Thailand Automotive
แนวโน้มปี 2569 ฟื้นตัวเล็กน้อยจากการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
คงมุมมอง “เท่าตลาด” ต่อกลุ่ม หุ้นเด่น คือ AH
เราคงมุมมอง “เท่าตลาด” ต่อกลุ่มยานยนต์ไทย โดยคาดว่ากำไรหลักของกลุ่มจะลดลง 1% YoY ในปี 2569 (เทียบกับ -2% YoY ในปี 2568) เราเลือกหุ้น AH (คำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 15.40 บาท) เป็นหุ้นเด่นของเรา ด้วยเหตุผล 1) คาดกำไรหลักปี 2569 เติบโต 11% 2) อัตราผลตอบแทนเงินปันผล 6–7% สำหรับปี 68-69 และ 3) เป็นผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากสัดส่วนตลาด EV ที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทย แม้เราคาดว่าการผลิตรถยนต์รวมของไทยในปี 2569 จะอยู่ที่ 1.5 ล้านคัน (+3% YoY) โดยได้แรงหนุนจากการผลิต EV ในประเทศที่เพิ่มขึ้น แต่เรามองว่ากำไรของกลุ่มจะยังลดลง เนื่องจาก SAT/STANLY มีสัดส่วนรายได้จากผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นสูงถึง 65%/80% ตามลำดับ ขณะที่ผู้เล่น EV จากจีนได้เพิ่มส่วนแบ่งตลาดขายปลีกอย่างต่อเนื่อง (จาก ต่ำกว่า 10% ในปี 2566 เป็นเกือบ 20% ในปี 2568) แย่งส่วนแบ่งจากผู้ผลิตญี่ปุ่น โดยในบรรดาบริษัทที่เราวิเคราะห์ มีเพียง AH ที่สามารถคว้าลูกค้า EV จากจีนได้
การส่งออกยังไร้ปัจจัยหนุนการเติบโตที่สำคัญในปี 2569
เราประเมินการส่งออกรถยนต์รวมปี 2569 ที่ 975,000 คัน (+3% YoY) สูงกว่าเป้าหมายล่าสุดของ ส.อ.ท. ที่ 950,000 คัน เล็กน้อย เรามองบวกเล็กน้อยต่อโอกาสฟื้นตัวของตลาดโซนโอเชียเนีย (คิดเป็นราว 27% ของการส่งออก CBU ของไทย) จากการที่แบรนด์ญี่ปุ่นปรับตัวตามมาตรฐานการปล่อยมลพิษใหม่ อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่าการฟื้นตัวดังกล่าวจะถูกหักล้างด้วยการส่งออกไปอาเซียนและสหรัฐฯ ที่ยังคงลดลงต่อเนื่อง
การผลิตในประเทศแข็งแกร่งต่อเนื่องถึงปี 2569
เราประเมินว่าในปีงบ 2569 การผลิตรวมจะอยู่ที่ 525,000 คัน (คาดเพิ่มขึ้นราว +5% YoY) ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) ที่ 500,000 คันอยู่ประมาณ 5% เรามีมุมมองเชิงบวกมากกว่า FTI เล็กน้อย เนื่องจากแบรนด์รถยนต์จากจีนได้เร่งเพิ่มการผลิตในประเทศมากขึ้น เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขสัดส่วนการผลิตต่อการนำเข้า 2:1 (เพิ่มขึ้นจาก 1.5:1 ในปี 68) เพื่อให้ยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้มาตรการสนับสนุน EV3.5 ต่อไป เราเชื่อว่าการเพิ่มขึ้นของการผลิตในประเทศจะช่วยชดเชยผลกระทบจากยอดขายปลีกที่อาจชะลอลง หลังสิ้นสุดมาตรการ EV3.0 (ซึ่งให้เงินอุดหนุนในระดับที่สูงกว่า EV3.5)
AH เป็นหุ้นเด่นจากการเติบโตของ EV ในประเทศ
AH เป็นหุ้นเดียวที่เราแนะนำ BUY และเป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม จากที่เราคาดว่ากำไรหลักปี 2569 จะเติบโต 11% (เทียบกับค่าเฉลี่ยกลุ่ม 1%) และฐานลูกค้า EV ในประเทศไทย (BYD และ Changan) ซึ่งแตกต่างจากคู่แข่ง ขณะที่ปัจจัยหนุนการปรับมูลค่า (re-rating) คือการเติบโตของยอดขายในช่วง 2Q–3Q69 จากโครงการใหม่และการเร่งกำลังการผลิต EV ในประเทศ เราคงคำแนะนำ ถือ สำหรับ SAT และ STANLY จากอัตราผลตอบแทนเงินปันผลราว 7.0% สำหรับปี 68-69 ระดับหนี้ต่ำ และกระแสเงินสดอิสระแข็งแกร่ง โดยมี P/FCF 3.5–3.8 เท่า สำหรับปี 69