Today’s NEWS FEED

ตอนนี้คุณกำลังอยู่ในเว็บไซต์สำหรับทดสอบระบบ

News Feed

SCB EIC ผู้บริโภคไทยคิดอย่างไรกับโซลาร์รูฟท็อป? เจาะอินไซต์สำคัญที่ภาครัฐและผู้ประกอบการต้องรู้

74

สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ (29 สิงหาคม 2568 )-----KEY SUMMARY


การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสำหรับที่อยู่อาศัยในประเทศไทย ยังต่ำกว่าศักยภาพมาก สะท้อนว่าผู้บริโภคยังเผชิญอุปสรรคในการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป โดยกระทรวงพลังงานประเมินว่าในปี 2023 ศักยภาพรวมสำหรับที่อยู่อาศัยอยู่ที่ราว 121,000  เมกะวัตต์ ขณะที่ปริมาณการติดตั้งสะสมในปี 2022 ยังอยู่เพียง 1,893 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 1.6% ของศักยภาพทั้งหมด ซึ่งปริมาณการติดตั้งที่ยังต่ำกว่าศักยภาพค่อนข้างมาก สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภค ซึ่งเป็นผู้ตัดสินใจนำเทคโนโลยีมาใช้ กำลังเผชิญปัญหาหรืออุปสรรคในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป

SCB EIC พบว่า ผู้บริโภคจำนวนมากสนใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป แต่ยังมีอุปสรรคสำคัญ 4 ด้านที่ส่งผลต่อการตัดสินใจติดตั้ง โดยจากผลสำรวจของ SCB EIC (ของผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 2,257 ราย) ในช่วงต้นปี 2025 พบว่า 80% มีความสนใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป แต่ยังไม่ได้ดำเนินการ โดยส่วนที่เหลือ 9% เป็นกลุ่มที่ติดตั้งแล้ว 3% อยู่ระหว่างการติดตั้ง และ 8% ไม่สนใจติดตั้ง  ซึ่งจากผลสำรวจ พบว่าผู้บริโภคยังเผชิญอุปสรรคสำคัญ 4 ด้าน คือ 1) การตรวจสอบความน่าเชื่อถือและราคาที่เหมาะสมของผู้ให้บริการติดตั้ง ซึ่งประชาชนจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ชัดเจนและเปรียบเทียบได้ 2) การเลือกเทคโนโลยีที่มีความหลากหลายและต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ เช่น ชนิดของแผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์และระบบที่เหมาะสมกับที่อยู่อาศัย 3) ความยุ่งยากของกระบวนการขออนุญาตจากภาครัฐ ทั้งการติดต่อหลายหน่วยงาน, การเตรียมเอกสาร และการนัดตรวจสอบสถานที่ติดตั้ง ซึ่งยังเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค และ 4) ข้อจำกัดด้านเงินทุน โดยกว่า 50% ของผู้ติดตั้งใช้เงินสดและต้องจัดหาเงินส่วนตัวเพื่อจ่ายเองซึ่งเป็นอุปสรรคที่สำคัญที่สุดในการหาแหล่งเงินทุน สะท้อนถึงความต้องการแหล่งเงินทุนที่เข้าถึงง่าย 

การให้เงินอุดหนุนเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการมากที่สุดจากภาครัฐ ตามมาด้วยสิทธิในการลดหย่อนภาษีจากค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง รวมถึงสิทธิประโยชน์หลังการติดตั้ง จากผลสำรวจพบว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ “การให้เงินอุดหนุนการติดตั้ง” มากที่สุด รองลงมาคือ “การลดหย่อนภาษีจากค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง” ขณะที่ความต้องการอื่น ๆ ที่ผู้บริโภคอยากให้รัฐสนับสนุนเพิ่มเติม ได้แก่ การปลดล็อกการขายไฟฟ้าได้อย่างเสรี การเสนอขายระบบโซลาร์รูฟท็อปทางเลือกในราคาที่ถูกกว่าตลาด เช่น  ระบบโซลาร์รูฟท็อปที่ผลิตโดยคนไทย ภายใต้การสนับสนุนเงินทุนวิจัยจากภาครัฐ การรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินในอัตราเดียวกับราคาขายปลีก และการผ่อนปรนขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคต้องการ “แพ็กเกจนโยบาย” ที่ครบถ้วน ทั้งในมิติของต้นทุน การเข้าถึงระบบ และสิทธิประโยชน์หลังการติดตั้ง

สำหรับผู้ให้บริการติดตั้ง การสร้างความน่าเชื่อถือ การเสนอแหล่งเงินทุนที่เข้าถึงได้ และการอำนวยความสะดวกในการติดตั้ง เป็นแนวทางสำคัญเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค โดย SCB EIC เสนอแนวทาง ดังนี้ 1) การสร้างความน่าเชื่อถือผ่านการนำเสนอให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญของผู้ให้บริการติดตั้ง โดยสามารถให้คำแนะนำที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า เสนอรายละเอียดผลิตภัณฑ์ที่ชัดเจนและราคาที่โปร่งใส ตลอดจนมีการรับประกันและบริการหลังการขาย 2) การพัฒนาแหล่งเงินทุนที่เข้าถึงง่ายผ่านการร่วมมือระหว่างผู้ให้บริการติดตั้งและสถาบันการเงิน เช่น สินเชื่อเช่าซื้อดอกเบี้ยต่ำสำหรับติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อช่วยให้ผู้บริโภคที่ต้องการติดตั้ง แต่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น 3) ผู้ให้บริการติดตั้งควรมีบริการดำเนินการขออนุญาตติดตั้งแทนผู้บริโภค (ในกรณีที่ยังไม่มี) เนื่องจากผู้บริโภคจำนวนมากยังเผชิญปัญหาในการขออนุญาตติดตั้งเอง หรืออาจมีการส่งเสริมการขายที่ลดราคาอุปกรณ์และค่าติดตั้งที่จะช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้ง่ายขึ้นจากระยะเวลาคืนทุนที่เร็วขึ้น              

สำหรับมาตรการส่งเสริมของภาครัฐที่สำคัญ ระยะสั้น SCB EIC เสนอว่า ภาครัฐสามารถสนับสนุนผู้บริโภค โดยการสร้างกลไกในการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของอุปกรณ์และผู้ติดตั้ง การเพิ่มมาตรการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายผู้บริโภค ตลอดจนอำนวยความสะดวกผ่านระบบ One-stop services โดยมาตรการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อประยะสั้นที่ภาครัฐสามารถดำเนินการได้ นอกเหนือจากการให้สิทธิลดหย่อนภาษี (ที่ภาครัฐได้มีมติเห็นชอบหลักการในเดือนมิถุนายน 2025 ที่ผ่านมา) คือ 1) เพิ่มกลไกการตรวจสอบและรับรองคุณภาพของอุปกรณ์และผู้ให้บริการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคสมัครใจ (Voluntary certification program) เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกผู้ให้บริการที่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานทั้งด้านคุณภาพและราคาได้ 2) แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายโดยให้เงินอุดหนุนการติดตั้งและสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สำหรับครัวเรือนรายได้ต่ำ โดยร่วมมือกับสถาบันการเงิน  เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 3) ขจัดอุปสรรคในการขออนุญาตโดยใช้ระบบ One-stop services เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการขออนุญาตติดตั้ง 

ระยะยาว SCB EIC เสนอว่า ภาครัฐควรมีโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการใช้โซลาร์รูฟท็อปของประเทศที่บูรณาการกับแผนพลังงานของชาติ อาทิ 1) ปลดล็อกการขายไฟฟ้าเสรีโดยการให้สิทธิกับบุคคลที่สาม (ที่ไม่ใช้การไฟฟ้าฯ) สามารถเข้ามาใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์จากระบบส่งไฟฟ้าหรือโครงข่ายไฟฟ้าได้ (Third party access) โดยการไฟฟ้าฯ เป็นผู้บริหารจัดการและได้รับค่าบริการ 2) การไฟฟ้าฯ เปิดรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์รูฟท็อปในราคาขายปลีกโดยคำนวณปริมาณไฟฟ้าที่ผู้บริโภคขายได้จากส่วนต่างระหว่าง “หน่วยไฟฟ้าที่ซื้อจากการไฟฟ้า” กับ “หน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้เองจากโซลาร์รูฟท็อป” (Net-metering) เป็นต้น

โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการผลิตไฟฟ้าจากภาคประชาชน จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถปลดล็อกศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์ที่กระจายอยู่ทั่วทุกหลังคาบ้าน และเดินหน้าสู่ระบบพลังงานสะอาดอย่างแท้จริง

โซลาร์รูฟท็อปสำหรับที่อยู่อาศัยในไทย ยังติดตั้งต่ำกว่าศักยภาพมาก


ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปสำหรับที่อยู่อาศัย แต่การติดตั้งจริงยังต่ำกว่าศักยภาพอยู่มาก โดยกระทรวงพลังงานประเมินว่า ไทยมีศักยภาพการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปสำหรับที่อยู่อาศัยโดยรวมอยู่ที่ราว 121,000 เมกะวัตต์ ขณะที่ปริมาณการติดตั้งสะสมในปี 2022 (ข้อมูลล่าสุดที่มี) ยังอยู่เพียง 1,893 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 1.6% ของศักยภาพทั้งหมด ปริมาณการติดตั้งที่ยังต่ำกว่าศักยภาพค่อนข้างมากสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคอาจกำลังเผชิญปัญหาหรืออุปสรรคในการตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ดังนั้น SCB EIC จึงได้จัดทำแบบสำรวจภายใต้หัวข้อ “โซลาร์รูฟท็อปแบบไหนที่ใช่ในใจคุณ” ในช่วงวันที่ 22 มกราคม – 13 กุมภาพันธ์ 2025 เพื่อศึกษาประสบการณ์เกี่ยวกับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปของผู้บริโภค โดยแบบสำรวจของ SCB EIC ครอบคลุมตั้งแต่การตระหนักรู้และแรงจูงใจของผู้บริโภค ไปจนถึงประสบการณ์ในการติดตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการประเมินความเหมาะสมในการติดตั้ง การหาแหล่งเงินทุน การขออนุญาตและดำเนินการติดตั้ง รวมถึงประสบการณ์ในการใช้งาน (รูป 1) ในแบบสำรวจมีการจำแนกผู้บริโภคออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มที่ติดตั้งแล้ว 2) กลุ่มที่กำลังติดตั้ง 3) กลุ่มที่สนใจติดตั้ง แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจ และ 4) กลุ่มที่ไม่สนใจติดตั้ง (รายละเอียดลักษณะประชากร (Profile) ของผู้ตอบแบบสำรวจอยู่ใน Appendix ท้ายบทความ) 80% ของผู้ตอบแบบสำรวจสนใจติดตั้งแต่ยังไม่ตัดสินใจ สะท้อนถึงโอกาสการเติบโตในอนาคต โดยผลสำรวจจำแนกตามกลุ่มผู้บริโภค (รูปที่ 2) พบว่า ผู้บริโภคที่สนใจติดตั้งแต่ยังไม่ตัดสินใจ (80% ของผู้ตอบแบบสำรวจ) เป็นกลุ่มมีศักยภาพสูงในการเปลี่ยนมาเป็นผู้ติดตั้งจริงในอนาคต จาก 1) ลักษณะที่อยู่อาศัยและพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าที่ใกล้เคียงกับกลุ่มที่ติดตั้งแล้ว (9% ของผู้ตอบแบบสำรวจ) กล่าวคือ 80% ของผู้บริโภคกลุ่มนี้อาศัยในบ้านเดี่ยวหรือบ้านแฝด, 50% มีการจ่ายค่าไฟฟ้ามากกว่า 3,000 บาทต่อเดือน และ 18% มีการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลากลางวันมากกว่ากลางคืน ซึ่งเป็นลักษณะที่สอดคล้องกับกลุ่มผู้บริโภคที่ติดตั้งแล้ว 2) การช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าเป็นหนึ่งในแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคในกลุ่มนี้อยากติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป โดย 80% ของผู้บริโภคในกลุ่มนี้อยากติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพราะช่วยทำให้ประหยัดค่าไฟฟ้า (รูปที่ 3) ซึ่งจากร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Power Development Plan) ปี 2024 พบว่า ค่าไฟฟ้าโดยเฉลี่ยในช่วงปี 2025-2030 จะอยู่ที่ 3.8 บาทต่อหน่วย ซึ่งอยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกับค่าไฟฟ้าโดยเฉลี่ยในช่วงปี 2019 – 2024 ที่อยู่ที่ 3.9 บาทต่อหน่วย และยังไม่กลับไปสู่ระดับที่ต่ำเหมือนในอดีต เช่น ในปี 2011 ค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 3.1 บาทต่อหน่วย ดังนั้น ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ค่าไฟฟ้าในระดับสูงยังจะเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้ผู้บริโภคหันมาติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น ทั้งนี้จะพบว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ที่อยากติดตั้งได้รับแรงกระตุ้นจากการรับรู้ถึงประโยชน์ที่ได้จากการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปที่สามารถช่วยลดค่าไฟฟ้าได้จริงโดยเฉพาะในภาวะที่ค่าไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้น และยังสอดคล้องกับผลสำรวจความพึงพอใจการใช้โซลาร์รูฟท็อปของกลุ่มที่ติดตั้งแล้ว (รูปที่ 4) ที่พบว่า 57% ของผู้ที่ติดตั้งแล้วตอบว่าพึงพอใจมากและ 38% มีความพอใจ โดย 96% ของผู้ที่ติดตั้งแล้วต้องการแนะนำบอกต่อให้บุคคลที่รู้จักติดตั้ง เนื่องจากโซลาร์รูฟท็อปสามารถช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้มาก คุ้มค่าในระยะยาวและเป็นไฟฟ้าสะอาดที่ไม่ปล่อยมลพิษ (รูปที่ 5) ซึ่งตอบโจทย์จุดประสงค์หลักของการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป

อะไรคืออุปสรรคสำคัญในการเปลี่ยนมาใช้โซลาร์รูฟท็อปของผู้บริโภคไทย? 


แม้ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปแล้วและกลุ่มที่อยากติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมองว่าการติดตั้งจะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้ แต่ผู้บริโภคก็เผชิญกับอุปสรรคที่สำคัญในการตัดสินใจหลายด้าน ซึ่งหากผู้ให้บริการติดตั้งและภาครัฐร่วมกันขจัดอุปสรรคดังกล่าวได้ จะช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปได้ง่ายขึ้น ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคชาวไทยกำลังเผชิญอุปสรรคสำคัญ 4 ด้าน ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจติดตั้ง เรียงตามลำดับของอุปสรรคจากมากไปหาน้อย ดังนี้ (รูปที่ 6) 1) การตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการและความเหมาะสมของราคา 2) การเลือกเทคโนโลยีโซลาร์รูฟท็อป 3) ความยุ่งยากในการขออนุญาตติดตั้งจากภาครัฐ และ 4) ข้อจำกัดด้านเงินทุน โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้ 

1) การตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการและความเหมาะสมของราคาที่ผู้ให้บริการนำเสนอ 
จากผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคเกี่ยวกับอุปสรรคในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป  พบว่า 44% ของผู้ตอบแบบสำรวจในกลุ่มที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปแล้วและกลุ่มที่สนใจแต่ยังไม่ตัดสินใจ ตอบว่าการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการติดตั้งเป็นอุปสรรคที่สำคัญที่สุดในการเลือกผู้ให้บริการติดตั้ง รองลงมาคือ การตรวจสอบเรื่องความเหมาะสมของราคาที่ผู้ให้บริการติดตั้งเสนอ (39%) (รูปที่ 7) ในทางกลับกันจากผลสำรวจที่ถามถึงปัจจัยในการตัดสินใจเลือกผู้ให้บริการติดตั้งที่เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือพบว่า กว่า 28% ผู้บริโภคเลือกผู้ให้บริการติดตั้งที่ให้ข้อมูลแบบละเอียดเกี่ยวกับเทคโนโลยี ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและกระบวนการในการติดตั้ง รองลงมา (26%) เลือกผู้ให้บริการติดตั้งที่มีบริการหลังการขาย (รูปที่ 8) 

2) การเลือกเทคโนโลยีโซลาร์รูฟท็อปต้องอาศัยความรู้และความเข้าใจ 
การเลือกระบบโซลาร์รูฟท็อปและอุปกรณ์ ถือเป็นขั้นตอนที่ต้องอาศัยความรู้และความเข้าใจเทคโนโลยีเกี่ยวกับโซลาร์รูฟท็อป เนื่องจากปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่แตกต่างและหลากหลายให้ผู้บริโภคต้องตัดสินใจเลือก ยกตัวอย่างเช่น การเลือกชนิดแผงโซลาร์เซลล์ที่ปัจจุบันมี 2 ชนิดที่เป็นที่นิยม ได้แก่ Mono Crystalline และ Poly Crystalline ซึ่งจะมีราคาและคุณภาพที่แตกต่างกัน หรือแม้กระทั่งการเลือกระบบโซลาร์รูฟท็อปที่ปัจจุบันมีถึง 3 ระบบให้เลือกติดตั้ง อาทิ ระบบออฟกริดที่จะใช้ไฟฟ้าเฉพาะโซลาร์รูฟท็อปเท่านั้น โดยไม่ซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฯ หรือระบบออนกริดที่จะใช้ไฟฟ้าร่วมกันทั้งจากแหล่งการไฟฟ้าฯและจากโซลาร์รูฟท็อป ทั้งนี้จะพบว่าการเลือกเทคโนโลยีโซลาร์รูฟท็อปไม่ใช่เรื่องง่าย สอดคล้องกับผลสำรวจที่พบว่า 30% ของผู้ที่ติดตั้งแล้ว มองว่าการเลือกประเภท แบรนด์ ราคาแผงโซลาร์เซลล์เป็นอุปสรรคที่สำคัญที่สุดในการเลือกเทคโนโลยี รองลงมาราว 22% คือ การเลือกประเภท แบรนด์ ราคาอินเวอร์เตอร์ และขนาดกำลังการผลิต ส่วนผู้ที่สนใจแต่ยังไม่ตัดสินใจ ราว 27% ตอบว่าการเลือกระบบโซลาร์รูฟท็อปที่จะติดตั้งเป็นอุปสรรคในการเลือกเทคโนโลยีมากที่สุด รองลงมาราว 22% ตอบว่าการเลือกประเภท แบรนด์ ราคาแผงโซลาร์เซลล์ (รูปที่ 9) กล่าวโดยสรุป การเลือกประเภท แบรนด์ ราคาแผงโซลาร์เซลล์ และระบบโซลาร์รูฟท็อปล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญของผู้บริโภคจากตัวเลือกของเทคโนโลยีที่มีอยู่มากและต้องอาศัยความเข้าใจเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ 

3) ความยุ่งยากในขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจากภาครัฐ
ปัจจุบันขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมีรายละเอียดการจัดเตรียมเอกสารที่ค่อนข้างยุ่งยากและต้องติดต่อกับภาครัฐหลายหน่วยงาน อาทิ การเตรียมเอกสารที่เกี่ยวกับโครงสร้างการติดตั้งและระบบไฟฟ้าที่ต้องมีวิศวกรรับรอง รวมถึงการเตรียมเอกสารแสดงรายละเอียดของอุปกรณ์ที่จะติดตั้งเพื่อยื่นต่อหน่วยงานราชการท้องถิ่น คณะกรรมการกิจการพลังงาน (กกพ.) และการไฟฟ้าฯ ในพื้นที่ (กฟน. หรือ กฟภ.) ซึ่งการดำเนินการเรื่องเอกสารและขั้นตอนการขออนุญาตเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เวลา ความรู้และความเข้าใจในเอกสารที่ค่อนข้างเฉพาะทาง ซึ่งจากผลสำรวจเกี่ยวกับอุปสรรคที่สำคัญที่สุดในการขออนุญาตติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป พบว่า แม้ 27% ของผู้ที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปแล้ว ตอบว่าไม่มีอุปสรรคในการขออนุญาต เนื่องจากผู้บริการติดตั้งดำเนินการให้ แต่ผู้บริโภคอีก 73% ยังเผชิญอุปสรรคในการขออนุญาต ซึ่งราว 23% ของผู้ตอบแบบสำรวจตอบว่าเผชิญความยุ่งยากในการติดต่อหน่วยงานรัฐ ขณะที่ 18% ตอบว่าต้องศึกษาข้อมูลการขออนุญาต 17% ตอบว่ายุ่งยากในการดำเนินการออกเอกสาร และ 13% ตอบว่าการนัดหมายมาตรวจสอบบ้านมีความล่าช้า (รูปที่ 10) 


4) ข้อจำกัดด้านเงินทุน 
ปัจจุบันผู้บริโภคที่สนใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมีทางเลือกในการจ่ายเงินค่าติดตั้งที่หลากหลายมากขึ้นนอกเหนือจากการใช้เงินสดส่วนตัว เช่น การขอสินเชื่อเพื่อติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปดอกเบี้ยต่ำของธนาคาร ไปจนถึงการใช้บัตรเครดิตชำระค่าติดตั้งที่อัตราดอกเบี้ย 0% ซึ่งล้วนสามารถค้นหาได้ทางอินเทอร์เน็ตหรือในแอปพลิเคชันของธนาคาร ทั้งนี้จากผลสำรวจของ SCB EIC เกี่ยวกับวิธีการจ่ายเงิน พบว่า ผู้ที่ติดตั้งแล้วจ่ายค่าติดตั้งด้วยเงินสดสูงถึง 52%, รองลงมาคือการใช้บัตรเครดิตจ่ายค่าติดตั้งแบบเต็มจำนวนราว 17% และเลือกใช้บัตรเครดิตแบบผ่อนจ่ายราว 14% ตามลำดับ โดยผู้ที่ติดตั้งแล้วราว 53% มองว่าการจัดหาเงินส่วนตัวหรือการหาเงินสดมาจ่ายค่าติดตั้ง เป็นอุปสรรคในการจัดหาเงินทุนมากที่สุด, ถัดมาราว 19% เลือกการค้นหาผู้ให้บริการสินเชื่อ และราว 17% เลือกการเตรียมเอกสารและข้อมูลเพื่อขออนุมัติสินเชื่อ (รูปที่ 11) โดยผลการสำรวจดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคบางส่วนยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เลยทำให้ต้องเลือกวิธีจ่ายด้วยเงินสด (อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคบางส่วนอาจจะมีความพร้อมด้านเงินทุนอยู่แล้ว จึงเลือกจ่ายเงินสด) สอดคล้องกับตัวอย่างข้อมูลที่ได้จากการสอบถามเพิ่มเติมจากผู้ที่สนใจติดตั้งและผู้ที่ติดตั้งแล้ว ที่มองว่าการขอสินเชื่อกับธนาคารมีหลายขั้นตอน ใช้เอกสารจำนวนมากและใช้เวลาในการอนุมัตินาน นอกจากนี้ จากการสำรวจพบว่า 71% ตอบว่าผู้ให้บริการติดตั้งไม่มีบริการด้านการหาแหล่งเงินทุนให้ผู้บริโภค (รูปที่ 12) ซึ่งอาจสะท้อนว่าผู้ให้บริการติดตั้งยังขาดแรงจูงใจหรือมีอุปสรรคในการเสนอทางเลือกทางการเงินแก่ผู้บริโภค 

ผู้บริโภคต้องการการสนับสนุนด้านใดมากที่สุดจากภาครัฐ? 


SCB EIC พบว่า การให้เงินอุดหนุนเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการมากที่สุดจากภาครัฐ ตามมาด้วยสิทธิในการลดหย่อนภาษีจากค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง โดยแม้ในช่วงที่ผ่านมาราคาแผงโซลาร์เซลล์จะปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก แต่ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปยังอยู่ในระดับที่สูงและยังต้องอาศัยระยะเวลาคืนทุนที่ค่อนข้างนาน ซึ่งจากผลการสำรวจ พบว่า 46% ของผู้ที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปแล้วมีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งอยู่ในช่วง 100,000-200,000 บาท และ 32% อยู่ในช่วง 200,001-400,000 บาท นอกจากนี้ ยังพบว่า 37% มีระยะเวลาคืนทุนราว 6-7 ปี และ 31% มีระยะเวลาคืนทุนราว 3-5 ปี (รูปที่ 13) ซึ่งค่าใช้จ่ายในการติดตั้งที่อยู่ในระดับสูงและระยะเวลาคืนทุนที่ยาวนานดังกล่าว ทำให้ผู้บริโภคต้องการการสนับสนุนด้านเงินทุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากภาครัฐ โดยจากผลการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายภาครัฐที่จะมีส่วนช่วยสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (รูปที่ 14) พบว่า การให้เงินอุดหนุนสำหรับการติดตั้งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการมากที่สุด (26% ของผู้ตอบแบบสำรวจ) ตามมาด้วยการให้สิทธิในการลดหย่อนภาษีจากค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง (20%) (ที่ภาครัฐได้มีมติเห็นชอบหลักการแล้วในเดือนมิถุนายน 2025 ที่ผ่านมา) นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนในอีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปลดล็อกให้สามารถขายไฟฟ้าได้เสรี (15%) หรือการเสนอขายระบบโซลาร์รูฟท็อปทางเลือกที่ถูกกว่าตลาด เช่น  ระบบโซลาร์รูฟท็อปที่ผลิตโดยคนไทย ภายใต้การสนับสนุนของภาครัฐ (14%) หรือแม้แต่การที่ภาครัฐรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินในราคาเดียวกับราคาขายปลีกไฟฟ้า (13%) และการผ่อนปรนให้ติดตั้งได้โดยไม่ต้องขออนุญาต (12%) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคต้องการ “แพ็กเกจนโยบาย” ที่ครบถ้วน ทั้งในมิติของต้นทุน การเข้าถึงระบบ และสิทธิประโยชน์หลังการติดตั้ง

SCB EIC เสนอ ผู้ให้บริการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป, ภาครัฐ และสถาบันการเงิน ถึงแนวทางขจัดอุปสรรคของผู้บริโภคให้หันมาสนใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น 


ผู้ประกอบการจะสามารถตอบโจทย์ปัญหาและอุปสรรคของผู้บริโภคได้อย่างไร? 


SCB EIC เสนอ 3 แนวทางที่ผู้ให้บริการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสามารถปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจเพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปได้ง่ายขึ้น ดังนี้
1.    ผู้ให้บริการติดตั้งควรเน้นสร้างความน่าเชื่อถือ เพื่อปิดช่องว่างของอุปสรรคสำคัญในการเลือกผู้ให้บริการของผู้บริโภค โดยผู้ให้บริการติดตั้งจะต้องมีหลักฐานแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญ ความน่าเชื่อถือในด้านคุณภาพของการให้บริการ มีการเสนอรายละเอียดผลิตภัณฑ์และราคาที่ชัดเจน มีการรับประกันสินค้าและมีบริการหลังการขาย 


2.    ผู้ให้บริการติดตั้งควรร่วมมือกับสถาบันการเงินนำเสนอแหล่งผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภค เนื่องจากผลสำรวจพบว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ใช้เงินสดในการติดตั้งและเผชิญอุปสรรคในการจัดหาเงินเพื่อจ่ายค่าติดตั้ง ดังนั้น เพื่อช่วยลดอุปสรรคในด้านการจัดหาแหล่งเงินทุนและคว้าโอกาสจากความต้องการของผู้บริโภค สถาบันการเงินและผู้ให้บริการติดตั้งควรร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เข้าถึงง่ายสำหรับผู้บริโภค เช่น สินเชื่อเช่าซื้อดอกเบี้ยต่ำที่เป็นทางเลือกใหม่นอกเหนือจากสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือดอกเบี้ย 0% ที่ปัจจุบันมีหลายธนาคารได้เริ่มทำแล้ว เป็นต้น 


3.    ผู้ให้บริการติดตั้งควรมีบริการดำเนินการขออนุญาตติดตั้งแทนผู้บริโภค ในกรณีที่ยังไม่มี เนื่องจากผู้บริโภคจำนวนมากยังเผชิญปัญหาในการขออนุญาตติดตั้งเอง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะช่วยขจัดอุปสรรคที่ผู้ติดตั้งต้องเผชิญ อาทิ การจัดเตรียมเอกสาร การประสานงานกับภาครัฐและหน่วยงานการไฟฟ้าฯ ซึ่งมีความยุ่งยากซับซ้อนสำหรับผู้บริโภค นอกจากนี้ ผู้ให้บริการสามารถเสนอส่วนลดราคาอุปกรณ์และค่าติดตั้ง เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น เนื่องจากผลการสำรวจผู้บริโภคของ SCB EIC พบว่า การได้รับส่วนลดเป็นหนึ่งในปัจจัยเสริมสำคัญที่จะทำให้ผู้บริโภคหันมาสนใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น ทั้งนี้จากข้อเสนอดังกล่าว ผู้ประกอบการสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านการนำเทคโนโลยีมาใช้ เช่น แอปพลิเคชันที่ผู้บริโภคสามารถเข้าไปตรวจสอบความน่าเชื่อถือ รับทราบข้อแนะนำทางการเงินและรายละเอียดการให้บริการ นอกจากนี้ ยังสามารถพัฒนาไปจนถึงการช่วยให้ผู้บริโภคสามารถคำนวณระยะเวลาคืนทุนตามสมมติฐานการเปลี่ยนแปลงของค่าไฟฟ้า ต้นทุนอุปกรณ์และค่าบริการสำหรับการติดตั้งบทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนผู้ประกอบการและผู้บริโภค  


ภาครัฐควรมีบทบาทสนับสนุนทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคเพื่อส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้ 


ในระยะสั้น ภาครัฐควรเน้นไปที่การสร้างความเชื่อมั่น บรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและขจัดอุปสรรคในด้านการขออนุญาต เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจและดำเนินการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปได้ง่ายขึ้น โดยสามารถมีมาตรการสนับสนุนต่าง ๆ ดังนี้


1)    เพิ่มกลไกการตรวจสอบและอนุมัติคุณภาพของอุปกรณ์และผู้ให้บริการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคสมัครใจ (Voluntary certification program) เพื่อให้ผู้บริโภคที่ต้องการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสามารถเลือกผู้ให้บริการจากรายชื่อที่ภาครัฐตรวจสอบแล้วว่าผ่านมาตรฐานทั้งในด้านคุณภาพและราคาได้ โดย Certification program นี้จะช่วยลดอุปสรรคของผู้บริโภคให้สามารถเลือกอุปกรณ์และผู้ให้บริการติดตั้งที่เชื่อถือได้


2)    แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป อาทิ การให้เงินอุดหนุนการติดตั้งและสนับสนุนการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำโดยอาศัยความร่วมมือของสถาบันการเงิน โดยนอกเหนือจากการให้สิทธิลดหย่อนภาษี (ภาครัฐได้มีมติเห็นชอบหลักการในเดือนมิถุนายน 2025 ที่ผ่านมา) ภาครัฐสามารถแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการติดตั้งของผู้บริโภคผ่านการให้เงินอุดหนุน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการมากที่สุดจากภาครัฐ นอกจากนี้ การช่วยสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ยังเป็นอีกแนวทางที่จะสามารถช่วยลดต้นทุนในการเข้าถึงเงินทุนของผู้บริโภค 


3)    ขจัดอุปสรรคในการขออนุญาตและการเตรียมเอกสารที่ยุ่งยาก อาทิ การสร้างระบบ One-stop services สำหรับผู้ที่ต้องการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสำหรับบ้านอยู่อาศัย ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการขออนุญาตติดตั้งของประชาชนและผู้ให้บริการติดตั้งได้ 


ในระยะยาว ภาครัฐควรสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการผลิตและใช้โซลาร์รูฟท็อป ที่จะช่วยตอบโจทย์เป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนของประเทศ ผ่านการให้ความสำคัญกับการใช้โซลาร์รูฟท็อปที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของภาคประชาชนและความต้องการของภาคธุรกิจ อาทิ


1.    ปลดล็อกให้สามารถขายไฟฟ้าได้เสรี โดยใช้ Third Party Access (TPA) สำหรับโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนและภาคธุรกิจ ซึ่งจะเพิ่มแรงจูงใจในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้นเนื่องจากผู้ที่ติดตั้งนอกจากจะผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองได้แล้วยังสามารถนำไฟฟ้าที่เหลือใช้จำหน่ายไปยังผู้ที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดผ่านระบบ TPA ที่เป็นโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้าฯได้ แม้ว่าในปัจจุบันทางการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายทั้ง กฟภ. และ กฟน. ได้วางแนวทางการใช้ TPA และเสนอต่อผู้กำกับดูแลแล้ว แต่พบว่ายังไม่มีนโยบายการปลดล็อก TPAจากภาครัฐอย่างชัดเจนเนื่องจากยังมีข้อกังวลเรื่องความพร้อมของระบบไฟฟ้าที่เมื่อใช้การจำหน่ายไฟฟ้าแบบ TPA ร่วมในระบบปกติด้วยแล้ว อาจกระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ทั้งนี้เพื่อให้ TPA สามารถเริ่มนำมาปฏิบัติได้จริง SCB EIC มองว่าผู้กำหนดนโยบายพลังงานรวมถึงรัฐบาลต้องผลักดันโดยปลดล็อกและดำเนินการควบคู่ไปกับการกำกับดูแลเสถียรภาพของระบบที่เหมาะสม เช่น การนำระบบเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้การไฟฟ้าฯ สามารถควบคุมแรงดันไฟฟ้าในระบบให้มีเสถียรภาพ เป็นต้น 


2.    ภาครัฐรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์รูฟท็อปเข้าระบบ อาทิ การขายไฟฟ้าส่วนเกินในราคาขายปลีก (Net-metering) ที่นอกจากจะส่งเสริมให้ภาคประชาชนและภาคธุรกิจที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมีรายได้จากการขายไฟฟ้าแล้ว ยังเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ใช้ไฟฟ้าหันมาเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า (Energy efficiency) เพื่อที่จะนำไฟฟ้าที่ประหยัดได้และเหลือจากการใช้งานมาหักลบหน่วยไฟฟ้าในระบบ Net-metering ซึ่งปัจจุบันมีการนำนโยบายการใช้ Net-metering ร่วมกับโซลาร์รูฟท็อปมาใช้แล้วในสหรัฐฯ และอินเดีย เป็นต้น โดยในระยะเริ่มต้น SCB EIC มองว่าภาครัฐสามารถนำระบบ Net-metering มาทดลองใช้ เพื่อที่จะหาแนวทางในการแก้ไขข้อจำกัดต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการใช้ เช่น กำหนดการใช้ Net-metering ในพื้นที่ที่มีการใช้โซลาร์รูฟท็อปสูงเพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาเรื่องต้นทุนและปัญหาทางเทคนิค เป็นต้น


กล่าวโดยสรุป ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปสำหรับที่อยู่อาศัยสูงมากถึง 121,000 เมกะวัตต์แต่การติดตั้งเพียง 1,893 เมกะวัตต์ ในปี 2022 หรือประมาณ 1.6% ของศักยภาพทั้งหมด สะท้อนว่าผู้บริโภคยังเผชิญอุปสรรคในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป โดยผลสำรวจของ SCB EIC สะท้อนว่าผู้บริโภคมีอุปสรรคในการพิจารณาติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 4 ด้าน เรียงตามลำดับของอุปสรรคจากมากไปหาน้อย ดังนี้ 1) ขาดข้อมูลเปรียบเทียบผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือและราคาที่เหมาะสม ตามมาด้วย 2) การเลือกอุปกรณ์และระบบโซลาร์รูฟท็อปที่ตัดสินใจได้ยาก 3) ความซับซ้อนของขั้นตอนขออนุญาตจากภาครัฐ โดยผู้บริโภคส่วนใหญ่ใช้เงินสดขณะเดียวกัน ก็มีอุปสรรคในการจัดหาเงิน และ 4) ข้อจำกัดด้านเงินทุน ยิ่งไปกว่านั้นการสนับสนุนจากภาครัฐจะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริโภคหันมาสนใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น เช่น การให้เงินอุดหนุนการติดตั้ง, การลดหย่อนภาษี, การปลดล็อกการขายไฟฟ้าเสรี รวมถึงที่ภาครัฐสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในระยะสั้นผ่านการรับรองคุณภาพผู้ให้บริการ (Certificate program) เงินอุดหนุน และระบบ One-stop services และในระยะยาวควรมีโครงสร้างพื้นฐานที่บูรณาการกับแผนพลังงาน เช่น การใช้ระบบ Third Party Access และการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินในราคาขายปลีกผ่านการใช้ระบบ Net-metering เพื่อส่งเสริมการใช้โซลาร์รูฟท็อปอย่างยั่งยืน


ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนสามารถดำเนินการเพื่อผลักดันการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปใน 3 เรื่อง ได้แก่ 1) สร้างความน่าเชื่อถือผ่านข้อมูลที่โปร่งใสและบริการหลังการขาย 2) ร่วมมือกับสถาบันการเงินเพื่อเสนอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และ 3) ให้บริการขออนุญาตแทนผู้บริโภค 

โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการผลิตไฟฟ้าจากภาคประชาชน จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถปลดล็อกศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์ที่กระจายอยู่ทั่วทุกหลังคาบ้าน และเดินหน้าสู่ระบบพลังงานสะอาดอย่างแท้จริง

บทวิเคราะห์โดย... https://www.scbeic.com/th/detail/product/Solar-rooftop-220825

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

แย่งอำนาจ By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ มองการเมืองไทย นักการเมืองไทย ยังคงเวียนว่าย ตายเกิด แย่งชิงอำนาจกัน รักชาติ.....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้