Today’s NEWS FEED

News Feed

AGRICULTURAL COMMODITY 2019 : SUGAR

414



        สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ ( 12 ก.พ. 2562 ) ----- ในปี 2019 มูลค่าการก่อสร้างรวมของไทยมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นราว  6.5%YOY เป็น 1.38 ล้านล้านบาท


แม้บราซิล อียู และไทย จะลดปริมาณผลผลิตน้ำตาลลง ส่งผลให้ผลผลิตน้ำตาลโลกในฤดูผลิตปี 2018/19 มีแนวโน้มลดลง แต่สต็อกน้ำตาลโลกที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องจากฤดูผลิตปี 2017/18 จะยังเป็นปัจจัยที่กดดันแนวโน้มราคาน้ำตาลในตลาดโลกต่อไป โดยอีไอซีคาดว่า ราคาน้ำตาลในตลาดโลกในปี 2019 น่าจะอยู่ที่ราว 13-14 เซ็นต์ต่อปอนด์ ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยจากราคาเฉลี่ยของปี 2018 ที่ระดับ 12.6 เซ็นต์ต่อปอนด์ ซึ่งน่าจะเป็นจุดต่ำสุดของราคาน้ำตาลแล้ว
อีไอซีคาดว่า ปริมาณการบริโภคน้ำตาลในประเทศปี 2019 น่าจะอยู่ที่ 2.6 ล้านตัน ในขณะที่ปริมาณการส่งออกน้ำตาลของไทยน่าจะอยู่ที่ 7.8 ล้านตัน ลดลง 6% จากปี 2018 สอดคล้องกับทิศทางปริมาณการส่งออกน้ำตาลของโลกที่มีแนวโน้มหดตัวลง อย่างไรก็ดี ราคาน้ำตาลในตลาดโลกที่คาดว่าจะปรับตัวขึ้นเล็กน้อย เป็นปัจจัยที่ช่วยพยุงให้มูลค่าการส่งออกน้ำตาลของไทยในปี 2019 อยู่ที่ 2,761 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทรงตัวจากปี 2018 ทั้งนี้ ต้องจับตาอินโดนีเซีย และจีน ที่กำลังเร่งขยายกำลังการผลิตน้ำตาลรองรับความต้องการในประเทศ และอาจนำเข้าน้ำตาลจากไทยลดลง

สถานการณ์น้ำตาลในตลาดโลก: แม้บราซิล อียู และไทย จะลดปริมาณผลผลิตน้ำตาลลง แต่สต็อกน้ำตาลโลกที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง กดดันราคาน้ำตาลในตลาดโลกให้อยู่ที่ราว 13-14 เซ็นต์ต่อปอนด์
ผลผลิตน้ำตาลโลกที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาน้ำตาลในตลาดโลกปรับตัวลดลง จากระดับ 15 เซ็นต์ต่อปอนด์ ในช่วงกลางปี 2017 มาอยู่ที่ 10-12 เซ็นต์ต่อปอนด์ ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2018 สถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำตาลรายใหญ่อย่างบราซิล ปรับตัวต่อภาวะราคาน้ำตาลในตลาดโลกที่ลดลงในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่การลดกำลังการผลิตน้ำตาลลง การปิดโรงงาน ไปจนถึงการซื้อสัญญาขายน้ำตาลล่วงหน้าที่ได้ตกลงกับคู่ค้าไว้แล้วคืน เพื่อปรับเปลี่ยนให้นำอ้อยไปผลิตเป็นเอทานอลแทน โดยตั้งแต่เดือนเมษายน-ตุลาคม ปี 2018 สัดส่วนการนำอ้อยไปผลิตน้ำตาลต่อการผลิตเอทานอลอยู่ที่ 36:64 ลดลงจากช่วงเดือนเมษายน ปี 2017 - มีนาคม ปี 2018 ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ที่ 47:53 โดยการปรับลดปริมาณการผลิตน้ำตาลของบราซิลดังกล่าว เป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนให้ราคาน้ำตาลในตลาดโลกสามารถปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 12-13 เซ็นต์ต่อปอนด์ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2018 และช่วยพยุงราคาน้ำตาลเฉลี่ยของทั้งปี 2018 ให้อยู่ที่ระดับ 12.6 เซ็นต์ต่อปอนด์
จากสต็อกน้ำตาลโลกในฤดูผลิตปี 2017/18 ที่อยู่ในระดับสูงถึง 52 ล้านตัน ขยายตัว 22% จากฤดูผลิตปี 2016/17 ส่งผลให้หลายประเทศมีแนวโน้มลดปริมาณการผลิตน้ำตาลลง โดยกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (United States Department of Agriculture: USDA) ได้ประมาณการผลผลิตน้ำตาลโลกในฤดูผลิตปี 2018/19 มีแนวโน้มอยู่ที่ประมาณ 186 ล้านตัน ลดลง 4% จากฤดูผลิตปี 2017/18 เนื่องจากประเทศบราซิล อียู และไทย ซึ่งมีสัดส่วนการผลิตน้ำตาลรวมกันคิดเป็น 34% ของการผลิตน้ำตาลทั้งโลก ลดปริมาณผลผลิตน้ำตาลลง


ในขณะที่ปริมาณการบริโภคน้ำตาลโลกน่าจะอยู่ที่ประมาณ 177 ล้านตัน ขยายตัว 2% จากฤดูผลิตปี2018/18 โดยเป็นผลมาจากการบริโภคน้ำตาลเพิ่มขึ้นของประเทศที่มีฐานประชากรขนาดใหญ่ อย่างอินเดีย สหรัฐอเมริกา และอินโดนีเซีย เป็นสำคัญ

 

แม้ปริมาณผลผลิตน้ำตาลโลกที่มีแนวโน้มลดลง และปริมาณการบริโภคน้ำตาลโลกที่มีแนวโน้มขยายตัว จะเป็นสัญญาณที่ดีต่อราคาน้ำตาลในตลาดโลก แต่ปริมาณการส่งออกน้ำตาลในฤดูผลิตปี 2018/19 ที่คาดว่าจะลดลงถึง 9% โดยเป็นผลมาจากประเทศผู้นำเข้าน้ำตาลที่สำคัญ อย่างจีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และสหรัฐอเมริกา ลดการนำเข้าน้ำตาลลง ได้ส่งผลให้สต็อกน้ำตาลโลกอยู่ที่ 53 ล้านตัน ทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องจากฤดูผลิตปี 2017/18 ซึ่งจะยังเป็นปัจจัยที่กดดันแนวโน้มราคาน้ำตาลในตลาดโลกต่อไป โดยอีไอซีคาดว่า ราคาน้ำตาลในตลาดโลกปี 2019 น่าจะอยู่ที่ราว 13-14 เซ็นต์ต่อปอนด์ ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยจากราคาเฉลี่ยของปี 2018 ที่ระดับ 12.6 เซ็นต์ต่อปอนด์ ซึ่งน่าจะเป็นจุดต่ำสุดของราคาน้ำตาลแล้ว

สถานการณ์น้ำตาลในไทย: ผลผลิตน้ำตาลของไทยในปี 2019 มีแนวโน้มลดลงมาอยู่ที่ 13 ล้านตัน แต่นับว่ายังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับอดีต ... ในขณะที่ปริมาณการส่งออกน้ำตาลอยู่ที่ 7.8 ล้านตัน ลดลงจากปี 2018
ราคาอ้อยขั้นสุดท้ายในฤดูผลิตปี 2016/17 ที่พุ่งสูงขึ้นถึง 1,084 บาท/ตันอ้อย จูงใจให้เกษตรกรหันมาเพาะปลูกอ้อยมากขึ้น ประกอบกับสภาพอากาศในฤดูผลิตปี 2017/18 ที่เหมาะสมและเอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกอ้อย จึงมีผลผลิตอ้อยอยู่ในเกณฑ์ดี ส่งผลให้มีปริมาณอ้อยเข้าหีบในฤดูผลิตปี 2017/18 สูงถึง 134.9 ล้านตัน และมีผลผลิตน้ำตาลสูงถึง 14.7 ล้านตัน
สำหรับในฤดูผลิตปี 2018/19 ราคาอ้อยขั้นสุดท้ายตกต่ำลงมาอยู่ที่ 793 บาท/ตันอ้อย ประกอบกับสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกอ้อยเทียบเท่ากับในฤดูผลิตปี 2017/18 อีไอซีจึงคาดว่า ปริมาณอ้อยเข้าหีบน่าจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 120 ล้านตัน หรือหดตัวลง 11% จากฤดูผลิตปีก่อนหน้า ทั้งนี้ ในฤดูผลิตปี 2018/19 โรงงานน้ำตาลต่างๆ ได้วางแผนขนส่งอ้อยและเปิดหีบอ้อยอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นการลดอ้อยปนเปื้อน และได้ผลผลิตน้ำตาลที่มีค่าความหวานที่ดี ส่งผลให้โรงงานน้ำตาลยังสามารถรักษาระดับ Productivity ได้ใกล้เคียงกับในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้ได้ผลผลิตน้ำตาลในฤดูผลิตปี 2018/19 อยู่ที่ประมาณ 13 ล้านตัน ซึ่งแม้จะลดลงจากฤดูผลิตปี 2017/18 แต่ก็ถือว่ายังเป็นปริมาณผลผลิตน้ำตาลที่อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับในอดีตซึ่งอยู่ที่ประมาณ 9-11 ล้านตัน/ปี
ทั้งนี้ อีไอซีคาดว่า ปริมาณการบริโภคน้ำตาลในประเทศปี 2019 น่าจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 2.6 ล้านตัน จาก 2.5 ล้านตันในปี 2018 สอดคล้องกับการเติบโตของจำนวนประชากร และการขยายตัวของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทย ในขณะที่ปริมาณการส่งออกน้ำตาลของไทยน่าจะอยู่ที่ 7.8 ล้านตัน ลดลง 6% จากปี 2018 สอดคล้องกับทิศทางปริมาณการส่งออกน้ำตาลของโลกที่มีแนวโน้มหดตัวลง แม้ว่าปริมาณการส่งออกน้ำตาลของไทยในปี 2019 จะหดตัวลง แต่คาดว่าไทยจะยังคงสามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดส่งออกได้ที่ 13.5% ของปริมาณการส่งออกน้ำตาลของโลก คิดเป็นมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 2,761 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทรงตัวจากปี 2018 โดยราคาน้ำตาลในตลาดโลกที่คาดว่าจะปรับตัวขึ้นเล็กน้อยจากจุดต่ำสุดที่ 12.6 เซ็นต์ต่อปอนด์ มาอยู่ที่ราว 13-14 เซ็นต์ต่อปอนด์ ในปี 2019 เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงมูลค่าการส่งออกน้ำตาลของไทย

 
จับตา ... อินโดนีเซีย และจีน กำลังเร่งขยายการผลิตน้ำตาล อาจนำเข้าน้ำตาลจากไทยลดลงปัจจุบันไทยเป็นประเทศส่งออกน้ำตาลอันดับ 2 ของโลก รองจากบราซิล โดยมีประเทศในกลุ่มอาเซียน ไต้หวัน เกาหลีใต้ และจีน เป็นตลาดส่งออกที่สำคัญ ทั้งนี้ ในปี 2018 ไทยส่งออกน้ำตาลไปยังประเทศดังกล่าวรวมกันเป็นปริมาณ 6.8 ล้านตัน หรือคิดเป็นสัดส่วน 82% ของปริมาณการส่งออกน้ำตาลทั้งหมดของไทย
ทั้งนี้ อีไอซีมองว่า การเร่งขยายกำลังการผลิตน้ำตาลของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อินโดนีเซีย และจีน อาจส่งผลให้ประเทศดังกล่าวนำเข้าน้ำตาลจากไทยลดลง ซึ่งนับเป็นความท้าทายที่สำคัญในการส่งออกน้ำตาลของไทยในระยะข้างหน้า

 
อินโดนีเซีย: มีการผลิตน้ำตาลทรายในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภค ส่งผลให้ต้องนำเข้าน้ำตาลไม่ต่ำกว่า 3.5 ล้านตันต่อปี โดยคิดเป็นสัดส่วนการนำเข้าไม่ต่ำกว่า 65% ของการบริโภคภายในประเทศ ในจำนวนนี้ เกินครึ่งหนึ่งเป็นการนำเข้าจากไทย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของปริมาณการส่งออกน้ำตาลของไทยโดยรวม
จากความต้องการบริโภคน้ำตาลในอินโดนีเซียที่เพิ่มสูงขึ้น โดยมาจากฐานประชากรและรายได้ประชากรที่ขยายตัว ส่งผลให้อินโดนีเซียตั้งเป้าหมายขยายกำลังการผลิตน้ำตาลในฤดูผลิตปี 2018/19 เป็น 3.8ล้านตัน จากปัจจุบันที่สามารถผลิตได้ประมาณปีละ 2 ล้านตัน รวมถึงในระยะยาว อินโดนีเซียยังมีแผนขยายพื้นที่เพาะปลูกอ้อย ฟื้นฟูโรงงานน้ำตาล และปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตน้ำตาล รองรับความต้องการในประเทศอีกด้วย ซึ่งอาจส่งผลให้อินโดนีเซียนำเข้าน้ำตาลลดลง และกระทบต่อการส่งออกน้ำตาลของไทยในระยะข้างหน้า

จีน: เป็นหนึ่งในประเทศที่มีผลผลิตน้ำตาลสูงเป็นลำดับต้นๆ ของโลก แต่ความต้องการบริโภคน้ำตาลที่อยู่ในระดับสูงกว่า 15 ล้านตันต่อปี จากฐานประชากรขนาดใหญ่ ส่งผลให้จีนยังต้องนำเข้าน้ำตาลจากต่างประเทศ โดยคิดเป็นสัดส่วนการนำเข้าไม่ต่ำกว่า25% ของการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากบราซิล และคิวบา คิดเป็นสัดส่วน 34% และ 18% ตามลำดับ
การขยายกำลังการผลิตน้ำตาลในจีน ทั้งการลงทุนก่อตั้งโรงงานน้ำตาลของผู้ประกอบการไทยในพื้นที่เขตปกครองตนเองกว่างซี ตั้งแต่ปี 1993 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และการขยายกำลังการผลิตของโรงงานน้ำตาลของจีนเอง ส่งผลให้จีนมีผลผลิตน้ำตาลเพิ่มสูงขึ้น และนำเข้าน้ำตาลลดลง โดยการนำเข้าน้ำตาลจากไทยลดลงจากปีละไม่ต่ำกว่า 5 แสนตันในอดีต มาอยู่ที่ปีละ 3 แสนกว่าตันในช่วงสามปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ โรงงานน้ำตาลของไทยยังมีแผนขยายการลงทุนโรงงานน้ำตาลในจีนเพิ่มเติม ในช่วงปลายปี 2019 ซึ่งอาจส่งผลให้ปริมาณการส่งออกน้ำตาลจากไทยไปจีนลดลงอย่างต่อเนื่องในอนาคต

 

ผลผลิตอ้อยในประเทศที่เพียงพอ ประกอบกับการส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐ จูงใจโรงงานน้ำตาลขยายการลงทุนผลิตภัณฑ์ชีวภาพเพิ่มขึ้น
ภาครัฐกำหนดให้ “การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ” เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายเดิม (First S-Curve) ที่มีศักยภาพขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สอดคล้องกับแผนพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพของไทย พ.ศ. 2561-2570 เพื่อขับเคลื่อนให้ไทยเป็น Bio Hub of ASEAN ภายในปี 2027 โดยพื้นที่นำร่องที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนประกอบด้วย  EEC และพื้นที่อื่นๆ ได้แก่ จังหวัดนครสวรรค์ กำแพงเพชร และขอนแก่น ซึ่งภาครัฐได้กำหนดให้อ้อยเป็นหนึ่งในวัตถุดิบในภาคการเกษตรที่มีศักยภาพในการแปรรูปให้เป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง อีกทั้งยังสามารถต่อยอดไปยังอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ ได้
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาทิศทางการลงทุนของโรงงานน้ำตาลไทย พบว่า นอกจากการขยายโรงงานน้ำตาล ทั้งในประเทศและต่างประเทศแล้ว ผู้ประกอบการยังขยายการลงทุนในธุรกิจอื่นๆ เพิ่มเติมควบคู่กันไป โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอ้อยและน้ำตาล เช่น เอทานอล โรงงานไฟฟ้าชีวมวล บรรจุภัณฑ์ชานอ้อย อาหารสัตว์ เป็นต้น
แม้ทิศทางการขยายการลงทุนในธุรกิจอื่นๆ ของโรงงานน้ำตาลไทยในปัจจุบัน จะให้ความสำคัญกับการลงทุนในธุรกิจที่ใช้ผลพลอยได้ (By-product) จากการผลิตน้ำตาลเป็นหลัก โดยการลงทุนธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูงยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก แต่พบว่าผลิตภัณฑ์ชีวภาพเป็นธุรกิจที่โรงงานน้ำตาลไทยมีศักยภาพในการลงทุน เนื่องจากยังมีผลผลิตอ้อยในประเทศมากเพียงพอสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต และผลิตภัณฑ์ชีวภาพส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ประกอบกับอุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพยังได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐ ซึ่งน่าจะสามารถจูงใจให้โรงงานน้ำตาลไทยขยายการลงทุนในธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูงเพิ่มมากขึ้น และก่อให้เกิดเม็ดเงินลงทุนก่อสร้างโรงงานใหม่ๆ ตามมา
อนึ่ง พบว่า ปัจจุบันผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ อย่างกลุ่มมิตรผล เริ่มขยายการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ แล้ว เช่น การผลิตเอนไซม์ Phytase สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร การผลิต Lactic Acid และ Sugar Alcohol สำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องสำอาง เป็นต้น นอกจากนี้ บริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) ก็มีแผนขยายการลงทุนจากธุรกิจผลิตและจำหน่ายเอทานอลและไบโอดีเซล ไปสู่ธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและเครื่องสำอางด้วยเช่นกัน


ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูงที่โรงงานน้ำตาลไทยมีศักยภาพในการลงทุนมีหลากหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มเคมีชีวภาพ ซึ่งเป็นสารตั้งต้น เช่น กรดอินทรีย์ (Lactic Acid, Succinic Acid) กลุ่มสินค้าขั้นกลาง เช่น สารให้ความหวาน (Sorbitol) พอลิเมอร์ (Polylactic Acid, Polybutylene Succinate) และยีสต์ ไปจนถึงกลุ่มสินค้าขั้นปลาย เช่น พลาสติกชีวภาพ ยาปฏิชีวนะ วัคซีน วิตามิน อาหาร และเครื่องดื่ม โดยการนำอ้อยไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ชีวภาพดังกล่าว จะเป็นการกระจายการลงทุนของโรงงานน้ำตาลไปสู่ธุรกิจใหม่ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ช่วยให้โรงงานน้ำตาลสามารถลดความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้จากการผลิตและจำหน่ายสินค้าโภคภัณฑ์ อย่างน้ำตาลทราย ซึ่งต้องเผชิญกับความผันผวนด้านราคา และขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตลาดโลก
อีไอซีมองว่า การลงทุนก่อตั้งโรงงานผลิตภัณฑ์ชีวภาพต้องใช้เม็ดเงินลงทุนในระดับสูง โดยพบว่า โครงการที่ลงทุนในพื้นที่นำร่องที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่มีมูลค่าการลงทุนตั้งแต่ระดับหลักพันล้านขึ้นไป ดังนั้น การลงทุนในระยะแรกจึงน่าจะมาจากผู้ประกอบการในกลุ่มโรงงานน้ำตาลรายใหญ่ หรือเป็นการร่วมทุนระหว่างโรงงานน้ำตาลและผู้ประกอบการธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง หรือธุรกิจอื่นๆ โดยนอกจากเม็ดเงินลงทุนก่อตั้งโรงงานแล้ว การผลิตผลิตภัณฑ์ชีวภาพยังต้องใช้เม็ดเงินลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพิ่มเติม ดังนั้น ระยะเวลาในการคืนทุนที่ยาวนานจึงยังเป็นประเด็นท้าทายสำหรับการลงทุนธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง
จับตาความคืบหน้าและรายละเอียดของร่าง พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่..) พ.ศ. ….
จากการที่ไทยถูกประเทศผู้ค้าน้ำตาลอื่นๆ ร้องเรียนต่อองค์การการค้าโลก (WTO) ในประเด็นการจ่ายเงินอุดหนุนชาวไร่อ้อยจนส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมน้ำตาลทรายโลก เป็นเหตุให้ภาครัฐดำเนินการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย โดยประกาศลอยตัวราคาน้ำตาลทรายให้เป็นไปตามกลไกตลาดโลกในเดือนมกราคม 2018 และกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่..) พ.ศ. …. โดยสาระสำคัญอยู่ที่การปรับกฎระเบียบในอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ WTO และการกำหนดบทนิยามคำว่า “น้ำอ้อย” ให้นำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้นั้น
อีไอซีมองว่า การปรับกฎระเบียบต่างๆ ในอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายไทยให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ WTO โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นเรื่องการยกเลิกเงินอุดหนุนสำหรับชาวไร่อ้อย จะช่วยลดแรงกดดันจากประเทศคู่แข่ง และส่งผลดีต่อภาพลักษณ์การส่งออกน้ำตาลของไทย อีกทั้งยังช่วยลดภาระของกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายในการจ่ายเงินอุดหนุนสำหรับชาวไร่อ้อยในกรณีที่ราคาอ้อยตกต่ำ ซึ่งน่าจะมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาขาดสภาพคล่องของกองทุนฯ ได้
อย่างไรก็ตาม การยกเลิกเงินอุดหนุนสำหรับชาวไร่อ้อย จะส่งผลให้ชาวไร่อ้อยจะไม่ได้รับเงินอุดหนุนในกรณีที่ราคาอ้อยตกต่ำ และอาจส่งผลต่อเนื่องให้ชาวไร่อ้อยปรับลดการเพาะปลูกอ้อยในฤดูผลิตปีถัดไปได้ ดังนั้น การเยียวยาชาวไร่อ้อย ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายก็ยังเป็นประเด็นที่ละเลยไม่ได้ เพื่อป้องกันปัญหาขาดแคลนผลผลิตอ้อยในระดับที่อาจส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำตาลทรายของไทย
ในส่วนของการกำหนดบทนิยามคำว่า “น้ำอ้อย” ให้นำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้นั้น น่าจะช่วยให้ชาวไร่อ้อยมีโอกาสได้รับส่วนแบ่งรายได้และผลตอบแทนจากการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพิ่มเติม นอกเหนือไปจากรายได้และผลตอบแทนจากการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายและกากน้ำตาล เนื่องจากปัจจุบันโรงงานน้ำตาลได้มีการนำอ้อยไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ มากขึ้น โดยในระยะแรกน่าจะเป็นการนำอ้อยไปผลิตเป็นเอทานอล และไฟฟ้าชีวมวลมากขึ้น และอาจขยายไปสู่ผลิตภัณฑ์ชีวภาพอื่นๆ เพิ่มเติมในอนาคต ทั้งนี้ ยังต้องติดตามความคืบหน้าและรายละเอียดของร่าง พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่..) พ.ศ. …. อย่างใกล้ชิด เพราะจะส่งผลกระทบกับผู้เล่นในอุตสาหกรรมน้ำตาลในวงกว้าง ซึ่งเป็นประเด็นความเสี่ยงที่ต้องจับตาต่อไป

กัญญารัตน์ กาญจนวิสุทธิ์ (kanyarat.kanjanavisut@scb.co.th)
Economic Intelligence Center (EIC)
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

 

 

นวพร เชื้อเมืองพาน

: เรียบเรียง โทร : 02-276-5976 อีเมล์ : reporter@hooninside.com ที่มา : สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทความล่าสุด

HotNews : กูรูส่อง SET ครึ่งเดือนหลังมีลุ้นรีบาวด์ BANK - PROP เด่นสุด

กูรูทิสโก้ เปิดกลยุทธ์ SET Index บริเวณ 1600 ลงมาน่าทยอยเสี่ยงซื้อเก็งกำไรรอบสั้นๆ มองครึ่งเดือนหลังมีโอกาสรีบาวด์ทาง...

(เพิ่มเติม) "อุตตม" ชง 3 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน คาดเกิดเม็ดเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 2 แสนลบ.ในครึ่งหลังของปีนี้

นายอุตตม สาวนายน ได้โพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัวว่า วันนี้กระทรวงการคลัง ได้เตรียมมาตรการกระตุ้น....

TSR นำทีม “นีโน่-เมทะนี” พรีเซ็นเตอร์โฆษณาพร้อมควบตำแหน่งหัวหน้าทีม “SAFE MAN”ปั้นแบรนด์ “SAFE”เสิร์ฟน้ำดื่มสะอาดถึงบ้าน-ให้บริการครบวงจร

TSR นำทีม “นีโน่-เมทะนี” พรีเซ็นเตอร์โฆษณาพร้อมควบตำแหน่งหัวหน้าทีม “SAFE MAN”ปั้นแบรนด์ “SAFE”เสิร์ฟน้ำดื่มสะอาดถึงบ้าน

มัลติมีเดีย

GURU แจกหุ้นเด็ด EP.1 (เดือนสิงหาคม)

ติดตามข่าววงการหุ้น News feed แบบเรียลไทม์ได้แล้วที่ http://www.hooninside.com/

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้