Today’s NEWS FEED

News Feed

ฝุ่นละอองในกรุงเทพฯ ที่มีความถี่และยาวนาน...คาดผลต่อเศรษฐกิจปรับเพิ่มขึ้นมาที่ 14,500 ล้านบาท

130


สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินค่ามาตรฐานที่ปกคลุมพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนธันวาคมปีที่แล้วต่อเนื่องถึงปัจจุบัน ซึ่งมีความถี่มากขึ้นและมีระยะเวลายาวนานกว่าปีที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนบางกลุ่ม จนทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตประจำวันเพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสุขภาพ  


จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้หลายหน่วยงานภาครัฐได้ให้ความสำคัญและพยายามเร่งแก้ไขปัญหาเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประชาชน อาทิ การปฏิบัติการฝนหลวง การใช้โดรนและเครื่องบินขนาดเล็กในการฉีดพ่นและโปรยน้ำ การติดตั้งสายพ่นละอองน้ำตามสถานที่ต่างๆ เช่น พื้นที่ก่อสร้างรถไฟฟ้า เป็นต้น รวมถึงการออกมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง 3 ระยะ คือ มาตรการระยะเร่งด่วน เช่น การตรวจจับควันดำ การตรวจสอบการปล่อยมลพิษโรงงานอุตสาหกรรม และการห้ามเผาในที่โล่งแจ้ง นอกจากนี้ยังมีมาตรการระยะกลาง เช่น ประกาศใช้มาตรฐานน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีกำมะถันไม่เกิน 10 ppm การเปลี่ยนรถโดยสารขององค์กรขนส่งมวลชนกรุงเทพให้เป็นรถที่สร้างมลพิษต่ำ และมาตรการระยะยาว เช่น การปรับปรุงมาตรฐานการระบายอากาศเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมให้เทียบเท่า EU และ USA เป็นต้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน ในส่วนของภาคเอกชนก็มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาวิกฤติฝุ่นละออง อาทิ การทำความสะอาดอาคาร การช่วยกันฉีดพ่นละอองน้ำลงจากตึกสูงและบริเวณพื้นที่ก่อสร้าง เป็นต้น

 


ทั้งนี้ ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินค่ามาตรฐานที่ยังคงมีต่อเนื่องและคาดว่าอาจมีโอกาสล่วงเลยไปถึงเดือนมีนาคม 2562 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ทบทวนประมาณการผลกระทบทางเศรษฐกิจในมิติของค่าเสียโอกาสจากประเด็นด้านสุขภาพและการท่องเที่ยว รวมถึงการประเมินผลกระทบครอบคลุมในประเด็นอื่นๆ เพิ่มเติมในส่วนที่เกิดจากค่าเสียโอกาสของภาคธุรกิจที่อาจได้รับผลกระทบจากการที่ประชาชนมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดผลกระทบ ผ่านการจัดทำผลสำรวจพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของคนกรุงเทพฯและปริมณฑล ดังนี้

1.    ผลทางเศรษฐกิจจากปัญหาฝุ่นละอองในกรุงเทพฯและปริมณฑล จากค่าเสียโอกาสในประเด็นสุขภาพ ด้านการท่องเที่ยวและอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 14,500 ล้านบาท
        สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินค่ามาตรฐานในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ที่มีระดับความเข้มข้นของค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานในระดับที่มีผลต่อสุขภาพ (ค่า AQI สูงกว่า 50 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร) เป็นระยะเวลาหลายๆ วัน ติดต่อกัน ซึ่งผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทันทีหลังจากเกิด

ปัญหาดังกล่าว ได้แก่ ค่าเสียโอกาสจากประเด็นเรื่องสุขภาพ ซึ่งสถานการณ์ฝุ่นละอองไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้ป่วยโรคภูมิแพ้/ระบบทางเดินหายใจแล้ว ที่ผ่านมาประชาชนที่ไม่ได้ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ก็เกิดอาการเจ็บป่วยจากปัญหาฝุ่นละอองด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ การใช้จ่ายในการซื้อหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันฝุ่นละอองก็มีจำนวนเพิ่มขึ้น ตามระยะเวลาของปัญหาที่ยาวนานขึ้น

 


        ขณะที่ ค่าเสียโอกาสด้านการท่องเที่ยว โดยนอกจากคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติที่มีการปรับแผนหลีกเลี่ยงการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่กรุงเทพฯ และปรับกิจกรรมการท่องเที่ยวในพื้นที่กรุงเทพฯ แล้ว  จากสถานการณ์ฝุ่นละอองที่ยาวนานยังส่งผลกระทบเพิ่มเติมในกลุ่มคนกรุงเทพฯ บางกลุ่ม ที่มีการชะลอแผนการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศด้วย

 


        นอกจากนี้ การใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการปรับพฤติกรรมของคนกรุงเทพฯ เพื่อหลีกเลี่ยงหรือป้องกันการเผชิญฝุ่นละออง เช่น ค่าใช้จ่ายในการซื้อเครื่องฟอกอากาศ การปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารนอกบ้าน ซึ่งกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบ คือ ร้านอาหารข้างทาง สวนอาหาร หรือร้านอาหารที่อยู่ในที่โล่งแจ้ง ซึ่งเกิดจากการที่ประชาชาชนหลีกเลี่ยงการเผชิญกับปัญหาฝุ่นละออง

 


        ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ทำการปรับประมาณการผลทางเศรษฐกิจจากปัญหาฝุ่นละอองในกรุงเทพฯและปริมณฑล จากค่าเสียโอกาสโดยเฉพาะในประเด็นสุขภาพและด้านการท่องเที่ยว รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านอื่นๆ ที่สำคัญ คิดเป็นเม็ดเงินอย่างน้อย 14,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดิม โดยมีสาเหตุหลักมาจากกรอบเวลาที่นานขึ้น และการเพิ่มเติมค่าเสียโอกาสบางรายการ โดยกรอบเวลาที่ใช้ในการคำนวณคือ จากเดิมที่ประเมินไว้ราวๆ 1 เดือน ปรับเป็นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2561 - สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2562 (หรือประมาณ 65 วัน)

หมายเหตุ: N/A – ไม่ได้ทำการประเมินผลกระทบในรอบแรก
               * ผลกระทบจากที่คนกรุงเทพฯ ชะลอหรืองดการเดินทางท่องเที่ยว
             ** ค่าเสียโอกาสในส่วนอื่นๆ เช่น ร้านอาหาร คำนวณเฉพาะในช่วงที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานอยู่ระดับสูง ส่งผลต่อบรรยากาศการซื้ออาหารหรือรับประทานอาหารในที่โล่งแจ้ง



        อย่างไรก็ดี ในระยะข้างหน้า ยังมีอีกหลายประเด็นที่อาจจะส่งผลต่อค่าใช้จ่ายและการปรับพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายของภาครัฐด้วย โดยเฉพาะมาตรการที่เน้นการดูแลการปล่อยไอเสียจากรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลเป็นหนึ่งในปัญหาที่สำคัญที่สุดของการก่อให้เกิดมลพิษฝุ่นละออง PM2.5 ได้แก่ การยกระดับมาตรฐานรถยนต์ Euro 5 การใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 อย่างกว้างขวางขึ้น หรือแม้แต่การสนับสนุนการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า แม้แนวทางดังกล่าวเป็นทางแก้ปัญหาในระยะยาว จากการช่วยลดปริมาณการปล่อยมลพิษและฝุ่นละออง PM 2.5 ได้ แต่ผู้บริโภคอาจจะต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นในการใช้รถยนต์ในอนาคต

 


2.    ผลสำรวจพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามกว่าร้อยละ 88.0 ได้รับผลกระทบจากปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินค่ามาตรฐาน
        ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ทำการสำรวจพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของคนกรุงเทพฯและปริมณฑลในช่วงที่มีปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินค่ามาตรฐาน พบว่า กว่าร้อยละ 88.0 ของผู้ที่ตอบแบบสำรวจ ได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว ขณะที่ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 12.0 ตอบว่าไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินค่ามาตรฐาน


แต่ถึงกระนั้น คนส่วนใหญ่ต่างมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญกับฝุ่นละอองและลดผลกระทบต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการออกไปจับจ่ายซื้อสินค้า หรือการรับประทานอาหารที่เปลี่ยนไป การใส่หน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่นละออง การหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้ง รวมถึงการปรับแผนการท่องเที่ยวไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่ไม่ได้รับผลกระทบ รวมถึงการงดกิจกรรมการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงนี้

ทั้งนี้ ปัญหาเรื่องฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินค่ามาตรฐานที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจได้สร้างความตื่นตัวให้ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมมือในการแก้ไขปัญหา ซึ่งช่วยทำให้สถานการณ์คลี่คลายลงบ้าง อย่างไรก็ดี สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานานในกรุงเทพฯ รวมถึงหลายจังหวัดในประเทศไทย โดยเฉพาะเมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น จนเป็นเหตุให้เกิดมลพิษทางอากาศสะสมเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น การแก้ไขปัญหาระยะยาวยังจำเป็นต้องอาศัยการขับเคลื่อนนโยบายอย่างต่อเนื่องและจริงจังที่นำโดยภาครัฐ ร่วมมือกับเอกชนทุกภาคส่วน ซึ่งการเข้าใจปัจจัยสาเหตุของการเกิดฝุ่นละอองที่แท้จริง ซึ่งมีเหตุผลที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ จะช่วยให้สามารถวางแผนจัดการและเดินหน้านโยบายในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นองค์รวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และแน่นอนว่า หากสามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน นอกจากสุขภาพของประชาชนที่จะได้รับการดูแลแล้ว ก็จะเป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศเช่นกัน

 


 


 

นวพร เชื้อเมืองพาน

: เรียบเรียง โทร : 02-276-5976 อีเมล์ : reporter@hooninside.com ที่มา : สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

HotNews : กูรูส่อง SET ครึ่งเดือนหลังมีลุ้นรีบาวด์ BANK - PROP เด่นสุด

กูรูทิสโก้ เปิดกลยุทธ์ SET Index บริเวณ 1600 ลงมาน่าทยอยเสี่ยงซื้อเก็งกำไรรอบสั้นๆ มองครึ่งเดือนหลังมีโอกาสรีบาวด์ทาง...

(เพิ่มเติม) "อุตตม" ชง 3 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน คาดเกิดเม็ดเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 2 แสนลบ.ในครึ่งหลังของปีนี้

นายอุตตม สาวนายน ได้โพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัวว่า วันนี้กระทรวงการคลัง ได้เตรียมมาตรการกระตุ้น....

TSR นำทีม “นีโน่-เมทะนี” พรีเซ็นเตอร์โฆษณาพร้อมควบตำแหน่งหัวหน้าทีม “SAFE MAN”ปั้นแบรนด์ “SAFE”เสิร์ฟน้ำดื่มสะอาดถึงบ้าน-ให้บริการครบวงจร

TSR นำทีม “นีโน่-เมทะนี” พรีเซ็นเตอร์โฆษณาพร้อมควบตำแหน่งหัวหน้าทีม “SAFE MAN”ปั้นแบรนด์ “SAFE”เสิร์ฟน้ำดื่มสะอาดถึงบ้าน

มัลติมีเดีย

GURU แจกหุ้นเด็ด EP.1 (เดือนสิงหาคม)

ติดตามข่าววงการหุ้น News feed แบบเรียลไทม์ได้แล้วที่ http://www.hooninside.com/

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้