอย่างมากและเมื่อเทียบกับ USD แข็งค่าไปแล้วกว่า 9.3% (ข้อมูล ณ​ วันที่ 29/12/25) 

ผลกระทบทำให้ตลาดมีความผันผวนต่อเนื่องและเร็วขึ้น (Increased Volatility)

 

แนวโน้มความผันผวนในตลาดการเงินจะมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้เร็วและรุนแรงมากขึ้นเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา เนื่องจากในยุคที่ Information Flow รวดเร็ว และมีปัจจัยอย่าง AI Trading หรือ Global Connectivity ทำให้วัฏจักรของตลาด (Market Cycle) หมุนเร็วขึ้นและรุนแรงขึ้นกว่าในอดีตมาก เมื่อก่อนวัฏจักรนี้อาจกินเวลา 5-10 ปี เช่น วิกฤตต้มยำกุ้ง หรือ Subprime แต่ปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีและอิทธิพลของ Social Media ทำให้วัฏจักรความหวังความตื่นเต้นและหวาดกลัวอาจเกิดขึ้นได้ภายในไม่กี่เดือน และในสถานการณ์เช่นนี้นักลงทุนที่พยายามจะจับจังหวะ (Timing the Market) อาจเป็นเรื่องยากมากขึ้น 

 

ดังนั้นเพื่อรับมือกับความผันผวนที่อาจมาเร็วและรุนแรงมากขึ้น นักลงทุนที่ต้องการลงทุนเฉพาะเจาะจงในตลาดหุ้นใดตลาดหุ้นหนึ่ง จำเป็นต้องมีกระบวนการวิเคราะห์ที่แม่นยำมากกว่าเดิมในทุกๆ มิติ  เพื่อประเมินภาพที่ชัดเจนได้ว่าตลาดนั้นๆ กำลังอยู่ในช่วงใดของวัฏจักรการลงทุน ทั้งการวิเคราะห์สถานการณ์ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องรวมถึงข้อมูลย้อนหลัง เพื่อประเมินผลกระทบและคาดการณ์ตอบแทนได้อย่างแม่นยำ  

 

ซึ่งการใช้เทคโนโลยี AI มาช่วยในการวิเคราะห์ตลาด จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น และยังสามารถคาดการณ์ได้ว่าตลาดไหนที่มีแนวโน้มในการเติบโตสูงและมีจำนวนหุ้นดีราคาถูกมากกว่าหุ้นแพงในแต่ละช่วงเวลา ปราศจากอคติในการลงทุน​ หรือการลงทุนตามกระแสที่อาจพาให้หลงเข้าไปสู่ช่วงที่ตลาดมีความเสี่ยงสูงสุดได้ ขณะเดียวกันยังช่วยให้นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนในตลาดหุ้นที่กำลังจะเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งโอกาสได้ ในช่วงเวลาที่เหมาะสม​ ซึ่งจะช่วยสร้างผลตอบแทนได้มากขึ้นในระยะยาว

ค่าเงินบาทแข็งค่าสุดในรอบ 4 ปีครึ่ง (แข็งค่าขึ้นกว่า 9% จากต้นปี)

หนึ่งในปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพราะมีผลต่อผลตอบแทนสินทรัพย์ลงทุนในปี 2569 คือ ค่าเงินบาทที่ปรับตัวแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง และแข็งค่าสุดตั้งแต่ช่วงมิถุนายน 64 เป็นไปตามราคาทองคำในตลาดโลกที่ทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (All-Time High) โดยเมื่อวันจันทร์ที่ 22 ธ.ค.68 ราคาทองคำโลกพุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ ทะลุระดับ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นครั้งแรก สะท้อนว่านักลงทุนยังมีความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย เพิ่มขึ้นมาก จากความไม่แน่นอนในตลาดการเงินการลงทุนทั่วโลก

 

  1. บทเรียนจากการลงทุนในปี 2568 และผลตอบแทนที่ได้รับ

 

2.1 ฝ่าตลาดผันผวนด้วยกลยุทธ์การจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite 

การจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite ที่มาจากหลักการของการกระจายความเสี่ยง  ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สามารถช่วยลดผลกระทบจากตลาดที่ผันผวนรุนแรงได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะช่วงที่ตลาดกำลังแตกตื่น​ ซึ่งในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ Liberation Day Trump 2025 จะเห็นได้ว่าลูกค้าที่มีการจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite โดยเฉพาะการจัดพอร์ต Global ETF เป็น Core Port และมี  Jitta Ranking Alpha เป็น Satellite Port   

 

ทั้งนี้ในช่วง Liberation Day  สินทรัพย์ทั่วโลกต่างปรับตัวลดลงรุนแรงเมื่อมีการประกาศเรื่องภาษีนำเข้าของทรัมป์ในวันที่ 8 เมษายน แต่หากเทียบพอร์ต Global ETF กับ ดัชนี S&P500 TR (รวมปันผล และแปลงกลับค่าเงินไทยบาท) แล้วจะพบว่าพอร์ต Global ETF นั้นติดลบเพียง -8.60% (YTD) เทียบกับ S&P500 ที่ติดลบ -13.65% (YTD) เพราะ  Global ETF มีการกระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนหลายประเทศรวม 80% เมื่อบวกกับอีก 20% ที่ลงทุนในกลุ่มตราสารหนี้ก็เป็นสัดส่วนที่เหมาะสมทำให้พอร์ตนั้นมีความผันผวนที่ตํ่ากว่า แสดงให้เห็นว่า Global ETF เป็น Core Port ที่สามารถรับมือได้ดีในสถานการณ์ที่ตลาดหุ้นผันผวน

 

ขณะที่พอร์ตรองหรือ Satellite อย่าง Jitta Ranking Alpha ที่ในขณะนั้น AI เลือกให้มีการลงทุนอยู่ในประเทศจีน ช่วยกระจายความเสี่ยงออกจากสหรัฐฯ ซึ่ง ในช่วง Liberation Day พอร์ต Jitta Ranking Alpha ก็ได้รับผลกระทบและปรับตัวลดลงเช่นกัน แต่หากเทียบกับ ดัชนี  CSI 300 (รวมปันผล และแปลงกลับค่าเงินไทยบาท) เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นภาษี พอร์ต Jitta Ranking Alpha ติดลบเพียง -2.74%(YTD)  เทียบกับ CSI 300 ที่ติดลบไป 7.22%  (YTD) และสามารถฟื้นกลับมาเหนือกว่าดัชนี โดย ณ วันที่ 22 ม.ค. 2568 ผลตอบแทนของ Jitta Ranking Alpha อยู่ที่ 23.77%  

 

“ท่ามกลางความผันผวนตลอดปีที่ผ่านมา การจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite ยังคงพิสูจน์ให้เห็นถึงประสิทธิภาพ พอร์ตหลักที่กระจายการลงทุนทั่วโลกช่วยลดแรงกระแทกในช่วงตลาดตก ขณะที่พอร์ตรองเปิดโอกาสให้ลงทุนในธีม หรือประเทศที่มีศักยภาพ  พอร์ตที่มีการกระจายความเสี่ยงสามารถรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดได้ดีกว่าการลงทุนกระจุกตัวในตลาดใดตลาดหนึ่ง”

 

Core Port (Global ETF)

Satellite Port (Jitta Ranking Alpha)

 

2.2 Stay Invest   เดินหน้าลงทุนระยะยาว  

อีกหนึ่งบทเรียนที่เกิดขึ้นท่ามกลางความผันผวน คือการเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง (Stay Invest) โดยมองภาพระยะยาว และยังคง DCA อย่างสม่ำเสมอ วิธีนี้จะทำให้พอร์ตลงทุนยังคงเติบโตต่อไปได้  เหมือนที่ ​Warren Buffett แห่ง  Berkshire Hathaway ยังคงเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง แม้ราคาหุ้นของ  Berkshire Hathaway จะปรับตัวลดลงก็ตาม แต่ก็ยังคงยึดมั่นในหลักการลงทุนในการเลือกลงทุนในหุ้นดีราคาเหมาะสม (wonderful company at a fair price) กล่าวคือการเน้นที่คุณภาพของธุรกิจมากกว่าความผันผวนระยะสั้น และแม้ว่าวันนี้ Buffett จะวางมือแล้วก็ตาม แต่หลักการนี้ยังใช้งานได้เสมอไม่ว่าตลาดจะอยู่ในวัฏจักรใดก็ตาม

 

  1. สรุปภาพรวมแนวโน้มตลาดโลกปี 2569 (Macro) อเมริกา จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม ไทย และสิ่งที่ต้องจับตามอง

  

สำหรับมุมมองปี 2569  โลกกำลังเข้าสู่ยุค “เติบโตไม่พร้อมกัน และโตไม่เท่ากัน” 

ปี 2569 เป็นปีที่เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ ภาวะสมดุลใหม่  ไม่ใช่ภาวะถดถอย แต่ก็ไม่ใช่การเติบโตแบบเร่งตัวเหมือนในอดีต กล่าวคือ บางประเทศยังเติบโตได้ดี ขณะที่บางประเทศชะลอตัว และแม้ในประเทศเดียวกัน กลุ่มอุตสาหกรรมและกลุ่มรายได้ก็ฟื้นตัวไม่เท่ากัน  

สหรัฐอเมริกา: Core Driver ของเศรษฐกิจและตลาดทุนโลก

 

เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจไม่ใช่ประเทศที่โตเร็วที่สุด โดยมีการคาดการณ์ GDP Growth: ประมาณ 1.8– 2.3% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐาน AIและการใช้จ่ายภาครัฐและนโยบายอุตสาหกรรม


ด้านนโยบายการเงิน Fed มีแนวโน้มเข้าสู่ช่วง ผ่อนคลายแบบระมัดระวัง  โดยจะต้องให้ความสำคัญกับ “ทิศทางนโยบายระยะยาว” มากกว่าจำนวนครั้งในการลดดอกเบี้ย อย่างไรก็ตามตลาดยังจับตา การเปลี่ยนตัวประธาน Fed ในปี 2569 ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในความเป็นอิสระของนโยบายการเงินสหรัฐฯ ทั้งนี้โดยภาพรวมแล้ว สหรัฐฯ ยังคงรับบทเป็น ตัวกำหนดทิศทางของสภาพคล่องและ Sentiment การลงทุนโลก

 จีน: เติบโตช้าลง แต่เปลี่ยนโครงสร้างจริงจัง

ในปี 2569 จีนอาจไม่ใช่ Growth Engine แบบเดิม จีนกำลังเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยอสังหาริมทรัพย์  ไปสู่เศรษฐกิจที่เน้นเทคโนโลยีและการผลิตขั้นสูง เช่น AI, Semiconductor, EV และพลังงานสะอาด และแม้การบริโภคภายในยังฟื้นตัวช้า แต่คาดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจน่าจะอยู่ได้ระดับ 4.4% – 4.8% ได้  อย่างไรก็ตามการที่จีนเริ่มรุกตลาดโลกด้วยสินค้าเทคโนโลยีมูลค่าสูงทำให้จีนยังเป็นผู้เล่นหลักฝั่ง Supply ของโลก  ขณะเดียวกันนักลงทุนต้องระวังผลกระทบเชิงการแข่งขันต่อประเทศอื่นด้วย

ญี่ปุ่น: จากยุคเงินฝืด สู่การเติบโตเชิงคุณภาพ

ญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงประวัติศาสตร์  เปลี่ยนจาก “เรื่องค่าเงิน” เป็น “เรื่องคุณภาพกำไร” ด้วยการยุติดอกเบี้ยติดลบและปรับนโยบายการเงินกลับสู่ภาวะปกติ โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2569 อัตราดอกเบี้ยนโยบายของญี่ปุ่น มีโอกาสแตะ 0.75% – 1.0% ขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นคาดว่าจะอยู่ที่ราว ~0.7%   

ในส่วนของตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังคงได้แรงหนุนจากการปฏิรูปบรรษัทภิบาล รวมถึงการลงทุนใน Automation, Robotics และ AI และเงินทุนในประเทศที่เริ่มกลับเข้าตลาดหุ้น

 เวียดนาม: ผู้ชนะเชิงโครงสร้างของเอเชีย

เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจาก China+1, ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยี จะเห็นได้ว่าเวียดนามกำลังก้าวจากฐานผลิต สู่การเป็น Tech Manufacturing Hub ของอาเซียน การเติบโตเศรษฐกิจดิจิทัลและ Data Center ขยายตัวเร็ว  เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศหรือ FDI ไหลเข้า ในกลุ่ม High-tech และ Semiconductor เพิ่มต่อเนื่อง  ล่าสุดตลาดหุ้นเวียดนามมี EPS Growth สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกไปแล้ว

 ไทย: ฟื้นตัวช้า แต่ยังมีจุดเปลี่ยนให้ติดตาม

เศรษฐกิจไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทำให้การเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ  โดยมีการคาดการณ์ GDP ที่ระดับ 1.5% – 1.7% ซึ่งเป็นแรงหนุนจากภาคท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หลัก  นอกจากนี้ในปี  2569 เรายังต้องจับตาผลการเลือกตั้งที่จะเป็นปัจจัยชี้ขาดด้านนโยบายการคลัง 


  1. การลงทุนปี 2569 ตลาดไหนที่น่าสนใจ

จาก ข้อมูล AI Market Prediction  ของ Jitta Wealth ที่สามารถบ่งบอกตลาดถูกแพง ของแต่ละประเทศในแต่ละปีจะพบว่า AI ยังชี้เป้าไปที่ประเทศจีนที่มีจำนวนหุ้นดีราคาถูกมากกว่าหุ้นดีแต่ราคาแพงถึง 4.56 เท่า ตามมาด้วย ฮ่องกง ที่ 2.57 เท่า  ญี่ปุ่น 1.63 เท่า ขณะที่หุ้นไทยเอง อาจจะมีจำนวนหุ้นดีราคาถูกอยู่ถึง 9 เท่า แต่ก็มีความกดดันเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจอยู่

  1. คำแนะนำในแนวทางการจัดพอร์ตในปี 2569 ให้พร้อมกับความผันผวนที่รออยู่

จากบทเรียนการลงทุนที่ได้รับในปีที่ผ่านมา ทำให้ในปี 2569 Jitta Wealth จะยังเน้นเรื่อง Core & Satellite เพื่อรองรับความผันผวน  เพราะในปี 2569 สิ่งที่นักลงทุนหลีกเลี่ยงได้ยากนั่นก็คือ ‘ความผันผวน’ ของตลาดหุ้น ที่จะอาจรุ่นแรงต่างกันในแต่ละปี ดังนั้นนอกจากเรื่องที่ว่า “จะลงทุนอะไรดี” สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ควรจัดพอร์ตอย่างไรให้สามารถลงทุนฝ่าความผันผวนที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ได้ 

 

คำตอบคือการกระจายความเสี่ยง ด้วยหลักการที่เราเน้นย้ำมาตลอด และยังสามารถใช้ได้เสมอ นั้นก็คือการจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite  ซึ่งจะช่วยให้ลงทุนได้อย่างอุ่นใจ และยังสนุกไปกับการคว้าโอกาสใหม่ ๆ โดยการแบ่งสัดส่วนการลงทุนออกเป็น Core Portfolio (พอร์ตหลัก) ในสัดส่วน 80% ของเงินลงทุนทั้งหมด และ Satellite Portfolio (พอร์ตรอง) ในสัดส่วน 20% โดยสัดส่วนสามารถปรับได้ตามระดับความเสี่ยงที่รับไหว แต่พอร์ตหลักไม่ควรน้อยกว่า 50% 

 

Core Portfolio (พอร์ตหลัก): ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีการกระจายความเสี่ยงครอบคลุมทั่วโลก เช่น Global ETF หรือ Omni Fund เพื่อให้พอร์ตมีการเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว

 

Satellite Portfolio (พอร์ตรอง):

ลงทุนในสัดส่วนที่น้อยกว่า โดยเลือกตลาดหรือธีมที่กำลังได้รับความสนใจ เช่น หุ้นเทคโนโลยี หรือประเทศที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว หรือนโยบาย Jitta Ranking Alpha และ Thematic Optimize เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน บนความเสี่ยงที่มากขึ้น แต่ยังคงคุมความเสี่ยงโดยรวมได้ เพราะมีพอร์ตหลักรองรับอยู่

 

ยกตัวอย่างเช่น การจัดพอร์ตแบบ Core 80% Satellite 20% ในกรณีที่ตลาดผันผวน พอร์ตรองซึ่งมักจะผันผวนมากกว่า หากพอร์ตนี้ติดลบไป 50% พอร์ตโดยรวมก็จะลดลงเพียง 10% เท่านั้น 

 

นอกจากนี้อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญสำหรับปี 2569 คือการลงทุนแบบ DCA ระยะยาวแบบ DCA Annual Boots  10%  

หลายคนอาจจะรู้จัก DCA (Dollar-cost Averaging) ดีว่า คือการลงทุนด้วยจำนวนเงินเท่าเดิมในทุกเดือน ซึ่งจะช่วยลดอารมณ์ ลดความผันผวน และช่วยให้การสะสมหุ้น/กองทุนเป็นไปได้มากขึ้นในช่วงตลาดตก จึงฟื้นตัวได้เร็วกว่า ‘ปล่อยพอร์ตไว้เฉย ๆ’

 

ที่สำคัญคือทำได้ง่าย แต่ส่งผลต่อพอร์ตได้มหาศาล เช่น ถ้าคุณเริ่มต้นลงทุนจากเงินน้อยๆ 1,000 บาท แต่ DCA ระยะยาวแบบ DCA Annual Boost 10% หรือก็คือการเพิ่มจำนวนเงินที่ DCA ทุกปี ปีละ 10%  

 

ทำไมต้องเพิ่มปีละ 10%? 

 

10% ที่เพิ่มขึ้นมาจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งคนส่วนใหญ่มักเลือกที่จะเปลี่ยนการใช้ชีวิต เงินเยอะขึ้น ก็กินแพงขึ้น ซื้อของเยอะขึ้น ทำให้สุดท้ายก็จบที่ใช้เงินเดือนชนเดือนเหมือนเดิม 

 

ดังนั้นเมื่อมีรายได้มากขึ้น ให้แบ่งส่วนนั้นมาเพิ่มในการ DCA ก่อน ส่วนที่เหลือค่อยทำไปใช้อย่างอื่น เพียงเท่านี้ผลลัพธ์ในอนาคตการเงินจะเปลี่ยนแปลงไปมหาศาล

 

ตัวอย่างเปรียบเทียบการ DCA ปกติ กับ DCA Annual Boost 10% 

 

สมมติว่าเริ่มต้นลงทุน 1,000 บาท ผลตอบแทนทบต้น 8% ต่อปี

  • แบบที่ 1 (DCA ปกติ) เดือนละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 30 ปี มูลค่าพอร์ต จะอยู่ที่ 1,490,359.45  บาท
  • แบบที่ 2 (DCA Annual Boost 10%) ปีแรก DCA เดือนละ 1,000 บาท จากนั้นปีต่อไปเพิ่มเงิน DCA 10% ไปเรื่อย ๆ ทุกปี เป็นระยะเวลา 30 ปี มูลค่าพอร์ตจะเพิ่มขึ้นเป็น 4,770,140.56 บาท

 

เห็นได้ชัดเจนว่าผลลัพธ์ที่ได้ ต่างกันกว่า 3 เท่า 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

ปรับฐาน By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เช้าวันนี้ หุ้นไทย ปรับฐาน หลังจาก วานนี้ บวกกว่า 20 จุด บ่ายวันนี้ เคลื่อนไหว ตามกรอบ..

ทำรอบ By : นายกล้วยหอม

นายกล้วยหอม มองตลาดหุ้นไทยแล้ว บรรยกาศการลงทุน สำหรับนักลงทุนที่มีประสบการณ์ แล้ว คงเน้น การทำรอบ เล่นกำไรระยะสั้น .....

มัลติมีเดีย

หุ้นอินไซด์ทอลค์ : บุกขุมทรัพย์ PCE

หุ้นอินไซด์ทอลค์ : บุกขุมทรัพย์ PCE

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้