21 ต.ค. 2569 09:40:33 72
สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ ( 21 ตุลาคม 2569 )---------สมรภูมิการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยได้ก้าวพ้นยุคของการห้ำหั่นกันด้วย "ต้นทุน" หรือ "สเกลการผลิต" ไปแล้ว เมื่อบริบทโลกยุค ESG และเข็มทิศ Net Zero กำลังบีบให้ทุกองค์กรต้องเขียนสมการทางธุรกิจใหม่ วันนี้ "การบริหารจัดการของเสียเคมี" (Chemical Waste Management) จึงไม่ใช่งานหลังบ้านที่จ่ายเงินเพื่อให้จบไปอีกต่อไป หากแต่เป็นสนามแข่งขันสำคัญที่เปลี่ยนสารเคมีและน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วให้กลายเป็น "ทรัพยากรรูปแบบใหม่" ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Waste-to-Value) และกลายเป็นจิ๊กซอว์ชี้ขาดว่า ใครจะอยู่หรือไปในห่วงโซ่อุปทานคาร์บอนต่ำแห่งอนาคตโจทย์สำคัญคือ ประเทศไทยจะเปลี่ยนของเสียเหล่านี้ให้กลับมาเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะ "น้ำมันหล่อลื่นใช้แล้ว" (Used Lubricating Oil) ที่เกิดขึ้นจากรถยนต์ เครื่องจักร และสายการผลิตทั่วประเทศ ซึ่งหากจัดการไม่เหมาะสมอาจสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่หากผ่านกระบวนการรีไซเคิลที่ได้มาตรฐาน ก็สามารถกลับมาเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับภาคอุตสาหกรรมได้อีกครั้งข้อมูลจาก Kline ระบุว่า ในปี 2567 ทั่วโลกมีการใช้น้ำมันหล่อลื่นประมาณ 39.2 ล้านตัน และเกิดน้ำมันใช้แล้วราว 21.5 ล้านตัน แต่มีเพียงราว 6.5 ล้านตันที่ถูกนำกลับไปกลั่นซ้ำเป็นน้ำมันพื้นฐาน หรือไม่ถึงหนึ่งในสามของน้ำมันใช้แล้วทั้งหมด ขณะที่ประเทศไทยมีการใช้น้ำมันหล่อลื่นประมาณ 682 ล้านลิตรต่อปี ช่องว่างดังกล่าวสะท้อนถึงโอกาสในการนำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ ควบคู่กับความท้าทายในการรวบรวมและจัดการน้ำมันใช้แล้วให้เข้าสู่ระบบรีไซเคิลอย่างมีประสิทธิภาพกฎคาร์บอนเร่งเกมแข่งขัน เปลี่ยนของเสียเป็นโอกาสทางธุรกิจแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมกำลังทำให้การบริหารจัดการของเสียมีความสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น ทั้งร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่วางกลไกราคาคาร์บอนทั้งภาษีคาร์บอนและระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ที่ยึดหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย มาตรการ CBAM และข้อกำหนดด้านความยั่งยืนของ EU ผลักดันให้ธุรกิจลดคาร์บอน ขณะที่ระบบราคาคาร์บอนของไทยอาจช่วยให้ผู้ส่งออกหักลบค่าคาร์บอนกับภาระ CBAM ได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งเข้าสู่ระยะบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2569 สำหรับสินค้ากลุ่มแรก เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม และซีเมนต์ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน CBAM เปิดช่องให้ผู้ส่งออกนำราคาคาร์บอนที่จ่ายจริงในประเทศต้นทางมาหักลบภาระได้ การมีระบบราคาคาร์บอนของไทยเองจึงเป็นอีกแรงผลักให้เร่งผลักดันกฎหมายด้านสภาพภูมิอากาศแม้การใช้วัตถุดิบรีไซเคิลยังไม่ได้เป็นข้อบังคับทั่วไปสำหรับผู้ผลิตไทย แต่การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและลดการปล่อยคาร์บอนกำลังเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะธุรกิจที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ยิ่งเมื่อผู้เล่นระดับโลกเริ่มนำร่องพัฒนาสินค้าคาร์บอนต่ำ ผู้ผลิตที่ปรับตัวช้าย่อมเสี่ยงเสียโอกาสในห่วงโซ่อุปทานของลูกค้ารายใหญ่ PSP ต่อยอดธุรกิจรีไซเคิล ผ่าน RE สร้างห่วงโซ่มูลค่าใหม่บริษัท พี.เอส.พี. สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PSP ผู้นำด้านโซลูชันผลิตภัณฑ์หล่อลื่นแบบครบวงจร วางกลยุทธ์ต่อยอดธุรกิจสู่การบริหารจัดการของเสียเคมี ผ่านการลงทุนในบริษัท รีไซเคิล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (RE) ผู้เชี่ยวชาญด้านการรีไซเคิลสารเคมีและการจัดการของเสียอุตสาหกรรมที่มีประสบการณ์มากกว่า 30 ปี โดย PSP เข้าซื้อหุ้น RE ทั้งหมด100% ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 630 ล้านบาท ในช่วงปี 2586 ที่ผ่านมาในขณะที่ RE ให้บริการครอบคลุมตั้งแต่การรีไซเคิลสารเคมี ตัวทำละลาย และน้ำมันใช้แล้ว การกำจัดของเสียที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ ไปจนถึงการล้างบรรจุภัณฑ์อุตสาหกรรม เช่น ถังเหล็กขนาด 200 ลิตรและถัง IBC ตามมาตรฐาน UN โดยข้อมูลที่ PSP เปิดเผยระบุว่า การนำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ใหม่ช่วยลดงบประมาณจัดซื้อได้เฉลี่ย 40–50% และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 80% เมื่อเทียบกับการใช้บรรจุภัณฑ์ใหม่ การลงทุนดังกล่าวช่วยให้ PSP ขยายขอบเขตจากธุรกิจผลิตน้ำมันหล่อลื่นและเคมีภัณฑ์ ไปสู่การจัดการทรัพยากรหลังการใช้งาน เปิดโอกาสให้ของเสียจากภาคอุตสาหกรรมกลับมาเป็นวัตถุดิบที่สร้างมูลค่าได้อีกครั้งRRBO เทคโนโลยีเปลี่ยนน้ำมันใช้แล้วเป็นวัตถุดิบคุณภาพสูงหนึ่งในหัวใจสำคัญของแนวทาง Waste-to-Value คือ Re-Refined Base Oil (RRBO) หรือน้ำมันพื้นฐานที่ผลิตจากการกลั่นน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วซ้ำ ผ่านกระบวนการกำจัดน้ำและสิ่งปนเปื้อน การกลั่นภายใต้สุญญากาศ และการปรับปรุงคุณภาพด้วยไฮโดรเจน เพื่อกำจัดสารปนเปื้อนและองค์ประกอบที่เสื่อมสภาพจากการใช้งาน เมื่อผ่านกระบวนการที่ได้มาตรฐาน น้ำมันใช้แล้วสามารถกลับมาเป็นน้ำมันพื้นฐานสำหรับผลิตน้ำมันหล่อลื่นได้อีกครั้ง โดยเทคโนโลยีปัจจุบันสามารถผลิต RRBO ได้ถึงระดับ Group II และ II+ และบางโรงงานผลิตได้ถึงระดับ Group III ขณะที่การผลิตน้ำมันพื้นฐานจากการกลั่นซ้ำมีศักยภาพในการใช้พลังงานน้อยกว่าการผลิตจากน้ำมันดิบ โดยประมาณการของ Chevron Oronite ระบุว่า RRBO มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำกว่าน้ำมันพื้นฐานทั่วไปราว 50% และอาจสูงถึง 80% RRBO จึงเป็นอีกทางเลือกในการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมประมาณการของ Kline และ Chevron Oronite ระบุว่า กำลังการผลิต RRBO ทั่วโลกอยู่ที่ราว 5.1 ล้านตัน (ข้อมูลปี 2565) โดยเอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่มีกำลังการผลิตมากที่สุดราว 1.9 ล้านตัน มีจีน อินเดีย และออสเตรเลียเป็นตลาดหลัก และคาดว่า RRBO เติบโตเฉลี่ยราว 6% ต่อปีในช่วงปี 2566–2571 สะท้อนโอกาสของตลาดที่ให้ความสำคัญกับการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่มากขึ้นสำหรับ PSP โครงการพัฒนา RRBO ซึ่งต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านการรีไซเคิลของ RE เป็นส่วนหนึ่งของแผนสร้าง New Growth Engine โดยวางเป้าหมายให้ RE เป็น Green Platform หลักของกลุ่ม และพัฒนาสู่ศูนย์กลางการรีไซเคิลสารเคมีในภูมิภาคอาเซียนจากการกำจัดของเสีย สู่ความได้เปรียบในการแข่งขันตัวอย่างจากยุโรปแสดงให้เห็นว่า การนำน้ำมันใช้แล้วกลับมาผลิตเป็นน้ำมันพื้นฐานสามารถพัฒนาเป็นระบบจัดการทรัพยากรในระดับอุตสาหกรรมได้ โดยสเปนกำหนดให้น้ำมันใช้แล้วอย่างน้อย 65% ต้องถูกนำกลับไปผลิตเป็นน้ำมันพื้นฐาน ขณะที่เยอรมนีและอิตาลีเป็นผู้นำตลาดด้านการกลั่นซ้ำน้ำมันใช้แล้ว ส่วนสหรัฐฯ รวบรวมน้ำมันใช้แล้วได้ราว 72% และราว 60% ของปริมาณที่รวบรวมได้ถูกนำไปกลั่นซ้ำ ที่น่าจับตาคือในเอเชีย อินเดียเริ่มบังคับใช้เป้าหมายน้ำมันรีไซเคิลตั้งแต่ 1 เมษายน 2567 ที่ 5% ของน้ำมันพื้นฐานหรือน้ำมันหล่อลื่นที่จำหน่าย และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 50% ภายในปี 2573 บทเรียนสำคัญคือ การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดผลจริงต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยี ระบบรวบรวมของเสีย มาตรฐานการผลิต และกลไกสนับสนุนที่เหมาะสม เพื่อให้ทรัพยากรที่ผ่านการใช้งานแล้วสามารถกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตได้อย่างปลอดภัยและมีคุณภาพ ในวันที่ภาคอุตสาหกรรมต้องแข่งขันภายใต้ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้น การเปลี่ยนของเสียให้เป็นวัตถุดิบจึงไม่ใช่เพียงทางเลือกในการลดภาระการกำจัด แต่เป็นโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับ PSP การลงทุนใน RE และการพัฒนา RRBO คือการวางรากฐานธุรกิจที่เชื่อมโยงการผลิตกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพื่อรองรับการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานคาร์บอนต่ำในระยะยาว
โดย นายเสกสรร ครองพาณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พี.เอส.พี. สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PSP
: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์
เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง สถานการณ์จากปัจจัยภายนอก ตลาดหุ้นต่างประเทศ เป็นตัวแปร กดดัน ต่อตลาดหุ้นไทย ฝั่ง รายย่อย...
Hooninside
สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้
ชื่อหรือรหัสของคุณไม่ถูกต้อง
Please, check your email format before submit.
Please, Enter you password.
Please, Enter minimum 3 character.
Please, Enter minimum 6 character.
กรุณากรอกอีเมล์ที่คุณใช้สมัครสมาชิกแล้วกดส่งเมล์